patamabhorn's profile+ life goes on +PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    7/19/2008

    The Jacket, The Fountain และ Kagehinata ni saku

     
     

    งงใช่มั้ยว่าหนังสามเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันยังไง จริงๆ ก็คือไม่เกี่ยวเลย(อ้าว)
    แต่บังเอิญเป็นสามเรื่องที่ได้ดูในหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ประทับใจในแบบต่างๆ กัน แล้วก็รู้สึกว่าไม่ควรพลาดเหมือนๆ กัน ^^

    ไหนๆ ก็เขียนแล้ว เขียนให้หมดทั้งสามเรื่องเลยแล้วกัน แบบรักพี่เสียดายน้อง ฮ่าๆ

    (เขียนจบแล้วเพิ่งรู้ว่ามันยาวม้าก ก็ตั้งสามเรื่องนี่เนาะ -*- ใครที่กรุณามาอ่าน
    ช่วยอ่านทีละเรื่องก็ได้ค่ะ ไม่งั้นอาจหลับเอาได้ มันยาววววเจงๆ เหะๆๆ ^^'')



    The Jacket : เมื่อกำลังจะตาย คุณคิดอะไรอยู่?


    jacket_ver3


    หนังแนวแก้ไขห้วงเวลา อันเป็นแนวโปรดของเรา ได้ยินมานานว่าสนุก แต่
    เพิ่งจะได้ดู รู้สึกว่ามันดีเกินคาดสำหรับหนังฟอร์มเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก

    เปิดเรื่องมาด้วยประโยคเด็ดๆ ว่า

    "I was 27 years old the first time I died"


    ปี 1991 แจ๊ค สตาร์ค นายทหารหนุ่มถูกยิงเข้าที่หัวในสงครามอิรัก
    "หัว" ของเขาตายทันที แต่ "ร่างกาย" กลับฟื้นขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ

    เขาถูกส่งกลับบ้านเกิด บังเอิญได้พบสองแม่ลูกที่รถเสียอยู่ข้างทาง
    ผู้เป็นแม่เมาไม่ได้สติ แจ๊คช่วยซ่อมรถ คุยกับลูกสาวตัวน้อยที่ชื่อแจ๊คกี้
    และมอบป้ายชื่อประจำตัวทหารที่ใช้ห้อยคอให้เธอเป็นที่ระลึก

    ชายแปลกหน้าคนหนึ่งรับแจ๊คขึ้นรถไปด้วย และโดนตำรวจเรียกระหว่างทาง
    แจ๊คหมดสติไป ก่อนจะตื่นขึ้นมาพบว่า เขา "ตาย" อีกครั้งด้วยกระสุนจากมือ
    ตำรวจ และตัวเองถูกกล่าวหาว่าเป็นคนฆ่าตำรวจคนนั้น

    แจ๊คฟื้นขึ้นจากความตายเป็นครั้งที่สอง คราวนี้ถูกส่งไปโรงพยาบาลโรคจิต
    ศาลเห็นว่าเขาวิกลจริต เนื่องจากเขาจำเหตุการณ์อะไรไม่ได้เลย
    คล้ายกับเมื่อตายและเกิดใหม่ ความทรงจำทั้งหมดได้สูญสิ้นไปแล้ว

    ที่โรงพยาบาลนี้ เขาได้รับการรักษาแบบพิสดาร โดยการจับยัดใส่ลิ้นชักเก็บศพ
    เมื่อเข้าใกล้ความตาย สมองเขากลับรีเพลย์เทปเก่าๆ ที่เขาลืมไปแล้ว
    ภาพตัวเองถูกยิงในอิรัก ภาพชายแปลกหน้าที่รับเขาขึ้นรถยิงตำรวจ
    และสุดท้าย เมื่อกำลังจะ "ตาย" อีกครั้ง เขากลับพบว่าตัวเองไปยืนอยู่ ณ อีก
    ที่หนึง ในวันคริสต์มาสอีฟ ต่อหน้าสาวน้อยคนสวย ที่ดูเหงาและเดียวดาย

