patamabhorn's profile+ life goes on +PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
19/07/2008 The Jacket, The Fountain และ Kagehinata ni sakuงงใช่มั้ยว่าหนังสามเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันยังไง จริงๆ ก็คือไม่เกี่ยวเลย(อ้าว) ไหนๆ ก็เขียนแล้ว เขียนให้หมดทั้งสามเรื่องเลยแล้วกัน แบบรักพี่เสียดายน้อง ฮ่าๆ (เขียนจบแล้วเพิ่งรู้ว่ามันยาวม้าก ก็ตั้งสามเรื่องนี่เนาะ -*- ใครที่กรุณามาอ่าน
12/07/2008 The Jacket : คนเราตายได้คนละกี่ครั้ง?เพิ่งดู The Jacket จบ อินค้างไม่ไหวแล้ว ขอมาโวยวายในบล็อกก่อน เด๋วพรุ่งนี้(วันนี้แหละ เช้าแล้วอ่ะ)ตื่นมาค่อยมาเรียบเรียงอีกที แต่ตอนนี้อยากโวยวายอ่ะ อยากกรี๊ด แบบไม่ไหวแล้ววววววววว ชอบบบบบบบบบบบบ โอ๊วววววววววววว ชอบๆๆๆๆๆๆๆ เราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จิงๆๆๆๆ
เป็นหนังที่ตามหามานานมาก เพราะได้ยินกิตติศัพท์ว่าเป็นหนังย้อนเวลาที่มีอะไรไม่แพ้ The Butterfly Effect ปกติก็ชอบดูหนังย้อนเวลาอยู่แล้ว หนังในดวงใจมีแต่แนวนี้ เรื่องนี้ที่ทสึทะยะบ้านเรา หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ไม่รู้จะไปหาที่หมวดไหน เพราะซัสเปนส์ก็ไม่มี ไซไฟก็ไม่มี มันควรจะอยู่ในหมวดอาไรวะ?? (หรือดราม่า?? เพราะเรื่องมันออกจะดราม่าอยู่??)
วันนี้ทนไม่ไหว ไปเดินวนอยู่ครึ่งชม. หาอะไรดูเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้ เลยถามพนักงาน เจ๊พนักงานไปหาให้นานมากกกกก เป็นบทพิสูจน์ว่ามันหายากจิงๆ ถึงตอนนี้เรายังไม่รู้เลยมันถูกจัดไว้ในหมวดอะไร วันนี้หา 12 Monkeys ก็ไม่เจอเหมือนกัน แต่พนักฯ บอกว่ามีคนยืมอยู่
วันหลังจะร้องเรียนอิทสึทะยะที่บ้านเนี่ย จัดหนังหายากโคดๆๆๆ เห็นวันนี้มันเอาเดอะเดย์อาฟเตอร์ทูมอโร่ ไปไว้หมวดแอคชั่นด้วย บ้าป่าววะ หรือแอคตอนวิ่งหนีหมา ฮะ???? แล้วยังกล้าเอายูไนเต็ดเก้าสาม กับแมตช์พ้อยท์ ไปไว้หมวดซัสเปนส์ โห มันซัสเปนส์มากกกกกกกกกพี่ โดยเฉพาะแมตช์พ้อยท์เนี่ย ซัสฯ บนเตียงน้องสกาเลตหรอ??
วะ บ่นอะไรยาวเหยียดเลย กลับไปกรี๊ดเดอะแจ๊คเก็ตต่อ กรี๊ดๆๆๆๆๆๆ
เนื้อเรื่องเอาไว้ก่อน ต้องใช้สติในการเขียน ขอกรี๊ดพระเอกก่อน Adrien Brody พระเอกเปียนิสต์ พี่ขา พี่จะเล่นดีไปไหนคะ สายตาพี่อ่ะ โหยยยยยยยย เป็นบทพิสูจน์ว่าคนไม่หล่อก็ทำให้ชาวบ้านหลงได้ เพราะดูจบแล้วหลงเลยว่ะค่ะพี่ ตอนดูเปียนิสต์ยังไม่หลงพี่ขนาดนี้เลย โว้วววววววววว
เคียร่า โทรมและสวยเอกซ์ได้พอเหมาะพอเจาะมากๆ โคตรชอบฉากที่กำลังหมดหวัง เศร้าๆ กันอยู่ทั้งสองคน แล้วพอเข้าบ้านมา พระเอกคว้าเธอเข้าไปจูบอ่ะ โอ๊ย ถ้าไม่กลัวข้างห้องด่า กรี๊ดไปแล้วค่ะ อารมณ์และโทนมันได้มากๆ ค่ะ แบบถ้าเป็นเราเราก็คงคว้าอีกฝ่ายมาจูบเหมือนกัน มันมีทั้งเศร้า เหงา ตีบตัน หาทางออกไม่ได้ แล้วก็สปาร์คขึ้นมาตอนนี้ โห ไทมมิ่งใช่มากๆๆๆๆ ชอบบบบบบบบบ
ชอบตอนพระเอกถามนางเอกว่า จำผมไม่ได้หรอ โห ร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือดเลยค่ะดิชั้น สะอึกสะอื้น แบบทำไมจำผมไม่ได้ๆๆๆๆๆ ผมก็แจ๊คของคุณไง ป้ายชื่อผมก็อยู่ที่คุณนะ โฮๆๆๆๆ สายตาพี่เอเดรียนแกสุดยอดดดดดดดดดดดดดมากๆๆๆๆ อยากจะไปซื้อแผ่นเก็บไว้ เอาไว้เปิดดูตาพี่แกโดยเฉพาะ
โอย หนังบ้าไร โดนมากๆ อ่ะ
ยังไม่ได้หาคำวิจารณ์มาอ่าน แต่สังหรณ์ว่านักวิจารณ์คงบอกว่ามันไม่ดีอ่ะ คือไม่ได้ห่วย แต่ไม่ดีขนาดนั้น แหงๆ เลย เพราะถ้าพูดถึงคุณค่า หรือประเด็นให้คิดต่อ มันยังแพ้บัตเตอร์ฟลายอยู่หลายช่วงตัว แต่เราชอบการเล่าเรื่อง โทนหนัง กับการแสดงนี่ละ เราว่าพี่เอเดรียนชนะแอชตันสุดที่รักเราในเรื่องบัตเตอร์ฟลายขาดลอยละ (ขนาดรักแอชตันขนาดนี้นะเนี่ย ยังยอมให้พี่เอเดรียนแก แบบไม่ไหวแล้ววววววว)
ไม่ต้องพูดถึงไอเดียพล็อต ที่เราว่าโคตรเท่เลย เพราะไม่ได้ย้อนอดีตเฉยๆ แต่เป็นการไปอนาคต เพื่อกลับมาแก้อดีต (ซึ่งก็แก้ไม่ได้ อ้าว สปอยล์นิหว่า) พูดถึงขอบเขตความเว่อร์ในเรื่องข้ามเวลานี่ ยังดูเนียนกว่าบัตเตอร์ฟลายอีกอ่ะ และอารมณ์แต่ละฉากก็ประณีตมาก ชอบมากที่เวลาพระเอกหายตัวไป จะไม่มีฉายให้เห็นอะว่าหายไปได้ไง แบบอยู่ๆ ก็หายไปเลย มันได้อารมณ์มาก โดยเฉพาะตอนอยู่บนเตียงกับนางเอก ตัดไปมา แว้บเดียว หายไป นางเอกกอดหมอนร้องไห้ โหเว้ย โคตรเข้าใจ ถ้าเป็นเราก็ร้องตายไปเลยอ่ะ คือถ้ามีฉากแบบสั่นๆๆ วูบๆ วาบๆ เกิดอภินิหารแล้วหายไป อย่างบัตเตอร์ฟลาย เราจะไม่ได้อารมณ์นางเอกแบบกอดหมอนเศร้าๆ อย่างงี้ไง มันจะกลายเป็นนางเอกตกใจ กรีดร้องแทน เรื่องก็จะไปอีกโทน
สรุปว่าชอบโทนของเรื่องนี้มากกกกกก เปิดเรื่องมานึกว่าหนังสงคราม ดูงงๆ แวบๆ วาบๆ ปวดๆ ตาอยู่สองสามนาที แถมช่วงแรกๆ ช้าๆ ยังไงไม่รู้ดิ เหมือนเล่าอะไรที่ไม่ค่อยเกี่ยว มันมาเริ่มเข้มข้นก็ตอนพระเอกรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองนั่นแหละ
ตอนแรกเราก็ตามไม่ทัน อึ้งไปแป๊บนึง แต่พอเข้าใจ แล้วเห็นแววตาพระเอกตอนถามนางเอกว่า จำผมไม่ได้หรอ โอ๊วววววววว
โอ๊ยคลั่ง เช้าแล้ว ไปนอนก่อน เด๋วพรุ่งนี้มาตั้งสติเขียนอีกที
โอ๊ยชอบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ
16/06/2008 ย่างเข้าเดือนหกฝนมันก็ต๊ก พรำพรำ กบมันก็ร้อง งึมงำ
(ใช่ป่าววะ กบอะไรร้องงึมงำๆ)
แหะๆ ร้องต่อไม่ได้แล้วอ่ะ
แบบว่างานม่ะเสร็จ นอนม่ะหลับ แต่ขี้เกียจ
เถลไถลมาเขียนบล็อกมั่งดีกว่า
ไม่ได้เขียนมานานเหมือนกัน ชักจะเริ่มลงแดง
ไม่มีประเด็นอะไรนะคะบล็อกนี้(หลังๆ เวลาเขียนไม่มีประเด็นรู้สึกอายเด็กมัน)
((แต่เอ๊ะ หล่อนเคยเขียนแบบมีประเด็นด้วยรึ??))
ขอพร่ำและพล่าม โอนลี่
ก่อนอื่น ขอบ่นเทนนิสก่อง อินค้างมาจากเมื่อหัวค่ำ
รายการใหญ่ๆ ผ่านไปมากมาย ได้ดูเกือบหมด แต่จิตตกเพราะเชียร์น้องโจไม่ขึ้นเลยจิงๆ
เล่นเคลย์คอร์ตก็แพ้นาดาลเรียบวุธ ทั้งมาสเตอร์ที่ฮัมบวร์กและเฟรนช์โอเพ่น
ก่อนหน้านั้นก็ถอนตัวในรอบรองที่มอนติคาร์โล ตอนเจอเฟด อ้างว่าเป็นหวัดซะงั้น
ให้คนเค้าด่ากันทั้งโลกว่าไม่มีสปิริต แต่พี่ไม่ด่าหนูหรอกนะ คนหล่อทำไรไม่ผิด ฮ่าๆๆ
(ยังดีที่ได้แชมป์ที่โรม เพราะนาดาลเจ็บ ชิงตกรอบไปก่อน ฮ่วย)
คะแนนไล่นาดาลมาติดๆ แค่สองร้อยกว่าแต้ม หวาดเสียวมาก
ตอนนั้นถ้ารอบรองที่ฮัมบวร์กน้องโจชนะ จะได้ขึ้นมือสองทันที
เป็นแมตช์ที่มีตำแหน่งมือสองโลกเป็นเดิมพัน
แต่นาดาลมันก็ไม่ยอมง่ายๆ อะนิ เลยฟาดกันเป็นแมตช์โหดประจำปีเลย
น้องโจเล่นดีไม่มีที่ติ ยิงวินเนอร์(หรืออย่างน้อยมันก็ควรจะเป็นวินเนอร์) กระจาย
แต่นาดาลมันก็ไปงัดแงะแกะเกาเอามาจนได้ วินเนอร์น้องโจตายห่านหมดเลย
ดูแล้วเสียอารมณ์ เซ็งชีวิตอย่างแรง แบบน้องโจทำดีมากๆๆๆๆๆๆ แล้ว
ถ้าเล่นกับคนอื่นมันควรจะสองเซ็ตรวดไปแล้ว ไม่ใช่โดนงัดกลับยันเตแบบนี้
เซ็งแทนว่ะค่ะ
แล้วนี่ยังมาชวดแชมป์คอร์ตหญ้ารายการอุ่นเครื่องก่อนวิมเบิลดัน
ดูรอบรองน้องโจฟอร์มดีมาก ชนะพี่อ้วนหกหนึ่ง หกศูนย์ แข่งไปสี่สิบห้านาที โอ๊ว
นึกว่าจะชนะนาดาล ที่(มันน่าจะ)ไม่ถนัดคอร์ตหญ้าได้ แต่ก็ไม่ได้
คนดูช็อกนะเนี่ย คือเกมแบบน้องโจน่าจะทำได้ดีกว่านี้ในคอร์ตหญ้าอ่ะ
เพราะเล่นคล้ายๆ เฟด แต่ดันมาแพ้นาดาลได้ เจ้าตัวคงเสียเซ้วเหมือนกัน
รอดูว่าวิมเบิลดัน น้องโจจะอยู่สายไหน ตอนนี้อยู่สายไหนก็น่ากลัวพอกัน
นาดาลมันน่ากลัวจริงๆ
คือไม่ได้อะไรหรอกนะ ฝีมืออะมันสู้กันได้ คิดว่าน้องโจเหนือกว่าหน่อยๆ ด้วย
(ในคอร์ตหญ้านะ ส่วนเคลย์คอร์ตให้เค้าไปเหอะ เค้าคนสเปน)
แต่ใจอะ ทำไมน้องโจไม่นิ่งเลย พลาดแล้วพลาดเลย ออกอาการตลอด
ได้เซ็ตพอยท์ไม่รู้กี่ครั้ง ก็ทำไม่ได้ ต่างจากน้องโจคนเดิมสมัยขึ้นมาใหม่ๆ
ที่พยายามจะเอาชนะเฟดให้ได้ ช่วงฮาร์ดคอร์ตปีที่แล้วมากเลย
แววตาต่างกันยังกับคนละคน ดูแล้วไม่อินเหมือนตอนนั้น แทบหมดศรัทธาอ่ะ
ถ้าใจยังไม่นิ่งอย่างนี้ เห็นทีจะขึ้นมือหนึ่งยากแน่ๆ
คนเรามันอยู่ที่ใจจริงๆ นิ
(อินว่ะค่ะ ยิ่งกว่าตอนดูบอล เพราะสมาธิมันจดจ่ออยู่กะคนๆ เดียว มะใช่ทั้งทีม ฮ่าๆ)
จบข่าว อะ เปลี่ยนเรื่องๆ
ต่อด้วยอะไรดี
อัพเดทเรื่องสั้นละกัน ช่วงนี้อยากเขียนจัง พล็อตอื้อ เพราะดูหนัง(ลึกลับๆ)เยอะ
แต่หาเวลาไม่ค่อยจะได้ พอจะว่างก็มีอย่างอื่นทำตลอด
ไม่ชอบเขียนเรื่องนึงนานๆ เพราะต้นเรื่องกะท้ายเรื่องจะคนละฟีวมั่กๆ
ไม่สามารถควบคุมให้มันเหมือนกันได้เลยอ่ะ อนาถ
เรื่องใหม่ๆ และลิงค์ใหม่ๆ
อัพเดทลิงค์ถาวรไปในตัวเลยแล้วกันนะ
ฝนสีน้ำเงิน (ลิงค์ชั่วคราว)
ส่วนลิงค์เรื่องเก่าๆ รวมไว้ ที่นี่
เรื่องจะทำเวบเก็บนิยายก็เป็นความฝันต่อไป
เอาไว้เกษียณอายุราชการก่อนคงมีเวลาว่างพอจะทำ แหะๆ
เวลาเอาไปลงในพันทิป ก็จะมีดีอยู่อย่าง คือมักจะมีกองบก.ติดต่อมา
หรือมีคนแนะนำให้ติดต่อไป(เป็นคนดีจิงๆ) อย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่ก็มักจะมีเรื่องให้ต้องแคล้วคลาดทุกที ไม่รู้ทำไม
ดวงคงจะไม่ได้พิมพ์รวมเล่มน่ะ
เพราะคราวนี้มาอีกแล้วอ่ะ กองบก.สำนักพิมพ์อมรินทร์เลยเชียว
หลังไมค์มาบอกว่าไปอ่านเรื่องสั้นมาแล้วชอบ สนใจจะคุยเรื่องงานเขียน
พอเราเมลไปเค้าบอก เรื่องคุณมีเสน่ห์นะคะ มีเรื่องยาวสนใจส่งให้เราพิมพ์มั้ย
แป่วววววววว (สลด)
คืองงว่า อ่านเรื่องสั้นหนูแล้วทำไมถึงคิดว่าหนูจะมีเรื่องยาวด้วยอะคะ???