    เหตุการณ์หลังจากนี้ไปเป็นการสปอยล์ ใครสนใจต้องไปหามาดูเองแล้วละ ^^

    (ตรงนี้สปอยล์ ถ้าอยากดูให้สนุกก็ข้ามๆ ไปนะคะ)
    คำถามเดิมๆ สำหรับหนังแนวแก้ไขห้วงเวลาสำหรับเราคือ
    "มันแก้ไขอะไรได้จริงๆ หรือ?" และคำตอบสำหรับเรื่องนี้ก็คือ "มันแก้ไม่ได้"
    แจ๊คพยายามจะแก้ไขชะตากรรมตัวเอง แต่เมื่อพบว่าไม่สำเร็จ เขาก็เลือกที่
    จะแก้ไขอย่างอื่น ซึ่งทำให้เขามีความสุขได้มากกว่าแก้ไขเรื่องตัวเองเสียอีก
    (หมดเขตสปอยล์)


    เรื่องนี้ ไอเดียพล็อต การเล่าเรื่อง บรรยากาศ และการแสดง เยี่ยมมากกกค่ะ
    โดยเฉพาะพระเอก พี่เอเดรียน พระเอกเดอะเปียนิสต์ เล่นได้น่าหลงรักมากๆ
    แค่คำพูดสั้นๆ สีหน้าแววตา ก็ทำเราน้ำตาท่วมบ้าน สะอึกสะอื้นกันเลยทีเดียว

    โทนเรื่องสวยมากค่ะ ได้อารมณ์เหงา เศร้า หมดหวัง ไม่มีที่ไป เหมือนบุคลิก
    พระเอกนั่นเอง ชอบมากที่ฉากหายตัวของพระเอก ไม่มีอภินิหารอันใด
    (เช่นการสั่นพั่บๆ เลือดท่วมจมูก อย่าง The Butterfly Effect) แต่เรื่องนี้หาย
    ไปเฉยๆ ตัดไปมา อ้าวหายไปแล้ว มันได้ความรู้สึกเศร้า เหงา และเดียวดาย
    ของคนที่เหลืออยู่มากๆ

    จุดที่ด้อยไปนิด(หรือมากนะ?)คือแก่นเรื่อง เพราะขนาดเราอินปานนี้ ก็ยังไม่
    รู้เลยว่า มันต้องการจะบอกอะไรกันแน่ !!? แต่สรุปเอาจากคำพูดในจดหมาย
    ตอนจบเรื่องว่า

    อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับการมีชีวิตอยู่ เพราะเมื่อคุณกำลังจะตาย
    คุณจะคิดอยู่แค่อย่างเดียวว่า คุณอยากกลับมา


    เมื่อยังมีชีวิต ก็ยังมีความหวังเสมอ

    อาจจะไม่ใช่หนังขึ้นหิ้งมากมาย แต่รับรองได้ว่าเป็นหนังดูสนุก เป็น "หนังดี"
    ที่ไม่ได้โหดเลือดสาดอย่างหน้าหนังเลยแม้แต่น้อย (ไม่เข้าใจว่าทำไมต้อง
    โปรโมทเหมือนเป็นหนังโรคจิต ฆาตกรรมด้วย มันขายได้มากกว่าหรือไงนะ?)

    มันเป็นหนังโรแมนติกดราม่า ผสมไซไฟ ที่ทำได้ละเมียดละไมทีเดียว


    ใครชอบหนังแนวไปวุ่นวายกะห้วงเวลา อย่าง The Butterfly Effect, Il Mare,
    Ditto, Sliding Doors, Frequency อย่างเรา ก็น่าจะชอบเรื่องนี้ได้ไม่ยากนะ
    ^^

    Sometimes life can only really begin with the knowledge of death.




    ************************************************


    The Fountain : หรือจะต้องสูญเสียเธอเสมอไป?


    B00005JPAP_02_LZZZZZZZ


    อันนี้หนังเทพกลายๆ ค่ะ ทำให้กล้าๆ กลัวๆ ที่จะดูมานาน ทั้งที่ที่จริงชอบพล็อต
    มาก ตั้งแต่อ่านรีวิวเมื่อเข้ามาฉายที่ญี่ปุ่นตอนซัมเมอร์ปีที่แล้ว