คนเขียนเรื่องสั้นกะเรื่องยาวมันไม่เหมือนกานนนน ฮือออออ
คือความอดทนมีไม่พอ เขียนเรื่องยาวไม่ได้ เลยมาเขียนเรื่องสั้นอ่ะ
เฮ้อ
บอกเค้าว่ามีเรื่องยาวอยู่เรื่องนึง แต่มันเด็กและเชยมาก
เริ่มเขียนตั้งกะอายุสิบเจ็ด มาเขียนต่อจนจบตอนยี่สิบ (ปัจจุบันเลยเบญจเพส เฮ่อ)
ก็เรื่องนั้นแหละ มีอยู่เรื่องเดียว
เค้าบอกให้ลองส่งมาก่อน ถ้าเชยก็รีไรท์ได้
โอย จะเอาเวลาที่ไหนไปรีเนี้ย พูดเหมือนง่ายเยย
แต่ดูแล้วคงไม่ผ่านอ่ะ เรื่องเด็กโคตรรรรรรร และไร้สาระอย่างหนัก
นี่ส่งให้เค้าไปเกือบเดือนแระ เค้าบอกใช้เวลาพิจารณาไม่เกินสองเดือน
คงไม่ผ่านอ่ะ แนวเรื่องกะแนวสำนักพิมพ์ คนละเรื่องเลย เหอๆๆ
ชีวิตนี้คงเขียนเรื่องยาวไม่ได้อีกแล้วมั้ง
นอกจากเกษียณแล้วอย่างที่ว่าแหละ
อยากเขียนทีละนิดๆ แบบจบแล้วจบเลย ไม่ค้างคาอ่ะ
งั้นเขียนเรื่องสั้น(แต่ยาวสาดดด)ต่อไปละกัน
ทำได้แค่เนี้ยจิงๆ อ่ะ
อะช่างมันเหอะ
ง่วงแล้วอะ
ตัดจบ หนีไปนอนดื้อๆ เลยจะผิดมากป่าว
จริงๆ ยังมีอะไรอยากพล่ามอีกเพียบ แต่ฟ้าสว่างแล้วอ่ะ
นอนเหอะ เพื่อโกรทฮอร์โมน ที่คงหยุดหลั่งแล้วละคืนนี้อ่ะ
สว่างแล้นหนิ เฮ่อ
บ่นอีกนิด
อยากไปถ่ายรูปจัง อะจิไซ่กับฮานะโชบุกำลังบานสวยเลย
มะวานว่าจะไป ดันไม่มีแดด แถมมีงานค้างคา
วันนี้ก็ติดสอน เอาไว้เสาร์หน้าละกัน ฝนอย่าตกนะ
เลยอาทิตย์หน้าไปฮานะโชบุจะโรยหมดแล้ว อดกันพอดี
หมายเหตุ รูปทสึสึจิ ตอนเดือนห้าชียังไม่ได้เอาลงเลยค่ะ
จะแรดไปถ่ายอย่างอื่นอีกแล้ว หลายใจจิงๆ
อยากได้เลนส์มาโครจริงๆ จังๆ แล้วอะ
เลนส์แทมรอนเอฟสองจุดแปดตลอดช่วงที่มีอยู่เนี่ย อะไรๆ ก็ดี
เสียแต่ถ่ายดอกไม้มาโคร้มาโครไม่ได้ดั่งใจเลยอ่ะ
ระยะโฟกัสยาวป่วงมากๆ เซร็ง
อยากได้เลนส์ไวด์ๆๆๆ หนักๆ ด้วย
เฮ้ออยากไปหมด
เงินล่ะเงินๆๆๆๆๆๆ
เออยังไม่ได้บอกเลยนิว่าซื้อโน้ตบุคใหม่
ของเดลรุ่นตัวบางๆ อะ แต่มันยังไม่มาเลย
ตอนนี้คอมที่บ้านเจ๊งสนิทไปแล้ว ต้องหอบโน้ตบุคที่แลบมาใช้
พะรุงพะรังอนาถามากๆ
รีบๆ มาหน่อยเหอะเพ่ อยากใช้วินโดว์วิสต้าใจจะขาดแล้ววววว
โอย สว่างคาตากันเลยทีเดียว
โกรทฮอร์โมนช้าน วันนี้หายเกลี้ยงเลยสิ
พรุ่งนี้ก็ไม่สวยสิ
(แล้ววันไหนสวยวะคะ)
นอนนอน
ไนท์ไนท์
21/05/2008 26เขียนบล็อกด้วยหัวข้อแบบนี้มา 3 ปีแล้ว ปีนี้เป็นปีที่ 4 เหวออออออ
23 24 25 26
แล้ววันที่ตัวเลขจิตตกแบบนี้ก็มาถึงจนได้..
26
26
26
กรี๊ดดดดดดดดด
(ขอเวลาสงบนิ่งทำใจ-ลดธงครึ่งเสา 1 นาที)
(บ่น)
หลอนจัง 26 นี่รู้สึกกราฟดิ่งลงอย่างรุนแรง
ถ้า 27 จะหลอนแค่ไหนกันนะ..
แม่บอกตอนแม่อายุ 26 แม่คลอดเราแล้ว..
โอ..
เราจะได้คลอดมั่งเมื่อไหร่เนี่ย
อาจจะได้บอกลูก ตอนลูกอายุ 35 ว่า
ตอนแม่อายุ 35 แม่คลอดลูกแล้วนะ..
แล้วลูกเราก็คงไปบอกหลานว่า ตอนอายุ 45..
(เพ้อ)
แล้วนี่มานั่งเขียนทำไมเนี่ย
(สำนึก)
ตอนนี้ยุ่งจังเลย เปเปอร์ แลบ พรีเซ้น ประดังประเดกันมากๆ
พอเข้าเดือน 6 แล้วคงดีขึ้น
เหมือนทุกอย่างมาสุมกันอยู่ที่ปลายเดือนห้าหมดเลย
แต่ก็ดี พอหมดแล้วก็หมดเลย ^ ^
(วาดหวัง)
ทสึสึจิบานแล้ว เริ่มโรยแล้ว
ไฮเดรนเยียกำลังจะบาน
โลกกำลังจะเปลี่ยนจากสีชมพู สีแสด ไปเป็นสีม่วง น้ำเงิน
สีดอกไม้ของเดือนหก
ทำไมดอกไม้เดือนหกมีแต่สีม่วง น้ำเงิน
สีของเม็ดฝนรึเปล่า..
สีเขียวของใบไม้เริ่มเข้มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อสายลมอุ่นๆ ที่หอมกลิ่นดอกไม้ของเดือนห้าจากไป
เม็ดฝนและไอชื้นๆ ของเดือนหกก็จะมาแทน
และเมื่อฝนเดือนหกจากไป แสงแดดหน้าร้อนของเดือนเจ็ดก็จะตามมา
(ไม่ขอนึกถึงเดือนแปดกับเก้า เพระเป็นเดือนที่ทรมานที่สุด..)
(เพ้อ-2)
ว้า..เพ้อจัง
เบลอๆ ยังไงก็ไม่รู้ รู้สึกรวบรวมความคิดไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่ เลิกเพ้อละ ดึกขนาดนี้แล้วหนิ..
งานยังกองอยู่เลย.. มาสเปเชี่ยวแท้งกันก่อน..
ขอบคุณทุกๆ คนที่อุตส่าห์จำได้ อุตส่าห์มาอวยให้ในวันนี้
(ปีหน้าไม่ต้องก็ได้ ทำลืมๆ ไปเหอะ พอเกิน 25 เราก็ว่าจะลืมๆ วันเกิดตัวเองเหมือนกัน 55) ขอบคุณคนในแล็บทุกคน ที่ทำให้รู้สึกดีดี แม้จะไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษเลย
แต่ก็รู้สึกน่ะ ขอบคุณค่ะ.. ขอบคุณคุณแมว สำหรับการ์ดน่ารักๆและลูกโป่ง(และไม้หนีบผ้า)
และเค้กครีเอทๆ อันนั้น เจ๋งมาก อิอิ ส่วนของขวัญจริงๆ เด๋วขอคิดอะไรแพงๆ ได้ก่อน จะให้ซื้อให้นะ ขอบคุณเจ้าของช่อดอกไม้ช่อโต ลิลลี่หอมมากๆ เปิดประตูบ้านเข้ามารู้สึกดีจัง
กลบกลิ่นแกงกะหรี่ในครัวได้เลย ของเค้าหอมจริงๆ กุหลาบขาวกับสตาติสก็สวยมากมาย.. ขอบคุณอากาศดีๆ ลมเย็นๆ ฟ้าใสๆ ที่ไม่ได้เห็นมาหลายวัน เป็นฟ้าหลังพายุจริงๆ..
ขอบคุณบริษัทผลิตไพรเมอร์ ที่ยอมรับซะทีว่าไพรเมอร์เมิงเจ๊ง แล็บเราเลยไม่เดิน
ไม่ใช่เพราะมิสของเรา แต่เป็นเพราะไพรเมอร์เมิงงงงงงงนั่นแหละ สะใจปนโล่งอก อยากเรียกค่าปลอบขวัญจิงๆ เอาเวลาเดือนนึงกับแรงกายแรงใจของเราคืนมานะ ขอบคุณมากที่มายอมรับ(จนได้)ในวันเกิดเรา อิอิ ขอบคุณฟุโระกลิ่นฮิโนะคิ น้ำมันหอมกลิ่นฮันนี่ซักเกิล ทำเอาหายเหนื่อยไปมากมาย
ขอบคุณดีวีดี โยะนิโมะคิเมียวฯ แผ่นสุดท้าย ที่ทำให้หายเซ็งในวันที่ไม่มีรายการทีวีที่ชอบดู
และขอบคุณใครอีกหลายๆ คน ที่เค้าไม่รู้ตัวหรอกว่าทำให้เรามีความสุขแค่ไหน
พี่ทีเอที่มาซ่อมคอมให้ รุ่นน้องที่มานั่งเม้าเรื่องละครคิมุระ คุณป้าที่โรงอาหารที่อุ่นปลาให้ ใครบางคนที่ไม่ได้ยินเสียงมานาน..
และอีกหลายๆ คน.. ขอบคุณนะคะ
ถึงมันจะเป็นวันธรรมดาๆ วันนึง แต่คุณก็ทำให้เรามีความสุขละ ใช่..
คุณนั่นแหละ.. ขอบคุณค่ะ..