    นายแพทย์ผู้หนึ่งพยายามทุกวิถีทาง ที่จะยื้อชีวิตภรรยาที่ป่วยเป็นโรคเนื้องอก
    ในสมอง โดยการวิจัยยาจากเปลือกต้นไม้ที่เชื่อกันว่ามีสารอายุวัฒนะ
    เขาไม่มีเวลาให้เธอเลย เอาแต่ค้นคว้าตัวยา ไม่กลับบ้าน ไม่สนใจเธอ
    แม้ว่าเธอจะอยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต
    เธอเหงา เขาก็รู้ แต่ก็เชื่อมั่นว่าการค้นหาวิธีรักษาเธอย่อมสำคัญกว่า
    ทั้งที่เธอออกปากว่า "ฉันไม่กลัวความตาย เพียงแค่มีคุณอยู่ข้างกัน"

    เธอเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง เล่าถึงอัศวินหนุ่ม ผู้เดินทางไปค้นหาต้นไม้แห่งอมตะ
    เพื่อเจ้าหญิงอันเป็นที่รัก เธอเขียนไม่จบ แต่เหลือบทสุดท้ายไว้ให้เขาเขียนต่อ

    ในอีกหนึ่งห้วงมิติ ชายคนหนึ่งกับต้นไม้ของเขา กำลังเดินทางสู่ดวงดาว
    ภายในทรงกลมใส เขากินเปลือกไม้นี้เพื่อความอมตะ และเมื่อต้นไม้ตายลง
    เขาก็โทมนัสสุดแสน เช่นเดียวกับที่นายแพทย์ไม่ยอมรับความตายของภรรยา


    หนังรีวิวว่าเป็นชาติอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของชายคนเดียวกัน
    แต่เราดูแล้วไม่รู้สึกอย่างนั้นแฮะ หรือโง่เข้าไม่ถึงเองเนี่ย - -''
    (แอบผิดหวังนิดๆ อดดูหนังข้ามชาติแนวโปรด แต่ก็ได้แนวคิดอีกแบบ ชอบๆ)

    เรารู้สึกว่า หนังสือที่เธอเขียน คือบทเตือนใจสามีของเธอ ว่าความพยายาม
    ต่อสู้กับความตายนั้นไร้ผลอย่างไร และที่เธอเว้นบทสุดท้ายไว้ ก็คืออยากให้
    เขาเขียนบทสิ้นสุด คือความปล่อยวางและหลุดพ้นนั้นด้วยตัวเอง
    เพราะเธอช่วยเขาไม่ได้ เขาต้องยอมรับความสูญเสียให้ได้ด้วยตัวเอง

    ต้นไม้และชายหนุ่มในทรงกลมใส ที่เขา(ใครฟะ?)ว่าเป็นชาติอนาคต
    เราดูแล้วกลับรู้สึกว่า มันคือห้วงความคิดของนายแพทย์นั่นแหละ


    จนเมื่อเขาปล่อยวางจากความยึดติด ยอมรับความไม่อมตะและจีรัง
    จึงเกิดความหลุดพ้น ต้นไม้แห่งอมตะต้นนั้นออกผล เธอเก็บมันมาให้เขา
    และเขาก็ปลูกมันลงกับผืนดิน เพื่อที่มันจะงอก ออกดอกผล เป็นอาหาร
    ของนกกา จน "เธอ" ได้โบยบินไปในผืนฟ้า อย่างที่เธอบอกไว้ก่อนตาย


    นั่นคือเขาหลุดพ้นจากอัตตา ที่ว่าเธอเป็นของเขา
    เขายอมรับความจริงของความตาย และปล่อยเธอไปสู่อิสระในที่สุด



    คล้ายกับจะบอกว่า ทุกอย่างในจักรวาลนี้เป็นอมตะ แต่มิใช่จีรังด้วยรูปเดียว
    หากเปลี่ยนรูปเรื่อยไป จากอณูสู่อณู ซึ่งก็คือการเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง


    หนังเรื่องนี้พุทธมากๆ ค่ะ ขนาดคนห่างวัดที่นั่งดูอยู่ด้วยกัน ยังอุทานว่า
    โอ้ พุทธสุดๆ และเข้าใจไปในทางเดียวกับเราด้วยละ คือไม่นึกถึงชาติภพ
    แต่รู้สึกว่าทุกอย่างเกิดขึ้นในใจนายแพทย์ผู้นั้นนั่นแหละ