14/05/2008 เมืองไทยน่าอยู่ที่สุดในโลก"คนไทยมีนิสัยเสียๆ อยู่อย่างนึง คือชอบด่าอะไรๆ ในประเทศตัวเอง"
(ใครไม่รู้พูด คุ้นๆ นะ คนพูดก็คงไม่ทันได้คิด ว่าระหว่างที่พูด ตัวเองก็ด่าคนไทยอยู่เหมือนกัน)
((โดยที่เจ้าตัวคนพูดก็เป็นคนไทย))
ชักจะซับซ้อน พอก่อน
เราก็เป็นคนไทยคนนึงที่ด่าเมืองไทยอยู่เรื่อยๆ เหมือนกัน
ทั้งด่าเอามัน ด่าจริง ด่าเล่น ด่าแบบแค้น แบบโกรธ แบบหงุดหงิด แบบขำ แบบเซ็ง แบบชิน ฯลฯ
โอ๊ยรถจะติดไปไหน ร้อนโว้ย ฝุ่นก็เยอะ เหม็นควันรถ รถเมล์เมื่อไหร่จะมา อิแทกซี่ไม่มีเงินทอนกรูอีกแล้ว
ผักผลไม้แช่ฟอร์มาลีน อาหารก็มีแต่ผงชูรส ขยะเต็มคลอง เต็มถนน หมาจรจัดเพียบ แถมดุ ไล่กัดคนได้อีก
อาหารหมดอายุมันก็เอามาขาย มิจฉาชีพก็เยอะ ย่องเบา กระชากกระเป๋า คนรวยขับรถชนคนตายไม่ติดคุก
ลูกนักการเมืองยิงคนตายในผับยังได้ยศคืน รถไฟฟ้าสร้างอีกกี่สิบปีจะเสร็จวะ รฟท.ก็อืดเป็นเรือเกลือ
รถบรรทุกน้ำหนักเกิน ถนนพัง คนขับเมายาบ้า แรงงานพม่าฆ่ายกครัว ไอ้หื่นข่มขืนเด็ก ฯลฯ
เอาละ ด่าอีกสามวันก็ไม่จบ
คนไทยคนไหนๆ (ขอโทษที่เหมารวม) ก็ด่ากันทั้งนั้นแหละ เชื่อสิ
แต่จะรู้ตัวกันรึเปล่า ว่าที่เรามานั่งด่าๆ กันไปวันๆ ได้เนี่ย มันแสดงว่าเรายังโอเคกับมันอยู่
อย่างน้อยก็ยังเห็นมันเป็นเรื่อง "ไม่ดี" "ใช่ไม่ได้" "น่าจะมีใครแก้ไขได้" "เราจะทำยังไงกันดี"
เป็นหัวข้อให้ได้บ่นด่า ถกเถียง อย่างน้อยก็ยังมีความรู้สึกว่า มันน่าจะดีกว่านี้ได้ จริงมั้ย..
คือที่เราด่าๆ กัน มันเป็นความไม่สะดวกอันเกิดจากคน คนเรานี่แหละทำ
(พูดให้ตรงที่สุดก็คนไทยที่แหละทำ แล้วยังจะมานั่งด่ากันเองอีก เอ๊อ..)
คือถ้าเราคิดจะแก้มันจริงๆ (ต้องจริงๆ เท่านั้น) มันก็แก้ไขได้ แต่อาจจะต้องใช้เวลา ใช้เงิน ใช้เทคโนโลยี
แต่อย่างน้อยก็พอจะทำให้มันดีขึ้นได้
หรืออย่างน้อยที่สุด ถึงมันไม่ดีขึ้น เราก็ยังอยู่กับมันได้ อาจจะไม่มีความสุข แต่ก็ไม่ตาย..
เอาเป็นว่าเรายังเอาชนะมันได้
ไม่เหมือนภัยจากธรรมชาติ ที่ยังไงๆ มนุษย์ก็เอาชนะมันไม่ได้..
เกี่ยวกับภัยธรรมชาติ..
ช่วงนี้ ชักจะรู้สึกจริงๆ จังๆ ว่าเมืองไทยนี่มันสบายเอาจริงๆ
(ก็ไม่ช่วงนี้หรอก ก็เริ่มรู้สึกมาตั้งแต่มาอยู่ญี่ปุ่นนั่นแหละ)
ไอ้ที่ด่าไปข้างบน ขอคงไว้ ไม่ถอนคำด่าแต่อย่างใด
แต่จะชมแทน ไม่สิ ก็ไม่เชิงชมหรอก
แต่เพิ่งจะรู้สึกจริงๆ จังๆ นี่แหละว่า เมืองไทยเรา ภัยธรรมชาติมันน้อยยยยยยยยยจริงๆ
คือคนไทยอาจจะตายเพราะโดนข่มขืน โดนปาดคอชิงสร้อย โดนเครนหล่นทับ
แต่ไม่มีการตายด้วยภัยธรรมชาติทีละเยอะๆ บ่อยๆ
หรือต้องมาเตรียมรับมือกับอะไรพวกนี้เลย
พายุ ตอนเด็กๆ เรียนมาว่าเมืองไทยนี่อยู่ในเขตมรสุมโน่นนี่อะไรก็ไม่รู
มีพายุมาตั้งสามชนิดแน่ะ ดีเปรสชั่น โซนร้อน ไต้ฝุ่น โห
แต่ทำไมมันไม่ค่อยเกิดอะไรขึ้นเลยอ่ะ..
พอมาญี่ปุ่น เฮ้ย ที่นี่สิของจริง มาเต็มๆ โดนตรงๆ กวาดกันดื้อๆ
ของไทยกว่าจะไปผ่านเวียดนาม ลาว พอมาถึงไทยก็อ่อนกำลังกันหมดแล้ว
ยี่ปุ่นนี่เจอกันเต็มๆ ทุกปี แล้วมาปีละหลายลูกเชียว
มันมาทีโรงเรียนก็หยุดกันเลย รอลุ้นโคลนถล่มอีก
ล่าสุดปี 2004 นี่รู้สึกจะเข้าเยอะสุดในรอบ 50 ปี
มันมา 10 ลูกเลยค่ะ ไต้ฝุ่นนี่แหละ คนตายไปเป็นร้อย
โดยเฉพาะไอ้ลูกที่ 23 ที่ชื่อกิ้งก่า (โทคาเกะ) ตายไปทีเดียว 95 คน
จังหวัดเฮียวโกะที่เราอยู่เนี่ย ตายเยอะสุดด้วย เพราะโคลนถล่ม
ส่วนใหญ่เป็นคนแก่ที่อยู่บ้านคนเดียว ตายแบบไม่รู้ตัวเลยแหละ..
วัด ศาลเจ้า ต้นไม้เก่าแก่อายุเป็นหลายร้อยปี ล้มพังกันไปเพียบ
แต่ด้วยความแรงขนาดนี้(บางลูกประมาณไต้ฝุ่นเกย์ที่ไทยเคยเจอ)
และเข้าบ่อยขนาดนี้ คนเค้าตายน้อยขนาดนี้ถือว่าเค้าเก่งกันมากๆ นะ
เค้าเตรียมรับมือกับมันได้ดีมาก (ก็มันมาบ่อยนี่)
ลองไปค้นประวัติศาตร์พายุของไทย
ในรอบห้าสิบปี มีพายุระดับไต้ฝุ่นและโซนร้อนที่เข้าถึงไทยแค่ 3 ลูก
(ป่อยยยยย)
ที่ร้ายแรงที่สุดก็คงจะเป็นพายุโซนร้อนแฮเรียต ที่ขึ้นฝั่งที่แหลมตะลุมพุก
กับพายุไต้ฝุ่นเกย์ ที่ขึ้นฝุ่งที่ชุมพร สองครั้งนี้ตายไปร่วมสองพัน
(ดูความต่างระหว่างตัวเลข)
เคยอ่านมาว่า ที่จริง เจ้าไต้ฝุ่นเกย์เนี่ย เป็นอะไรที่เหลือเชื่อ
แบบนักวิทยาศาสตร์ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นมาได้
เพราะเป็นพายุไต้ฝุ่นที่ก่อตัวขึ้นในอ่าวไทย
อ่าวไทยที่จริงเป็นอ่าวเล็กๆ ตื้นๆ ไม่มีที่ให้พายุก่อตัวและสะสมพลังงานได้มากพอ
อาจจะเป็นได้ระดับดีเปรสชั่น (ต่ำกว่า 63กม./ชม.)
แต่ไม่มีทางถึงระดับไต้ฝุ่น(เกิน113กม./ชม.)
แต่เกย์ลูกนี้ มันทำได้ มันเอาจริง..
มันแรงตั้ง 118กม./ชม. แรงที่สุดที่ไทยเคยเจอ (เป็นไต้ฝุ่นลูกเดียวที่ขึ้นฝั่ง ในประวัติศาสตร์ไทย โหยยย..)
(ยี่ปุ่นบอก กระจอก อย่างงี้แม่มมาทุกปีอ่ะ เดะๆ มาก)
มันกวาดชุมพรไปเลย คนตายและหายไปรวมแล้วร่วมพัน
(ที่จริงคนตายเยอะเพราะมีซุงลอยมากระแทกด้วยละ)
(ซุงที่พวกตัดไม้ตัดทิ้งไว้กันไง ตอนนั้นเรื่องรณรงค์ไม่ตัดไม้เลยบูมไปช่วงนึง)
โชคดียังเป็นของไทย ที่มันขึ้นฝั่งที่ด้ามขวาน ยังแคบกว่าที่อื่นอีกเยอะ..
แค่นี้คนก็ยังตายไปหลายร้อย สูญหายไปกับเรือประมงอีกเพียบ
พอได้กวาดชุมพรไป มันก็อ่อนกำลังลง
แต่พอลงทะเลอันดามัน มันยังแรงได้อีก ทวีความแรงจนเป็นไซโคลนขึ้นมาอีก
เลยได้อีกชื่อว่าไซโคลนเกย์ เลี้ยวไปกวาดอินเดียให้คนตายได้ต่ออีก แสบมากๆ
(เก๋มั้ย เป็นทั้งไต้ฝุ่นและไซโคลนในลูกเดียวกัน กวาดไปสองมหาสมุทรเลย เริ่ด)
ที่จริง คนบนฟ้าที่ขีดเส้นทางให้ไต้ฝุ่น ใจดีมากๆ
จับไต้ฝุ่นไปโยนใส่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างยี่ปุ่น ที่เค้าเตรียมรับมือได้ดี
ปีละ 5-6 ลูก ดี เจริญดีนัก รวยดีนัก รับมือได้ใช่มั้ย เอาไปเยอะๆ
แล้วประเทศด้อยๆ หน่อย เอาไป 50 ปี 3 ลูกพอ สงสาร..
(ไม่ได้นับฟิลิปปินส์ บังคลาเทศ และเพื่อนบ้านของเรา พม่า ที่เพิ่งโดนไปเต็มๆ)
พูดถึงพม่ากับนาร์กิส..
ไซโคลนอะไรก็ไม่รู้ แหกคอก แทนที่จะเข้าบังคลาเทศ อินเดีย ศรีลังกาตามปกติ
ดันเลี้ยวขวามาเข้าพม่าเฉย แล้วดันไปเลือกเข้าตรงที่ดินอ่อนๆ แบบดินตะกอนปากแม่น้ำอิระวดีด้วย
บ้านเรือนก็แออัดแน่นหนา แต่ไม่แข็งแรง มีแต่คนจนๆ อยู่
น้ำพัดมาวูบเดียวหายไปทั้งตำบลเลย
มันกวาดพม่าเสร็จ แล้วมันยังขวาตรงมาเรื่อยๆๆๆๆ ด้วยทิศทางที่แบบจะตรงเข้าไทยมากๆ
แล้วไหงไม่เข้า ไปดูแผนที่ทางอากาศ เจอมันเลาะริมชายแดนไทยไปเลย
แต่ไม่เข้าเขตไทยนะ เลาะๆๆๆ ไป จนสลายตัวไปเอง
มันเจอเทือกเขาตะนาวศรีขวางอยู่ตลอดแนวนั่นเอง จะเข้าก็เข้าไม่ได้
เหนื่อยเลย อิเทือกนี่ก็ยาวเหลือเกิน สูงเหลือเกิน
ไซโคลนยังแพ้ ทำเลดีจริงๆ ประเทศไทย..
ไหนจะแผ่นดินไหว เพิ่งไหวไปที่มณฑลเสฉวน จีนแผ่นดินใหญ่ 7.9 ริค
ตอนนี้ยอดคนตายอยู่ที่ 12000 (ส่วนไซโคลนที่พม่า เกิน 23000 ไปแล้ว..)
อันนี้ไม่ต้องพูดถึงยีปุ่น ไหวกันจนชิน
แต่ประเทศนี้ดีอยู่อย่าง คือยิ่งไหวคนยิ่งตายน้อยลงเรื่อยๆ
พอไหวทีเค้าเตรียมศึกษาจุดอ่อน จุดแย่ๆ ของทุกครั้ง แล้วปรับปรุงให้ดีขึ้นทุกๆ ครั้งอะนะ
คิดแล้วก็สงสารคนพม่า คนจีน ที่กำลังเจอภัยพิบัติกันอยู่ตอนนี้
ทำไมจำเพาะเจาะจงจะต้องไปเกิดในที่คนจนๆ อยู่ก็ไม่รู้
ทำไมไอ่พายุนี่ไม่ไปพัดบ้านไอ้นายพลตานส่วยผู้นำพม่านั่นล่ะ
เห็นภาพศพคนพม่าที่ขึ้นอืดอยู่ตามท้องนาแล้วอึ้ง
ฉุกคิดขึ้นมาทันที ว่าถ้าเราเป็นคนพม่า เราคงไม่มานั่งด่ารัฐบาล
(อย่างที่ไทยคนไทยด่ารัฐบาลไทยกันอยู่ทุกวันนี้
เผด็จการทหารก็ไม่เอา หุ่นเชิดของแม้วก็ไม่เอา ปชป.ต้วมเตี้ยม ไม่เอา
แล้วเมิงจะเอาอาไรฮะ ไปอยู่พม่าไป๊)
แต่คงหมดเวลาและพลังงานไปกับการกระเสือกกระสนทำตัวเองให้มีชีวิตรอด
หาข้าวกินให้อิ่ม หาที่ซุกหัวนอนให้ได้
ไม่มีพลังงานและเวลาเหลือเฟือมานั่งด่าลมด่าแล้งอย่างคนไทยกันหรอก..
ตราบใดที่คนไทยยังด่าประเทศไทย ยังด่ารัฐบาล ยังด่าการศึกษาเมืองไทย..
ตราบนั้นเชื่อได้ว่าคนไทยยังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าคนอีกครึ่งโลก
อย่างน้อยก็ดีกว่าคนพม่า
มากจริงๆ..
สำหรับเรา
(ที่ตอนนี้นั่งสะดุ้งเพราะพายุรามสูร ที่เฉียดๆ แถวนี้ไป เจอหางๆ ยังฝนฟ้าคะนองขนาดนี้)
เมืองไทยน่าอยู่ที่สุดในโลก..
27/03/2008 Springtime in the city always such relief from the winter freezeแล้วฤดูใบไม้ผลิก็มาถึงอีกครั้ง..
ไม่ได้เข้ามาดูสเปซเลย มัวไปเล่นฮิห้าอยู่ตามความนิยม
แต่พอกลับเข้ามาก็ยังรู้สึกชอบสเปซมากกว่านิดหน่อยนะ
ดูเป็นพื้นที่ส่วนตัว บ่นด่าอะไรได้ตามใจดี
ฮิห้าคนเค้าไม่ค่อยเขียนอะไรกัน
จะเขียนก็กลัวประหลาด เหะๆ
เมื่อลมหนาวพัดผ่านไป ดอกไม้ก็บาน
เป็นอย่างนี้เรื่อยไปนั่นแหละ
ซากุระบานแล้ว
ไปกักไกที่โตเกียวมา ทันได้เห็นซากุระดอกแรกที่โตเกียว
ไปแช่อนเซ็นและทำตัวหนืดๆ กันที่ฮาโกเนะ
ไปที่เดิมๆ คอร์สเกือบเดิมๆ
ลงเรือข้ามทะเลสาบอาชิโนะโกะ นั่งโรปเวย์ เคเบิลคาร์ แช่น้ำ กินอาหารเย็นแบบเว่อๆ
แช่น้ำก่อนนอน นอนคุยเรื่องเดิมๆ คุยกันมาแปดปีแล้วไม่รู้จักเบื่อซะทีสิน่า
ไม่รู้มีใครจามไปกี่คนกับเรื่องที่เราคุยกันเนี่ย ฮ่าๆๆ
ตื่นเช้าไปแช่น้ำอีก กินอาการเช้าบุฟเฟ่ต์แบบยัดๆ อีก
ไปโชโคคุโนะโมริ ลันล้ากับรูปปั้นต่างต่างนานนา
ไปกราสโนะโมริ ลันล้ากับบรรยากาศสวยๆ อีกแล้ว..
กินบุฟเฟ่ต์ร้านเดิมๆ : ร้านจีนที่ไชน่าทาวน์ ยากินิคุที่วะดะมาจิ อ้อ ครั้งนี้ขาดฮาเบสึโตะสินะ
กินลันช์เซ็ตที่ร้านเดิมๆ : มังโก้ทรีที่ลูมิเนะโยโกฮาม่า ร้านเวียดนามบนลูมิเนะอีกเช่นกัน
ช็อปปิ้งที่เดิมๆ : ชารุ บิบุเระ โยโกฮาม่า คราวนี้เพิ่มเอาท์เล็ตแถวมหาลัยที่ไปกักไกด้วย อิอิ
ที่ต้องไปเก็บที่เดิมๆ เหล่านี้ให้หมดก็เพราะว่า
แมวจะย้ายมาเป็นคนคันไซเต็มตัวแล้วในวันที่ 1 เมษานี้ละ
เราจะไม่ได้ไปเป็นแขกบ้านแขกเมืองที่โยโกฮาม่าแล้ว
ครั้งนี้ไปบ้านแมวครั้งสุดท้าย เห็นแล้วเซ้าเศร้าอ่ะ
กลิ่นน้ำมันหอมแบบนี้ เสียงเพลงแบบนี้ แสงไฟแบบนี้
กาน้ำร้อนบิ๊กเบิ้ม ชาแรดๆ หลายชนิดที่มันใส่ไว้เต็มตะกร้า
เก้าอี้ตัวเก่าที่ถูกเอาไปทิ้งไว้นอกระเบียงอย่างน่าสงสาร
ฯลฯ
แต่ทำไมแมวมันไม่เห็นเศร้าเลย บ้านมันแท้ๆ
กลิ่นฤดูนี้หอมจริงๆ
สายลมหอมมากมาย
กลิ่นดอกไม้ ดอกอะไรบ้างก็ไม่รู้ แต่หอมอุ่นๆ
หอมแบบสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่จริงๆ
ซากุระที่โกเบก็เริ่มบานแล้ว
เพิ่งบานได้ดอกสองดอก ยังตามโตเกียวไม่ทัน
ดีแล้วละ
เพราะถ้าบานเต็มที่ จะได้ไปดูที่เกียวโตได้พอดี
เอาเข้าจริง
เราก็หลงรักฤดูนี้ได้เหมือนกันแฮะ ~
^ ^
29/02/2008 แหวนดอกหญ้าวู้ ช่วงนี้ไฟแรงยิ่งกว่าไฟหมูกระทะอีกเว้ยเฮ้ย ย ย ย
มันเขียนเรื่องสั้นอีกแล้นค่ะ !!!
เอ้าลิงค์ - -
**แหวนดอกหญ้า**
ขอยอมรับสารภาพอย่างหมดเปลือกว่า..
เรื่องรัก ถ้าไม่รัก ก็เขียนไม่ได้ นะจ๊ะ ะ ะ
น้องโอ้ !!
ก็ถ้าไม่มีน้องโอ้ ก็คงไม่มีเรื่องนี้อะนะจ๊ะ ~
(ทำเสียงอ้อร้อๆ แบบนางมิว)
อ๋อๆ ไม่ได้บ้า ไปหาหมอมาแล้ว หมอจับฉีดยาหนึ่งเข็ม บอกว่า
เป็นกลุ่มอาการมาริโอ้อักเสบระยะสุดท้ายนั่นเอง..
คือเรื่องนี้ (แอบสะปอย ใครยังไม่ได้อ่านเรื่องควรไปอ่านก่อนนะยะ น้องโอ้เค้าฝากบอกมา)
ถ้าไม่มามุกนี้ พี่ก็ไม่ได้เป็นนางเอกคู่กะน้องโอ้ง่ะนะ เลยเล่นมันหน้ามึนๆ งี้ละ เอิ๊กๆ
แต่ก็จำใจต้องลดอายุน้องโอ้ลงมาฮวบฮาบ
เรื่องนี้เลยหื่นไม่ขึ้นเลยคร่ะ -_-''
เอาไว้เรื่องหน้า พี่จะหาทางให้เราได้ครองรักกันทั้งที่น้องโอ้อายุ 19 อยู่อย่างนี้ ดีปะจ๊ะ
รับรองต้องมีฉากน้องโอ้อาบน้ำ ไม่ให้แพ้รักแห่งสยาม ฉบับไดเรกเต้อคัตโตะกันเลยทีเดียว
พี่มะเดี่ยวเค้าให้โอ้แช่ในอ่างชิมิ
เด๋วพี่จะให้โอ้ไปอาบฝักบัวกลางสวนเลยจ้ะ ชนะเห็นๆ
แอร๊ยยยยย
(จริงๆ คิดจะเขียนตั้งแต่ตอนกรี๊ซน้องเคิลแล้วละ แต่โดนสกัดดาวรุ่งไป)
ได้เขียนแล้วก็หายบ้าไปมาก
ไม่เป็นไร ถึงหายบ้าคลั่งแต่ก็ยังรักจริงนะจ๊ะ~
อยู่ห่างๆ อย่างหื่นๆ ><
16/02/2008 วาเลนไทน์ไดอารี่-อีกปีที่ผ่านไปลบบล็อกประจานทิ้งก้อได้ฟะ แบบว่าหวง เก็บไว้ดูคนเดียวละกัน
ใครได้ดูก็ซวย เอ๊ย โชคดีไปนะค้า เอิ๊กกกก
จะบันทึกเรื่องวาเลนไทน์ ก็ไม่รู้จะบันทึกอะไรดี
ก็เหมือนๆ ทุกปีแหละ เฉาๆ เหงาๆ เฉยๆ แก่แล้วนี่ - -''
บันทึกไว้อย่างนึงก็ได้
แมวมันกินช็อกโกแลตหมดภายในครึ่งชม. อ่ะ
ไม่คิดจะเก็บไว้ชื่นชมมั่งเลยใช่มั้ยเนี่ย
เด๋วปีหน้าซื้อแบบชั่งกิโลให้เลยดีกว่า จะได้กินนานๆ หึ -''-
***
เร็วๆ นี้เขียนเรื่องสั้นฆ่าเวลาได้อีกสองเรื่อง
ไม่ได้ว่างหรือมีไฟอะไรเลย แค่เซ็งงงงงง
จริงๆ คนอื่นจะเป็นงี้ป่าวไม่รู้นะ
แต่เราจะอยากเขียน อยากอ่าน อะไรต่ออะไรเป็นพิเศษ
ก็ในเวลาที่เบื่อ เอียน เซ็ง กับโลกจริงๆ รอบตัวนี่แหละ
ก็เลยอยากหลุดไปอีกโลกนึง-ที่เราสร้างขึ้นมาเองไง
ที่จริงชอบไปอยู่ในโลกที่คนอื่นสร้างให้มากกว่า
เช่นโลกในนิยายดีๆ หนังดีๆ ละครดีๆ
แต่ยิ่งโตก็ยิ่งรู้สึกตัวเองเรื่องมาก
ทำให้หาเรื่องดีๆ ที่ถูกใจจริงๆ ยากมากมาย
เป็นวิกฤตจิตใจและจินตนาการมากๆ
บางทีก็หายเซ็งโลก มาเซ็งตัวเองแทนซะงั้น - -''
อาจจะเพราะกิจกรรมประสบการณ์ภายนอก(นอกจากงาน)
แคบลงเรื่อยๆ ตามวัยและความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น
หน้าที่ งาน เงิน วัตถุนิยม กฏระเบียบบังคับ
บางทีก็ฆ่าความฝัน จินตนาการ ความสุนทรีย์ได้โดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน
มันก็ไม่แปลกหรอกเนอะ
เรื่องธรรมชาติ ^___^
อ่ะเรื่องใหม่สองเรื่อง ได้เขียนอะไรเรื่อยๆ เปื่อยๆ แก้เซ็ง ก็ดีเหมือนกันนะ
ไม่มีแก่นสารอะไรหรอก แถมคนเขียนก็ถ่ายทอดได้ไม่ดีพอด้วย ^ ^ ''
ขนาดตัวเองเขียนเองยังไม่อิน จะเอาอะไรมาก เหอๆ
เด๋วนี้เขียนอะไรก็ไม่อินแล้วอ่ะ
บางอย่างในตัวเองมันชืดๆ ชาๆ ยังไงบอกไม่ถูกสิน่า
แต่ก็ยังอยากเขียนอยู่นะ ยังคงสนุกกับการเขียนอยู่ดี ^ ^
แต่ถ้าวันไหนเขียนอะไรแล้วตัวเองเขียนไปอินไปได้เหมือนเดิม
คงผ่อนคลายในอารมณ์กว่านี้มากมาย
มันคงเศร้าเอามากๆ ถ้าเราจะสูญเสียดินแดนส่วนตัวในความคิดของเราไป
หรือมันคือสิ่งที่เรียกกันว่า การโตเป็นผู้ใหญ่ กันนะ??