    เป็นหนังงาม ต้องใช้คำว่างาม เพราะมันงามจริงๆ ดูแล้วเหมือนหลุดเข้าไป
    อีกโลกนึง มีการใช้สัญลักษณ์มากมายจนตีความไม่ไหว แต่เข้าใจไม่ยากค่ะ
    เสียดายจังที่ไม่ได้ดูในโรง เนื้อเรื่องสอนเราถึงความยึดติดและปล่อยวาง
    อย่างแนบเนียน และเหลืออะไรให้คิดอ้อยอิ่งในหัวอีกนาน

    ชอบค่ะ ดูกันเถอะ มันไม่ได้ดูยากอย่างที่(เราเคย)คิดนะ อย่างน้อยชาวพุทธ
    อย่างเราๆ ก็น่าจะเข้าถึงได้ไม่ยากค่ะ ย้ำอีกที มันเป็นหนังดีจริงๆ ค่ะ !!


    No, no. Listen, listen.

    He said that if they dug his father's body up, it would be gone.
    They planted a seed over his grave.
    The seed became a tree.
    Moses said his father became a part of that tree.
    He grew into the wood, into the bloom.
    And when a sparrow ate the tree's fruit,
    his father flew with the birds.



    ************************************************


    Kagehinata ni saku : พรุ่งนี้คงมีแสงตะวัน


    51UNvH842cL


    เรื่องนี้ดูเพราะผู้ชายค่ะ เอ๊ยม่ายช่าย แต่เพราะชอบหนังแนวหลายตัวละคร
    แต่ละตัวก็มีเรื่องของตัวเองเป็นเอกเทศ แต่เกี่ยวข้องกันอย่างใดอย่างหนึ่ง
    เช่นเดียวกับ Magnolia, Crash, Babel นั่นแหละค่ะ แต่เรื่องนี้เป็นแบบญี่ปุ่นๆ


    ชื่อเรื่องแปลตรงๆ ตัวได้ว่า เบ่งบานในเงามืดและแสงตะวัน เรื่องกล่าวถึง
    ชีวิตในเงามืดของคนหกคนในกรุงโตเกียว ที่เจอแต่ความเศร้า ท้อแท้ สิ้นหวัง

    เริ่มจากชายหนุ่มที่ติดการพนันจนเป็นหนี้ท่วมตัว เมื่อแม่ตาย เขาก็ออกจาก
    บ้าน ตัดขาดกับพ่อ ถูกตามทวงหนี้จนต้องใช้วิธีหลอกเอาเงินทางโทรศัพท์
    ที่เรียกกันว่า โอเรซากิ คือ สุ่มเบอร์โทรไปแล้วบอกว่า โอเรๆ คือ นี่ผมเองนะ
    ให้อีกฝ่ายคิดเองเออเองว่าเป็นใคร และเมื่อฝ่ายนั้นพูดชื่อมา ก็สวมรอยทันที

    เขาโทรไปติดบ้านหญิงชราคนหนึ่ง ซึ่งกำลังรอโทรศัพท์จากลูกชาย ซึ่ง
    จากกันไปตั้งแต่อายุสองขวบ และเมื่อนายคนนี้โทรไป เธอก็เชื่อทันทีว่าคือ
    ลูกชายเธอจริงๆ และคุยกับเขาเรื่อยมา จนเกิดความผูกพันโดยไม่รู้ตัว


    หญิงสาวคนหนึ่ง ตามหาคนรักเก่าของแม่ ซึ่งเคยเป็นดาราตลกด้วยกัน
    เธอรู้ว่าแม่รักเขามาก แต่ไม่เคยบอกเขา เธอจึงมาตามหาเพื่อจะบอกเขา
    ว่าเขามีค่ากับแม่ของเธอเพียงใด แม้ว่าเขาจะรักผู้หญิงอีกคน


    ชายไร้บ้าน ขาพิการ ชอบเล่าเรื่องชกต่อยกับทหารอเมริกันให้ใครๆ ฟัง
    จู่ๆ ก็มีนักเบสบอลชื่อดัง มาบอกว่าเป็นลูก และขอให้กลับไปอยู่ด้วยกัน


    ชายวัยกลางคน สูญเสียครอบครัวและความหวังในการดำเนินชีวิต
    จนเลือกจะหลีกหนีจากชีวิตสะดวกสบาย มาเป็นโฮมเลส