(เออ โตซะทีก็ดีเหมือนกัน จะพ้นเบญจเพสอยู่แระ
ไม่โตตอนนี้จะไปโตชาติไหนเนี่ย 55)
Happy Valentine ทุกคนอีกทีค่า
4/02/2008 เป็นอะไรก็ไม่รู้เนือยๆ เซ็งๆ เหม่อๆ แปลกๆ เป็นมาสองสามวันแล้ว
ไม่รู้เป็นไร เอาเป็นว่า บ่นไปเรื่อยๆ ละกัน
1.ช่วงนี้หนาวมาก หิมะ ฝน หมอก เมฆ อะไรก็ไม่รู้มากันใหญ่
ฟ้าเป็นสีเทาทุกวัน
ที่เราเฉาๆ นี่สงสัยจะเป็นโรคขาดแสงแดด
2.ปีนี้หนาวจัง
รู้สึกไปเองรึเปล่าไม่รู้ว่าไม่ได้หนาวอย่างนี้มาสิบปีแล้ว
ตั้งแต่ปี 98 ที่หิมะตกหนักที่สุดในรอบหลายๆ ปีที่โตเกียว
ปีนี้ก็อารมณ์นั้นเลย
ภูเขาหลังบ้านตอนนี้ขาวโพลนหยั่งกะเทือกเขาแอลป์
เพิ่งเคยเห็นหิมะอยู่นานๆ เป็นอาทิตย์ก็ปีนี้แหละ
3.สองสามวันนี้เหนื่อยจัง งานเยอะ สอนเยอะ วิ่งเยอะ พูดเยอะ
เคยมั้ยที่พูดติดต่อกันทั้งวันจนรู้สึกว่าคอมันเหนื่อยน่ะ
สองสามวันนี้พูดเยอะจริงๆ
แต่ไม่ค่อยได้นอน
กินก็ไม่ค่อยเป็นเวลา
แต่กินเยอะนะ เมื่อเย็นทำสุกี้แห้งกระทะใหญ่มาก
กินได้สองจาน แล้วกินหมดด้วยวุ้ย จุกเลย
4.นอนดูละครเรื่องใหม่ Sasaki fusai no jingi naki tatakai
(ชื่อยาวจริงๆ)
ชอบมากเลย
ไม่เจอละครที่ทำให้หัวเราะและร้องไห้ได้พร้อมๆ กันแบบนี้มานานละ
ทุกอย่างลงตัวไปหมด บทก็ดี๊ดี คม แต่ขำ กำลังดี มีอะไรให้คิด
วันนี้นั่งหัวเราะกระจาย
แต่ตอนจบร้องไห้เฉยเลย
อ่อนไหวกับฉากขอคืนดี T T
สงสัยจะได้เสียเงินซื้อดีวีดีอีกเรื่องแล้ว
แปลกใจ ที่ไปดูเรตติ้ง ตอนแรก 17 กว่าๆ
แต่ตอนสองเหลือ 11 เอง
วันนี้ตอนสามจะเหลือเท่าไหร่เนี่ย
อาทิตย์ที่แล้วตรงกับถ่ายทอดไรป่าวนะ มันลดฮวบแบบน่าสงสัย
5.ละครวันจันทร์ Bara no nai hanaya ก็ดี
โทนเรื่องแปลกดี อุ่นๆ สวยๆ ซี้งๆ น่ารักดี
เป็นแนวที่ไม่ได้เห็นมานานเหมือนกัน
รู้สึกแนวอย่างนี้ที่ได้ดูล่าสุดคือ Pride (เก่าไปมั้ย)
หรือเป็นเพราะนางเอกคนนี้ ละครเลยออกมาเป็นแบบนี้
แต่ยังมีความบิวด์ + ความเป็นคนดีเว่อร์ๆ ของพระเอก
ที่มันเกินค่าเฉลี่ยละครยี่ปุ่นไปหน่อย
เริ่มสงสัยว่าพระเอกจะมีความหลังอะไรแน่เลย
ประเภทเคยฆ่าคนมาก่อน (คิดไปได้)
แต่โดยรวมชอบนะ ดูแล้วอิน ซึ้งดี (แม้จะเว่อร์ๆ)
ดูอยู่สองเรื่องเอง
เด๋วนี้ดูละครน้อยลงมากๆ สงสัยเรื่องมาก จู้จี้มากขึ้นตามวัยมั้ง
บางทีไม่ชอบดาราก็ไม่ดูเลย ไม่ลองดูด้วย
บางทีชอบดารา แต่ดูแล้วเกลียดก็มี
อย่างเรื่องนักมวยกะแม่ชี ที่คาเมะเล่น วันเสาร์น่ะ
ชอบคาเมะนะ แต่ไม่ไหวจริงๆ
6.เพิ่งไปหาหนังรักเก่าๆ มาดูซ้ำ อารมณ์ประมาณอยากร้องไห้
แล้วก็ได้ร้องสมใจ เรื่องโหดๆ ทั้งนั้น
The Notebook
My best friend's wedding
Ten things i hate about you
A walk to remember
Love letter
Ditto
7.เปลี่ยนดอกไม้เป็นนะโนฮานะกับกุหลาบสีส้มหม่นๆ แล้ว
ยังไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้เลย ไม่รู้จะได้ถ่ายมั้ยเนี่ย
นะโนะฮานะโทรมเร็วมากๆ สองวันเริ่มร่วงแล้ว
ถ้าโทรมหมดเด๋วเอาไปผัดน้ำมันหอยกินดีกว่า กินได้นี่
จะมียาฆ่าแมลงมั้ยนะ เด๋วเป็นอย่างคดีเกี๊ยวซ่า
8.บ้านกับตู้เย็นรกมาก
ไม่มีเวลาจัดทั้งสองอย่าง
จริงๆ คือมี แต่เอาไปบ้าทำอย่างอื่นหมด
บ้าเทนนิสไปสองอาทิตย์ แต่คุ้มมาก น้องโจได้แชมป์แสลมแรก
บ้าหนัง ดู 6 เรื่องติดต่อกัน แล้วซึมไปอาทิตย์นึงเพราะอินจัด
บ้าเขียนเรื่องสั้น ทำเหมือนตัวเองว่างเนอะ ติสท์แตกมากๆ
บ้านก็เลยมีแต่ชีท/ผ้ากองอยู่
ชีทคือรื้อแล้วขี้เกียจจัด
เวลาหาก็คุ้ยๆ เอา ดูติสท์ดี (ตรงไหนวะ)
ส่วนเสื้อผ้าใส่แล้วไม่ซัก ไม่เป็นไร หน้าหนาวไม่มีเหงื่อ
ซกมกว่ะ
เปล่านะ ก็มันไม่มีแดดอ่ะ ไม่อยากตาก
9.ส่วนในตู้เย็นมีผักเยอะจริงๆ
ตอนซื้อมีโครงการสวยหรู เหมือนส.ส.ตอนหาเสียง
แต่พอซื้อมาแล้ว เหมือนอุ่นใจแล้วว่าเรามีอาหารดีๆ อยู่นะ
มันคงออสโมซิสผ่านตู้เย็นเข้าร่างกายเราได้เองแหละ
เลยทิ้งให้แห้งเหี่ยวคาตู้อยู่เป็นประจำ
ตอนนี้มีมะเขือเทศ แครอท กะหล่ำ บร็อกโคลี่ มันฝรั่ง เลตัส
คื่นฉ่าย ผักโขม ไควาเระ ต้นหอม หัวหอม เห็ดสองชนิด
วันนี้เดินผ่านซุปเปอร์ ยังมีหน้าไปซื้อสลัดมากล่องนึงอีก
หน้าไม่อายจริงๆ
คืนนี้มันฝรั่ง แครอท กะหล่ำ หัวหอม เลยได้ออกไปนอนที่ระเบียง
เอาน่า อุณหภูมิต่ำกว่าในตู้เย็นอีก ไม่เป็นไรนะจ๊ะ
พรุ่งนี้ถ้ากลับเร็ว (มันเป็นไปได้ ฤ?) จะได้ทำซุปเนื้อซะที
วางโครงการและสะสมวัตถุดิบมาสองอาทิตย์แล้ว
โครงการระดับชาติจริงๆ
10.หนังสือสั่งมายังไม่ได้อ่านอีกหลายเล่ม
กับที่อ่านแล้วแต่ยังไม่จบซะทีอีกหลายเล่ม
กำลังชอบ カフーを待ちわびて
ซื้อมาดองไว้ครึ่งปี เพิ่งจะได้อ่าน
ภาษาโอกินาว่าเยอะไปหน่อย แต่สนุกดี
เห็นว่าจะเป็นหนัง ต้องรอดู ทะเลคงสวยขาดใจ
หนังสือไทยก็ยังไม่ได้อ่านอีกหลายเล่ม
หลังจาก มาลัยสามชาย ของอ.วินิตาจบไป
สุดยอดอ่ะ แปลกทั้งเนื้อเรื่องและนางเอก
ถ้าเป็นละคร สงสัยจะดัง + สะใจน่าดู
แต่ใครจะเล่นได้เนี่ย ต้องงามพร้อมจริงๆ
11.อยากดูรักแห่งสยาม เมื่อไหร่จะได้ดูว้า
อยากดู A lot like love
ถูกใจทั้งดารา (แอชตัน)
และเนื้อเรื่อง (จากกันไปนานๆ แล้วกลับมา..)
มีเหตุผลอะไรที่เรื่องนี้ไม่เข้ายี่ปุ่นอ่ะ เฮ้อ
12.จะวาเลนไทน์แล้ว ทำไงดี
(ทำไรหรอ??)
อืมมมมมมม
13.ตกลงเป็นไรวะเนี่ย
พล่ามมาถึงป่านนี้
(พิมพ์แบบไม่หยุดคิดเลยทีเดียว เป็นเอามาก)
14.ถือว่าเป็นการอัพเดทชีวิตละกัน
หลังจากอัพเรื่องประหลาดๆ มาหลายบล็อกแล้ว
31/01/2008 ที่สุดของหัวใจ..อาจไม่ได้มีไว้ให้ครอบครองล่มไม่เป็นท่าอีกครั้งกับความพยายามในการเขียนเรื่องสั้นตามฤดูกาลและเทศกาล
มีตั้งแต่
คริสต์มาส (เขียนพล็อตไว้ดิบดี แต่มีแมวมากวน แห้วไป เอาไว้ปีนี้ละกัน มีเวลาเขียนอีกเกือบปี 55)
ปีใหม่ (ได้ครึ่งเรื่อง พอดีงานแล็บท่วม หาเวลาเขียนให้จบมิได้ นี่เลยปีใหม่มาเดือนนึงแระ)
วันเด็ก (ได้แค่คิด จริงๆ อยากให้มีวันเด็กวัยรุ่น แบบ 15-20 ปีอ่ะ ชอบ 55)
วันเซจินโนะฮิ (คิดแล้วทำด้วย หารูปกิโมโนสวยๆ มาประกอบน่ะนะ 55)
นี่ก็ใกล้วาเลนไทน์แล้วด้วย ทำไงดีเนี่ย ไหนจะไวท์เดย์อีก
ที่จริงเอพริลฟูลก็น่าเขียนนะ 55
เส้าว่ะ งั้นเอาเรื่องแบบไม่อิงเทศกาลไปพลางๆ ก่อน
อันนี้เนื่องมาจาก
วันก่อนฟังเพลง Invisible Man ที่มาอยู่ในเอ็มพีสามตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
ไม่ได้ฟังมานานมากๆๆๆ
ฟังแล้วก็ โหวววว มันใช่มากๆ เดี๊ยนเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ
เลยอยากเขียนเรื่องนี้อ้ะ
I wish you'd look at me that way
Your beautiful eyes lookin' deep into mine Telling me more than any words could say But you don't even know I'm alive Baby to you, all I am Is the invisible man เนื้อเพลงบ้าไรวะเนี่ย ม่างงงง
เศร้าว่ะค่ะ
ร้ายกาจกับวันสีเทาๆ ของหน้าหนาวที่เงียบเหงาอย่างนี้มากๆ
จำไว้เลย 98 ดีกรี
ปล.นั่งอ่านบล็อกเก่าๆ รวมทั้งเรื่องสั้นเก่าๆ ของตัวเองด้วยความกลุ้มใจ
ทำไมมันไร้สาระงี้อะ (รู้สึกอย่างนี้ทุกที..ที่อยู่คนเดียว เอ๊ย ที่อ่านอะไรที่ตัวเองเขียน)
ใครก็ได้ช่วยด้วยยยยยยยยย มันจะเพ้อฝันไปไหนว้าาาาา
อยากไปเกิดใหม่ให้ชีวิตมีแก่นสารว้อยยย
เครียดดดดด
(จริงๆ นะเนี่ย T T)
29/01/2008 but, it's life : ภาคใต้-อีกครั้ง ..ไม่ได้เขียนถึงเรื่องนี้มานาน แต่ก็ยังได้ข่าวที่น่าปวดใจอยู่เป็นระยะ
..สามจังหวัดชายแดนใต้..
พ่อกลับมาได้เกือบครึ่งปีแล้ว แน่นอนว่าเราย่อมสบายใจขึ้นในระดับหนึ่ง
แม้พ่อจะบ่นว่าอยากอยู่ใต้ต่อ เพราะงานสบายกว่าที่ลพบุรีก็ตาม
แต่เราไม่เชื่อหรอก..
พ่อบอกเสียดายนะเนี่ย
ทั้งเงินประจำตำแหน่ง เงินค่าเสี่ยงภัย เบี้ยเลี้ยงอะไรต่อมิอะไร
แหม..
คือ ใครที่รู้จำนวนเงินก็คงจะรู้ว่า มันไม่คุ้มเลย ไม่เลยแม้แต่น้อย
เราได้ยินครั้งแรกยังอึ้ง แต่ก็นะ กองทัพจะเอาเงินมากๆ มาจากไหนกันล่ะ
ไม่ได้ดูถูกเงินจำนวนน้อย หรือดูถูกระบบราชการทหารไทยนะ
แค่อยากจะบอกว่า รู้หรอก..
ว่าพ่อเอาเรื่องนี้มาอ้าง ให้เรากะแม่ขำๆ กันเท่านั้นแหละ
เข้าใจอะนะ
ไม่งั้นจะเป็นลูกพ่อได้เหรอ..
พ่อเรากลับมาแล้ว แต่พ่อคนอื่นยังอยู่อีกเป็นพันเป็นหมื่นคน
ในฐานะของลูก เราสบายใจขึ้นบ้าง
แต่ในฐานะของคนไทย มันยังคงไม่มีอะไรดีขึ้นเหมือนเดิม
ข่าวแย่ๆ ร้ายๆ ก็ยังมีมาให้ได้ยินไม่ขาดสาย
เมื่อเร็วๆ นี้ก็เพิ่งมีการระเบิดและจ่อยิงซ้ำกันไป
มีนายทหารจปร. เสียชีวิตด้วย 1 นาย
ณ ตรงนั้น โจรมันคงไม่แยกแยะหรอกว่าใครชั้นประทวน
ใครชั้นสัญญาบัตร
ใครเป็นลูกใคร เป็นพ่อใคร เป็นที่รักและเป็นห่วงของใคร
วันนี้..
เพิ่งได้รู้ว่า
อีกสองสามเดือนข้างหน้า เพื่อนที่เรารักที่สุดคนหนึ่ง
จะต้องลงไปปฏิบัติหน้าที่ตรงที่พ่อเราเคยอยู่
คนละจังหวัดกัน แต่ก็พื้นที่สีแดงเหมือนๆ กัน
และไม่ได้ไปกับหน่วยแบบที่พ่อเราไป แบบชั่วคราว
หรือมีผลัดพักทุกๆ เดือนด้วย
แต่ไปอยู่เป็นการถาวร เนื่องจากเป็นหน่วยที่จะต้องลงบรรจุ
ในฐานะแพทย์ทหารประจำหน่วยนั้น
กำหนดอยู่อย่างต่ำคือสองปี แล้วจึงจะลาเรียนต่อ
หรือโยกย้ายได้ เมื่อมีรุ่นน้องมาลงแทน
ยังไม่ได้คุยกับเจ้าตัวโดยตรง และคงจะยังไม่คุย
ท่าทางคงอยากใช้เวลาอยู่คนเดียวอีกนาน
เพราะเจ้าตัวหวังจะไปเรียนต่อในปีนี้ ในกรณีที่โชคดีอย่างที่สุด
แต่เมื่อผลมันออกมาแบบโชคร้ายอย่างที่สุดแบบนี้
คือเป็นหนึ่งในหลายคนที่ต้องลงไปประจำจังหวัดนราธิวาส
จะรู้สึกยังไงกันนะ..
ซีวิครุ่นใหม่ที่เพิ่งถอยออกมา
คงได้ไปลุยดงระเบิดแถวนั้นพร้อมเจ้าของ..
ถ้าคุยกัน เจ้าตัวคงบอกเสียงหัวเราะๆ เหมือนเดิมว่ารวยดีไง
จะได้มีตังค์ผ่อนรถ
แน่นอนว่า คนพูดถูกปลูกฝังมาให้เข้าใจชีวิตของแพทย์ทหารได้เป็นอย่างดี
จนไม่มีความกังวลประหลาดๆ เหมือนคนที่ไม่เคยสัมผัส อย่างเราๆ
ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ ชินซะแล้ว..
ฉันรู้ว่าเธอจะต้องพูดแบบนี้
แย่จัง ฉันช่วยอะไรไม่ได้เลย
ขอโทษด้วยที่พ่อฉันไม่ได้อยู่เตรียมทหารรุ่นเดียวกะเจ้ากรมแพทย์ฯ
และไม่รู้จักผอ.รพ.เลิดสิน หรืออะไรที่เธอบอกอยากจะไปเรียนศัลย์กระดูกน่ะ
แต่ฉันก็รู้อีกแหละว่าถึงฉันจะช่วยได้ เธอก็ไม่ให้ช่วยหรอก
เอาไว้อีกสองปี เธอได้ขึ้นมาเรียนต่ออย่างที่ต้องการแล้วค่อยเจอกันนะ
ใครเรียนจบก่อนคนนั้นเลี้ยง อย่างที่เธอว่าก็แล้วกัน
มีชีวิตรอดกลับมาเจอกันให้ได้นะ
กลับมาแบบยังยิ้มให้ฉันได้ก็พอแล้ว
ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ
เนอะ..
27/01/2008 天王星人 หญิงสาวจากดาวยูเรนัสเนื่องจากกำลังฮิตตำราดูดวง 6 ดาว ของเจ๊โฮโซกิ
ถามเพื่อนๆ ที่นี่จนเบื่อหมดแล้ว เลยไปดูให้เพื่อนที่ไทยบ้าง
แล้วก็ขำกลิ้ง เพราะเพื่อนเลิฟๆ ที่ยังคุยกันวิดวิ้วอยู่ตอนนี้
มาจากดาวดวงเดียวกันทั้งสิ้นสี่คนเข้าไปแล้ว (รวมตัวเราด้วย)
คือดาวยูเรนัสค่ะ
ลักษณะของผู้หญิงดาวนี้ คงไม่ต้องอธิบายกันมากแล้วอะนะ
เพราะได้เลกเชอร์ให้เจ้าตัวฟังไปครบทุกคนแล้ว
(ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันถึงคบกันได้ 555)
สรุปง่ายๆ ว่าเป็นพวก มายเพส ทำอะไรเรื่อยๆ ตามใจตัวเอง จริงจังไม่เป็น
ลูสเรื่องเวลาอย่างหนัก โดยไม่คิดว่าตัวเองผิด (ตรงอย่างหนัก)
เจ้าชู้ หลงคนง่าย เพราะชอบสัมผัส และเกินเลยได้ง่าย (อ่ะอึ้งค่ะ ตรงได้อีก)
ใครอยากอ่านภาษายี่ปุ่นไปอ่านเต็มๆ ได้ ที่นี่
อยากรู้ว่าตัวเองดาวอะไรก็ลองคำนวณดู ที่นี่ เค้าจะมีให้ใส่วันเดือนปีเกิดอะนะ
แล้วเค้าจะคิดออกมาให้เลย ลองอ่านดิ ของเรา เราว่าตรงดีอ่ะ
ของไอ้แมวก็ตรง มันพวกดาวพฤหัส พวกเย็นชา แสดงความรักไม่เป็น หึ
แล้วข้างล่างสุดจะมีที่ให้คำนวณความแมตช์ ความเข้ากันของผู้หญิงกะผู้ชาย
โดยใส่วันเดือนปีเกิดของทั้งสองคน แล้วเค้าจะคิดเปอร์เซนต์ความแมตช์ให้
แมวมันเคยลองทำดูนานแล้ว แล้วเอามาเล่าให้ฟัง ว่าเว่อร์มากๆ
แต่เราเพิ่งเคยเห็นด้วยตาตัวเองเนี่ยแหละ เว่อร์จริงๆ ด้วย 555
ก๊อปมาให้อ่านเต็มๆ เฉพาะฉบับยี่ปุ่นนะ ไม่กล้าแปล มันเว่อร์ 55
สรุปง่ายๆ ว่าเข้ากันได้ 100เปอเซนต์
เพราะต่างก็เป็นส่วนเติมเต็มในสิ่งที่อีกฝ่ายขาด อะนะ
เว่อร์เจงๆๆๆ
1984年11月10日生まれの男性「木星人の陽(+)」
と 1982年5月20日生まれの女性「天王星人の陽(+)」 の相性は
100%です !!! 欠点を補い合う最高のカップル
愛情が深い半面、だらしないところがある天王星人のあなたにとって、
朴訥な木星人がブレーキ役しなり、理想的なパートナーになってくれます。
仕事でもお互いの欠点を補い合えるので、共同経営者としても
最高の組み合わせといえるでしょう。
もしも恋愛関係になれば、魅かれ合うものを生涯もちつづけ、
けっして別れることはありません。
優しい性格が相乗効果をもたらし、暖かい家庭を築くことでしょう。
ただしセックス面では、開放的な天王星人は、
保守的な木星人に、多少、物足りなさを感じることもあるかもしれません。
ไอ้ย่อหน้าสุดท้ายนี่ทะแม่งๆ วุ้ย คินินารุ ว่ะ 555
(ใครอยากฟังคำแปลอย่างละเอียดเชิญหลังไมค์ว่ะ อิอิ สาวดาวยูเรฯ ก็เขินเป็นนะ)
แอบเคือง มันว่าเรา ดะระชิไน โกรธธธธ (แต่ก้อจริง เป็นความจริงที่เจ็บปวด เหอะๆๆๆ)
อ้อ 100 เปอ นี่ ไม่ใช่จะได้กันง่ายๆ นะ
เพราะลองกับอีกหลายๆๆๆ คน(ผู้ชายสิ แน่นอน) ก็ไม่เกิน 60 เรยอ่ะ
ขนาดกับคนที่คุณก็รู้ว่าใคร ก็ 60 อ่ะ
แถมบอกด้วยว่า ต้องใช้เวลา กว่าจะเปิดใจเป็นเพื่อนกันได้
อ่ะ อึ้งอีก ตรงได้อีกนะ..
แสดงว่าเลือกคนถูกแล้วใช่ป่าว 555
16/01/2008 ทั้งหมดที่ผ่านมา : เรื่องสั้นของเราตั้งใจว่าจะทำบล็อกที่เอาไว้เก็บนิยายโดยเฉพาะ มานานมากๆๆๆ
แล้วก็ได้แต่จดๆ จ้องๆ อยู่อย่างนั้น
ที่จริงก็เริ่มทำไปแล้วละ แต่เอาไปลงได้สามสี่เรื่อง ก็หายเห่อ
อันนี้เป็นเรื่องปกติ ปลงได้แล้ว สรุปก็ยังทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ - -*
วันนี้มีรุ่นน้องกพ. ไปอ่านเรื่องสั้นเรื่องล่าสุดของเรามา
เลยได้คุยกัน เพิ่งรู้ว่าน้องก็ชอบหนังสือเหมือนกัน และก็เขียนนิยายด้วย
ดีใจมั่กๆ นานๆ จะเจอคนคอเดียวกัน ดีจังเลย
ในกพ.ไม่ค่อยมีเนอะ นอกจากน้องหญิงแล้วคุยกะใครเรื่องหนังสือไม่ได้เลยอ่ะ
ยิ่งเรื่องเขียนเนี่ย เมื่อก่อนเขียนแล้วมีแต่โดนประณามว่าน้ำเน่า 555
ก็เลยถือโอกาสนี้ เอาเรื่องสั้น(และยาว) เก่าๆ ที่เคยเขียนไว้
มารวมไว้อีกทีละกัน
จริงๆ ก็ไม่ได้มากมายอะไรเลย เพราะเขียนเรื่อยๆ เปื่อยๆ แก้กลุ้มแค่นั้น
ผ่านมาตั้งหลายปี มีเรื่องสั้นอยู่สิบกว่าเรื่อง เรื่องยาวที่สำเร็จจริงๆ เรื่องเดียว
บทกวี ความเรียง(แบบเพ้อๆ) ยิบย่อยอีกจำนวนหนึ่ง
เสียดายบางส่วนที่หายไปตอนย้ายบ้าน
แต่ถ้าจะหาจริงๆ ก็คงมีก็อปปี้อยู่ตามบ้านเพื่อนที่ไทยบ้างแน่ๆ
เพราะสมัยนั้นชอบซีรอกซ์ส่งไปยัดเยียดให้เพื่อนอ่าน 555
ตอนนี้กลับไปอ่านอะไรสมัยนั้นแล้วก็ขำๆ
เพราะจริงๆ ทุกเรื่องมันไม่มีแก่นสารอะไร นอกจากรักกันหนาพากันหนี อยู่อย่างนั้นแหละ
เคยคิดว่าโตขึ้นคงเขียนอะไรมีสาระๆ ได้บ้าง
แต่ตอนนี้โตจนเริ่มแก่แล้ว ก็ค้นพบแล้วว่า คงไร้สาระไปอย่างนี้ตลอดชีวิตแหละโยม 55
กู่ไม่กลับแล้ววววววว
ความจริงเรื่องที่ลงพันทิปไว้ เมื่อก่อนลิงค์จะอยู่ยงคงกระพัน