    ไอดอลสาว ที่กำลังจะหมดยุคทอง เริ่มขายไม่ได้ มีแต่งานแย่ๆ เข้ามา
    แฟนหดหาย แต่ก็ยังมีหนุ่มโอทะขุคนหนึ่งคอยให้กำลังใจเธอมาตลอด


    หนุ่มโอทะขุคนนี้ รักสาวไอดอลเป็นดวงใจ เพราะเธอทำให้เขานึกถึง
    รักครั้งแรกในชีวิต เมื่อยังอยู่ชั้นประถม ที่ไม่เคยมีโอกาสได้บอกออกไป



    เรื่องนี้เป็นนิยายของดาราตลก ที่พอเขียนออกมาก็ดังเลย มีคนฟันธงมาก
    มายว่าจะได้รางวัล แต่ก็ไม่ได้ ถึงกระนั้นก็เป็นที่พูดถึงกันเยอะทีเดียว

    สตอรี่เรื่องนี้ดีมากๆๆๆๆ ดีจริงๆ นะ เราว่ามันสื่อความเป็นเงามืดของโตเกียว
    ได้ดีเลยละ มีกดดัน มีตลกร้าย ซาบซึ้งกินใจ รันทดหดหู่ ครบทุกอารมณ์


    เสียดายที่ฝีมือผู้กับกับใหม่คนนี้ยังไม่เข้าขั้น จึงถ่ายทอดออกมาได้ไม่ดี
    เท่าไหร่นัก ครึ่งชั่วโมงแรก ขาดๆ เกินๆ เหมือนจับจุดไม่ถูก ครึ่งหลังดีขึ้น
    แต่จังหวะก็ยังตะกุกตะกัก มันควรจะทำได้ดีกว่านี้มากๆๆๆๆๆ เลยน่ะ
    ในเมื่อมีสตอรี่ที่ดีขนาดนี้แล้ว แถมดาราชั้นนำทั้งนั้นเลย

    ชอบพายุและฝนที่นำมาแทรกในเรื่อง ฉากร่มสีเหลืองปลิวผ่านทุกคน
    โห นึกภาพออกเลยว่าถ้าได้ผู้กำกับเจ๋งๆ มันต้องออกมาเทพมากๆๆๆ
    แต่นี่ในเมื่อมือยังไม่ถึง มันจึงดูแบบ อะไรวะน่ะ???


    แต่ก็ร้องไห้น้ำตาท่วมห้องอยู่ดีแหละเรา(อ้าว) เพราะถ้อยคำมันกินใจ
    และเรื่องมันโดนมากจริงๆ เหมือนจะน้ำเน่า แต่มันดูเป็นจริงนะ แม้จะดู
    พยายามไปหน่อย นี่ถ้าทำได้เนียนกว่านี้ คงมีสติหลุดกันบ้างละเรา

    สรุปที่ประทับใจจากเรื่องนี้ก็คือเนื้อเรื่องมันดีมากๆ เด๋วคงไปหาหนังสืออ่าน
    และชอบที่มันเล่าถึง "เงามืด" ของโตเกียวได้สมจริงเอาการ
    ผู้สร้างอาจเล่าเรื่องได้ไม่ดีนัก ถึงอย่างนั้นตัวเรื่องมันก็ยังดีจนมีค่าในการดูค่ะ


    เมื่อพายุพัดผ่านไป ทุกคนก็ได้ยิ้มในแสงแดดอ่อน


    Umbrella

     

    Comments (1)

    Please wait...
    Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
    You didn't enter anything. Please try again.
    Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
    To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
    Your parent has turned off comments.
    Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
    You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
    Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
    Complete the security check below to finish leaving your comment.
    The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.

    To add a comment, sign in with your Windows Live ID (if you use Hotmail, Messenger, or Xbox LIVE, you have a Windows Live ID). Sign in


    Don't have a Windows Live ID? Sign up

    YuNgYiNgwrote:
    สรุปแทบไม่ได้อ่านเลย ไว้หามาดูได้แล้วจะมาอ่านอีกทีนะค้าบบบ
    (ปอยล์กันเห็นๆ แกล้งกันนี่)
    July 19

    Trackbacks

    The trackback URL for this entry is:
    http://sthaboutnan.spaces.live.com/blog/cns!65A25AAB5BEDD2A7!2937.trak
    Weblogs that reference this entry
    • None