แต่ตอนนี้เค้าเปลี่ยนเป็นเก็บเข้าคลังกระทู้แล้ว
ฉะนั้นลิงค์เก่าที่เราเคยรวบรวมไว้เลยหายไปหมด
ต้องไปค้นมาจากคลังกระทู้ (ซึ่งลิงค์จะอยู่ยงคงกระพันแล้วแน่นอน ยกเว้นพันทิปล่ม)
เอามารวบรวมไว้แต่เรื่องสั้นกับนิยายก็แล้วกัน
พวกบทกวีเพ้อๆ ความเรียงฝันๆ อย่าเอามาลงเลย อ่านเองยังอ้วกเลย กร๊ากกก
เรื่องสั้น
เรียงตามลำดับปีที่เขียนละกัน เริ่มตั้งแต่ปี 2002 (แต่บางเรื่องเพิ่งเอามาลง)
ส่วนเรื่องที่เขียนก่อนหน้านั้น หายสาบสูญไปหมดแล้ว
ต่อด้วยเรื่องยาว
มีที่เขียนจบจริงๆ เรื่องเดียวเอง 555 มันน่าปลื้มใจเจงๆ
(อีกราวๆ 8 เรื่อง ค้างไว้แบบคงไม่มีทางเขียนต่อได้อีกแหงๆ เหอะๆ)
เรื่องนี้ลงไว้หลายเว็บเชียว (เหมือนอุ่นไอฯ อะนะ ลงไปทั่ว 55)
แต่เอาที่อ่านง่ายสุด คงเป็นพันทิปนี่ละ เขียนจบแล้วถึงเอามาลง
จริงๆ โทนเรื่องช่วงแรกๆ กับหลังๆ ดูโดดๆ ต่างกันน่าดู
เพราะครั้งแรกเขียนไว้ตั้งแต่อายุ 17 แล้วถึงมาเขียนต่อตอน 20 แล้ว
(ตอนนี้กลับไปอ่าน รู้สึกเรื่องมันเด๊กเด็ก - -*)
ปล.ใครมีก็อปปี้เรื่องสั้นที่สาบสูญของเรา ประมาณห้าหกเรื่อง ช่วยส่งมาให้หน่อยดิ
มีเรื่อง ฝากไว้กับสายลม ชายในฝัน ฝนสีน้ำเงิน โลกต่างสี
กับอีกเรื่องที่ลงโคโคโพสต์อ่ะ ลืมชื่อ - -*
พลีสพลีส เสียดายอ่ะ T T
15/01/2008 Early Spring Mode~ไม่ได้เปลี่ยนดอกไม้ที่บ้านมาเกือบเดือน
เพราะสเปรย์มัมสีขาวกับเหลืองที่เรา(แหกฤดูกาล)จัดไว้ตั้งแต่ต้นเดือนธันวา ทนทานมากๆ
ตัดก้าน เปลี่ยนแจกันมาเรื่อยๆ จนเหลือแต่ดอก เอาลอยน้ำไว้ ยังไม่ยอมเหี่ยวยอมเน่าเลย
แล้วเราก็นะ ไม่เคยตัดใจทิ้งดอกไม้ที่ยังไม่เหี่ยวได้เลย จริงๆ
ก็เลยต้องย้ายไปไว้ในครัว (สงสารจัง คงหนาว)
ว่าแล้วก็ออกไปหาดอกไม้ใหม่ๆ มาเปลี่ยนซะที
เดือนมกรา ที่จริงยังเป็นกลางหน้าหนาวอยู่เลย
แต่บรรยากาศรอบตัวมันกลายเป็น early spring ไปแล้วเรียบร้อย
ตั้งแต่เริ่มปีใหม่นั่นเลย
ก่อนอื่นก็เสื้อผ้านี่ไง พอเริ่มปีใหม่ปุ๊บ ก็เซลของหน้าหนาวปั๊บ
เซลเสร็จ ทีนี้ของสปริงออกมาทันที
ตอนนี้เลยได้เห็นเสื้อบางๆ สีชมพูอ่อน เหลืองอ่อน เขียวอ่อน เต็มไปหมด
ทั้งที่เป็นเดือนที่หนาวที่สุดของปีนี่แหละ
แต่สาวๆ ที่นี่ก็ใส่กันได้เนาะ ความพยายามเป็นเลิศค่ะ นับถือจริงๆ
ตามประสาคนเลือดกรุ๊ปบีที่ชอบทำอะไรตามสิ่งแวดล้อมรอบข้าง
ฉะนั้นขอเข้าโหมด early spring ด้วยคน
แต่เอาแค่ดอกไม้กับกลิ่นอโรมาที่จุดในบ้านก่อนนะ
เสื้อผ้าไม่ไหวอ่ะ ยอมแพ้ ขอพอกหลายๆ ชั้นแบบหน้าหนาวจัดๆ ต่อไป
เปลี่ยนอโรมาเป็นกลิ่นกุหลาบแล้ว
ปีนี้จุดกลิ่นแซนดัลวูดมาตลอดออทั่มกับหน้าหนาว
จนห้องมีกลิ่นคล้ายๆ วิหารอะไรซักอย่าง ขลังไปอีกแบบ 55
พอเปลี่ยนเป็นกุหลาบ เลยรู้สึกเบาโล่งโปร่งสบายขึ้นมากทีเดียว
ค้นพบอีกอย่างว่า ชอบกลิ่นกุหลาบของ Beaux Art มากกว่า MUJI ละ
นึกถึงบรรยากาศบ้านเก่าที่โตเกียวเลย ตอนนั้นใช้แต่ของ Beaux Art
ดอกไม้
คาร์เนชั่นมาแล้ว เต็มไปหมดทุกร้านเลย รู้สึกได้ถึงความสปริงหน่อยๆ
เลือกคาร์เนชั่นสีชมพูอ่อนมา
เอามาคู่กับสต็อค สีงาช้าง นวลๆ สวยดี สีเหมือนกลีบดอกลั่นทม
เล่นสีสปริ๊งสปริงตั้งแต่เดือนหนึ่งอย่างนี้ เดือนต่อๆ ไปจะทำไงเนี่ย
แต่เดือนหน้ากะว่าคงเป็นซุยเซน นาร์ซิสซัส ดอกหลงตัวเอง 55
ดอกไม้ประจำเดือนสอง แต่ตอนนี้ก็ออกมากันเต็มร้านแล้วอะนะ
(สงสัยมานานแล้วว่าซุยเซนนี่มีชื่อไทยมั้ย หรือต้องเรียกทับศัพท์อังกริดหว่า)
ตอนค่ำจะเอารูปที่ไปเที่ยวตอนปีใหม่ในกล้องลงคอมพอดี
ก่อนเอาลงเลยถ่ายดอกไม้วันนี้แถมมาด้วย
อธิบายพร็อพรอบข้างก่อน
มีตะเกียงอโรมา จุดรมห้องไว้
ตะกร้าส้ม หยิบมาจากในครัว
และแก้วชา เทนจะ ที่ตอนนี้กำลังมาเนียคสุดริด อร่อยมั่กๆ
ว่าแล้วก็มานั่งหนาวงั่กๆ
วันนี้โกเบอุณหภูมิต่ำสุด ณ ตอนนี้ 1 องศา ลมแรงสุดขีด
นั่งจิบชาหวานๆ ในห้องกลิ่นกุหลาบ กับดอกไม้สีสปริ๊งสปริง
และเริ่มสำนึก..
ว่ามันไม่ค่อยจะเข้ากะเวลาหนาวดับจิตอย่างนี้เลย
พลาดซะแล้ว..
10/12/2007 陽のあたる坂道・Hi no ataru sakamichi
8/12/2007 Towa ni tomo niby コブクロ
作詞:小渕健太郎 作曲:小渕健太郎 心が今とても 穏やかなのは この日を迎えられた意味を 何よりも尊く感じているから
特別なことなど何もない ただ いつもより少し シャンとした服を着てるだけ 君はとても綺麗だよ 何かといつも忙しく まだまだ想い出は多くないけど やっとここから踏み出せる未来 始まりの鐘が 今 この街に響き渡る 共に歩き 共に探し 共に笑い 共に誓い 共に感じ 共に選び 共に泣き 共に背負い 共に抱き 共に迷い 共に築き 共に願い そんな日々を描きながら・・・ 気付かぬ間に二人 似たもの同士 仕草も笑い顔も そこに生まれくる命には 何よりも尊い 二つの光を ぶつかり合うときも来るさ 綺麗なことばかりじゃないだろうから 全てを君と越えてゆくと決めた 始まりの鐘の音を いつまでも忘れない 共に歩き 共に探し 共に笑い 共に誓い 共に感じ 共に選び 共に泣き 共に背負い 共に抱き 共に迷い 共に築き 共に願い そんな日々を描きながら・・・ 偶然という名の運命 そんな出逢いだからこそ 何気ない瞬間を 今日からは かけがえのない瞬間に 共に歩き 共に探し 共に笑い 共に誓い 共に感じ 共に選び 共に泣き 共に背負い 共に抱き 共に迷い 共に築き 共に願い ささやかな幸せが 木漏れ日のように やわらかに降り注ぐ そんな日々を描きながら・・・ いつの日も どんなときも ช่วงนี้เขียนบล็อกไม่ได้ ไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่
ฉะนั้นขอเอาแต่เพลงที่โดนๆ สื่อๆ ในแต่ละวัน มาลงไปพลางๆ ละกัน
ขอไม่อธิบายอะไรมากนะ เป็นช่วงสติหลุดจริงๆ
แต่เพลงนี้ให้แมว
เป็นเพลงที่ไม่เศร้า แต่ฟังแล้วร้องไห้ได้อ่ะ
ทำให้เข้าใจว่า ร้องไห้เพราะเต็มตื้น เพราะเป็นสุข มันมีจริงๆ
ชอบเนื้อเพลงที่สุด
นอกเหนือจากที่ชอบคนร้องและดนตรีอยู่แล้ว
ขอบคุณนะ คุณแมว
ที่ทำให้เราฟังเพลงนี้แล้วร้องไห้ได้
ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ
ปอลอ
เคยฟังจากเคาท์ดาวน์ทีวีว่า
มันเป็นเพลงที่คนยี่ปุ่นนิยมเปิดในงานแต่งงานเป็นอันดับ 3 ละ
รองจาก can you celebrate ของ amuro
กับอีกเพลงอะไรจำไม่ได้แล้ว
เอาไว้งานเราจะเปิดบ้าง ชอบจิงๆ
และจะแถม Be with you ของ Glay ให้ด้วย ชอบจิงๆ อีกเพลง
^^
4/12/2007 let it beWhen I find myself in times of trouble,
mother Mary comes to me,
speaking words of wisdom, let it be. And in my hour of darkness
she is standing right in front of me,
speaking words of wisdom, let it be. Let it be, let it be, let it be, let it be. Whisper words of wisdom, let it be. And when the broken hearted people living in the world agree,
there will be an answer, let it be. For though they may be parted
there is still a chance that they will see,
there will be an answer.. ..let it be..
Let it be, let it be, ..... And when the night is cloudy, there is still a light that shines on me,
shine until tomorrow, let it be. I wake up to the sound of music, mother Mary comes to me,
speaking words of wisdom, let it be. Let it be, let it be, ..... there will be an answer ..let it be..
29/11/2007 4 ก้าว7 วันที่ผ่านมาเป็นอาทิตย์ที่โหดร้ายที่สุด แต่ก็ดีที่สุดอีกเหมือนกัน
ทำให้รู้ว่าการก้าวเดิน บางทีก็ไม่ยากอย่างที่คิด
มันยากตอนจะเริ่มก้าวน่ะแหละ ทำยังไงถึงจะง้างเท้าให้ย่างก้าวได้
แต่พอมันก้าวไปได้ก้าวนึง มันก็ก้าวต่อได้เองแหละ ใช่มะ
วันนี้เดินมาได้ 3 ก้าวแล้ว
เป็นก้าวที่ยากที่สุด แต่ก็จำเป็นที่สุดอีกเหมือนกัน
ผ่านมาได้ด้วยดี จนรู้สึกว่า รู้งี้ก้าวซะนานแล้ว
ความลังเล จะก้าวไม่ก้าวดี จะก้าวยังไงดี นี่แหละ ที่ทรมาน
ตอนลังเลมันโคตรไม่มีความสุขเลย เครียดเป็นบ้า
แต่พอตัดสินใจก้าวได้ มันก็สบายใจขึ้นเยอะ
โล่งไปเยอะเลย
เหลืออีกก้าวนึง คงต้องก้าวเร็วๆ นี้
คิดว่าอยากกว่าทั้ง 3 ก้าวที่ก้าวมาทั้งหมดอย่างยากลำบากใน 7 วันนี้
แต่ก็คิดอีกว่าถ้าก้าว ก้าวที่ 4 นี้ได้เมื่อไหร่
ก้าวต่อๆ ไปจะเดินได้อย่างราบเรียบและรวดเร็วกว่าที่เคยมากทีเดียว
รอลุ้นให้ก้าวที่ 4 ได้สำเร็จก็แล้วกัน
ขอบคุณทุกคนที่ทั้งผลัก ทั้งดัน ทั้งฉุดกระชากลากถูให้ก้าวซะที
ไม่งั้นมันก็จมอยู่ในปลักอย่างนั้นแหละ
จนเกือบจะลืมวิธีก้าวไปแล้ว
ถ้าก้าวที่ 4 สำเร็จเมื่อไหร่
ต่อไปนี้ก็แค่เดินไปตามทางที่ควรจะเดิน แค่นั้นเอง
แล้วก็เพิ่งรู้ว่าการมีเพื่อนเดิน มันดีอย่างนี้เอง
ถ้าต้องเดินคนเดียว เดินไม่ไหวเด็ดขาด
ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ
อยากให้ถึงเดือนหน้าเร็วๆ จัง
22/11/2007 Thank youThank You/ Kavana
Everybody's going home,
It's time again to say goodbye, And I wanna say thank you for being there.. I know the time is getting late, And I don't wanna keep you here, The time has come for me To show you how much I really care.. Friends come and gone, But we've been through it all together, And time goes to show I owe it all to you.. Another year has come around, And I'm so lucky that I ever found you, Thank you, thank you, thank you, baby And everyone that I've ever known,
Could not compare to the love that you've shown, Thank you, thank you, thank you, love.. Through the hard times, you understood, And without you there, I never could have coped with my problems on my own, The years have gone by so fast,
The memories I have will last, Inside my heart forever now.. And friends come and gone, But people like you are hard to find, And time just goes to show, I wouldn't change a thing.. I've always known how lucky I am to have you here beside me so before you go, I wanna say, Thank you, my baby, thank you.. Thank you, thank you, thank you, baby.. And friends come and go, But we've been through it all together, And time just goes to show I owe it all to you.. You... You... ถึงเธอคนเดิม
ขอบคุณนะ ขอบคุณจริงๆ
ในวันที่มืดที่สุดอย่างนี้ ฉันเชื่อเสมอว่าเธอคือคนที่เข้าใจกันที่สุด
เพราะเราต่างก็ผ่านอะไรมาเหมือนๆ กัน
ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้ว่าฉันไม่ได้คิดไปเองคนเดียว
ขอบคุณที่ยังเข้าใจกัน อาจจะมากกว่าที่ฉันเข้าใจตัวเองซะอีก
ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า ฉันยังมีเธอคนเดิมเสมอ แม้อยู่ไกล ณ ขอบฟ้านั้น
ขอบคุณที่ยังมีคำตอบให้ทุกคำถามของฉันเหมือนเดิม แม้ว่ามันจะซ้ำซาก
ขอบคุณที่ยังเรียกฉันด้วยคำเดิม และแทนตัวเธอเองด้วยคำเดิม
ขอบคุณสำหรับเวลาเกือบสองชั่วโมง ที่เธอควรจะได้พักผ่อนกับเพื่อนๆ
ขอบคุณที่อุตส่าห์ยุติความสนุกสนานของเธอ มาฟังเรื่องไร้สาระของฉัน
ขอบคุณที่รับฟัง ขอบคุณสำหรับกำลังใจ
ขอบคุณสำหรับทุกคำ ทั้งด่า ว่า บ่น ปลอบ แซว ล้อเลียน ประชด
เธอยังทำได้ดีทุกอย่างเหมือนเดิม
ไม่ได้คุยกันจริงจังแบบนี้มากี่ปีแล้วนะ ตั้งแต่หน้าร้อนปี 2000 ใช่ไหม
ตอนนั้นเธอมีปัญหา ปัญหาเหมือนๆ กันนี่แหละ แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจมันดี
วันนั้นฉันได้แต่รับฟัง กับให้กำลังใจได้แค่ว่า เธอต้องทำได้สิ เธอเก่งอยู่แล้ว
คำที่ฉันไม่เคยคิดเลยว่า เมื่อได้ยินกับตัวเอง ในวันที่ทำอะไรไม่ได้นั้น มันแย่แค่ไหน
ขอโทษที่วันนั้น เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ฉันคงทำให้เธอเครียดมากขึ้น
ถ้าย้อนเวลาได้ ฉันจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น นอกจากคำเดียวกับที่เธอพูดในวันนี้
"เราต้องยอมรับความจริง"
จนวันนี้ ฉันรู้แล้วละ ว่าพอฉันได้เจอปัญหาเดียวกัน ทำไมเธอจึงเข้าใจฉันดี
ความฝันบางอย่าง ที่เราเคยพูดกันไว้ นานแล้วนะ
และเมื่อไม่มีเธอมาย้ำมันให้ฟัง ด้วยถ้อยคำแรงๆ แบบวันนี้ ฉันก็ลืมไปแล้ว
ขอบคุณที่เตือนสติกัน
ขอบคุณที่ทำให้ฉันเข้าใจ ว่าฉันอาจจะไม่ได้เก่งอย่างที่ตัวเองคิด
ไม่สิ ฉันไม่เก่งอย่างที่ตัวเองคิด จริงๆ ซะด้วย
ฉันไม่ได้ทำอะไรได้ทุกอย่างอย่างที่อยากทำ
มันเป็นความจริงที่เจ็บปวดนะ ว่าเราไม่สามารถทำหรือเป็นในสิ่งที่เราคิดว่าเราทำได้ เป็นได้
เหมือนกับที่เธอเคยผ่านมันมา
เธอน่าจะทำได้ แต่เธอก็ทำไม่ได้
เหมือนฉันในวันนี้ ที่น่าจะทำได้ แต่ก็ทำไม่ได้
ณ วันนี้ ฉันถามว่าเธอมีความสุขกับชีวิตไหม
ชีวิตที่เธอเองก็ไม่ได้เลือก แต่มีอะไรบางอย่างขีดเส้นให้เป็นอย่างนี้
ถ้าเธอเลือกเองได้ เธอก็คงไม่เลือกอย่างนี้ ฉันรู้
ฉันเองก็เหมือนกัน
แต่เราสองคน คงเหมือนกันตรงที่มั่นใจเสมอ ว่าตัวเองทำได้
และทุกข์ทนกับความไม่สามารถของตัวเองอันนั้น
เมื่อประจักษ์ว่าเราทำไม่ได้จริงๆ
เธอตอบว่า ไม่หรอก แต่ก็พอทนได้
เธออวดฉันด้วยว่าเธอซื้อรถใหม่แล้วนะ ซีวิครุ่นใหม่เลย
ทั้งที่ปีหน้าจะต้องลงใต้ จะมีเงินผ่อนรึเปล่าก็ไม่รู้
เงินเก็บก็มีไม่เท่าไหร่ อนาคตจะเป็นยังไงก็ไม่รู้
ฉันไม่คิดบ้างหรือว่า เธอเองก็ผิดหวังกับชีวิตตัวเอง
แต่ชีวิต ก็เป็นสิ่งที่ต้องเป็นไป..
ขอบคุณนะที่แนะนำวิธีรักษา
ออกตัวเสียอีกว่าเธอเป็นหมอ พูดในฐานะหมอนะ ไม่ได้ว่าฉัน
ไม่ได้ตั้งใจพูดแรง
คงหักล้างกันได้พอดี กับที่ฉันบอกว่าเธอเป็นคนนอกวงโคจรฉันไงล่ะ
ไม่ได้ตั้งใจพูดแรงเหมือนกัน แต่ฉัน ยังไงก็ยังเป็นฉันน่ะ ไม่ว่าจะกี่ปี
ฉันก็ยังไม่กล้าบอกเธออยู่ดีนั่นแหละ ว่าฉันนึกถึงเธอที่สุด ในเวลาอย่างนี้
ทั้งที่เธอก็ดูจะเอือมระอา เพราะเธอก็รู้อยู่แล้ว ว่าฉันเป็นอย่างนี้
ปากแข็ง เฮฮา ไหลไปเรื่อยๆ อย่างนั้นแหละ
แต่สุดท้ายก็ร้องไห้กับเธอได้ทุกทีไป
มีผู้ชายสามคนในโลกเท่านั้นเองที่ฉันร้องไห้ด้วยได้
นอกจากพ่อ และคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตฉันในอนาคต
ก็มีแต่เธอนี่แหละ..
ที่ฉันไม่เคยมีฟอร์มอะไรได้เลย จนแล้วจนรอด
หรือถึงจะมี เธอก็รู้ทันฉันไปทั้งหมดนั่นแหละ จริงไหม
ขอบคุณที่ยังปล่อยให้ฉันได้วางฟอร์มบ้าง
ก่อนจะกัดแรงๆ เหมือนเดิมว่า อย่าเป็นนางเอกละครช่องเจ็ดนักเลย
ฉันว่าปากเธอจัดขึ้นนะ นี่ถ้าไม่บอกว่ามีโครงการจะแต่งงานตอนอายุสามสิบ
ฉันต้องคิดว่าเธอจะกลายเป็นอะไรแบบพี่หมออ่วมไปอีกคน
ซึ่งฉันก็เคยปฏิญาณไว้แล้วนะ ว่าถ้าเธอสาวไปอีกคน
ฉันจะบวชชีไม่สึกเลย
ขอบคุณที่มานั่งฟังฉันร้องไห้ เพ้อคลั่ง คร่ำครวญในสิ่งที่ตัวเองรู้คำตอบดีอยู่แล้ว
ทั้งที่ฉันก็ไม่เคยคิดหรอกว่า จะต้องมานั่งงอแงกับเธออีก
เมื่อวันเวลามันได้หมุนเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้แล้ว..
ขอบคุณอีกเหมือนกันที่แนะนำวิธีฆ่าตัวตายแบบไม่เจ็บให้
พวกหมอนี่รู้อะไรที่ไม่ควรรู้เยอะจริง อย่าใช้ในทางที่ผิดล่ะ
ขอบคุณที่บอกว่า ที่กล้าบอกวิธีนี้แก่ฉัน เพราะรู้จักฉันดี ว่าฉันจะไม่ทำแน่ๆ
ขอบคุณที่เชื่อมั่นในความเข้มแข็ง ที่ฉันเองก็ชักไม่เชื่อในตัวเองแล้วสิ
ขอบคุณที่ทำให้รู้ตัวสักทีว่า ฉันไม่ได้รักเธอ
อย่างน้อยก็ไม่ได้รักอย่างรุนแรงและเรียกร้องอย่างเมื่อก่อนนั้น
แต่ฉันยังคงผูกพันกับเธอ คงเพราะความเหมือนกันบางอย่างของเรา
ที่ทำให้ฉันอยากจะคุยกับเธอเสมอ ยามที่รู้สึกย่ำแย่ แบบนี้
ไม่ใช่เพราะความคิดถึง โหยหา อาวรณ์ อย่างที่เคยเป็นเมื่อสิบปีที่แล้ว
แต่เป็นความอยากพูด อยากระบาย อยากได้ยินเสียงหนึ่งที่ได้ยินแล้วสบายใจ
อยากให้ใครคนหนึ่ง ที่ฉันเชื่อมั่นว่าจะเข้าใจฉันได้โดยไม่ต้องอธิบายอะไรเลย
มาดุ ด่า ว่า ขู่ ปลอบ แซว กัด สั่งสอน เหมือนในวันก่อน
ฉันคงต้องผ่านมันไปให้ได้เอง เหมือนที่เธอบอกว่า เธอเองก็ผ่านมันมาได้เอง
โดยไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีใครเข้าถึงความรู้สึกทั้งหมดในใจเธอ แม้แต่ฉัน
เธอบอกว่า วันนั้น เธอไม่เข้าป่าไปบวชไม่สึกก็บุญแล้ว
ตอนนั้นมันอยากทำอย่างนั้นจริงๆ
เข้าใจนะ ฉันเองในวันนี้ ก็รู้สึกไม่ต่างกัน
และขอโทษมากๆ ที่ในวันนั้น ฉัน คนที่หัวใจบอกว่ารักเธอเหลือเกิน
กลับทำอะไรเพื่อเธอไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียว
แต่เธอเองในวันนี้ ในวันที่เราสองคนเหลือเพียงคำว่าเพื่อนเก่าที่ห่างเหิน
เธอกลับทำอะไรเพื่อฉันได้มากเหลือเกิน
อย่างน้อยฉันก็รู้สึกเช่นนั้น
วันนี้ ฉันบอกว่าเธอเก่งนะ ที่ผ่านมันมาได้ ใช่..เธอเก่งเสมอ สำหรับฉัน
เธอหัวเราะ แล้วบอกว่าฉันต่างหากที่เก่งเสมอ สำหรับเธอ
ฉันมาถึงวันนี้ได้ ทำไมฉันไม่นึกว่าตัวเองเก่งบ้าง
ก็คงเหมือนกับเธอละมั้ง ที่ไม่ยักคิดว่าตัวเองเก่ง
ทั้งที่เธอน่ะเก่งจริงๆ รู้ไหม
ขอบคุณ ขอบคุณจริงๆ
ขอบคุณ ขอบคุณในทุกๆ อย่าง
ขอบคุณจากใจ
และขอโทษที่ทำให้ต้องมาไม่สบายใจไปด้วย
ทั้งที่ภาระหน้าที่ของเธอก็เยอะอยู่แล้ว
ถ้าฉันผ่านวันนี้ไปได้
ฉันจะรายงานเธออีกที อย่างที่ฉันบอกนั่นแหละ
หวังว่าคงได้รายงานเธอด้วยรอยยิ้ม ไม่ใช่หยดน้ำตาเหมือนในวันนี้
ขอบคุณ ขอบคุณ
ขอบคุณที่ทำให้รู้สึกว่า คนที่เข้าใจเราด้วยคำๆ เดียวเมื่อเริ่มพูดกัน
แม้จะไม่ได้เห็นหน้า โดยไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น
คนๆ นั้นมีอยู่จริง..
ขอบคุณนะ
ฉันรักเธอ คำนี้ฉันกล้าพูดแล้วละ
แม้จะไม่เคยกล้าเลย ตลอดสิบเอ็ดปีที่เรารู้จักกันมา
เมื่อในวันนี้ฉันรักเธอจริงๆ และไม่เห็นมีฟอร์มอะไรที่ต้องวางกันอีก
ฉันรักเธอจริงๆ
ในฐานะคนที่เข้าใจถึงทั้งหมดในความรู้สึกฉันที่สุด
ขอบคุณ
และหวังเหลือเกินว่า เมื่อเราได้เจอกันอีกครั้ง จะเมื่อไรก็ตาม
ฉันจะมองเธอได้เต็มตา และยิ้มให้เธอได้อย่างเต็มหัวใจ
ขอบคุณ
21/11/2007 วูบหนึ่งในคืนเหงา(ช่วงนี้ชื่อบล็อกหวิวๆ ไหวๆ แหววๆ ชอบกล แอบคลื่นไส้ตัวเองนิดหน่อย อึ๋ยยย)
วันนี้ขุดกรุเพลงไทยที่คุณเพื่อนทั้งหลายส่งมาให้ แล้วได้ฟังบ้างยังไม่ได้ฟังบ้าง
ฟังไว้ครึ่งเพลง ค่อนเพลง เสี้ยวเพลง หรือรอบเดียวยังไม่มีเวลาฟังซ้ำบ้าง
เพราะมันส่งกันทีละหลายเพลง กระหน่ำซัมเมอร์เซลมาก ฟังไม่ทันอ่ะ
นี่นั่งฟังมาค่อนคืนยังไม่หมดเลย
คือ เพลงไทยนี่เราเอาท์มากๆ อ่ะ หนักกว่าเพลงฝรั่ง
(เพราะเพลงฝรั่งยังพอมีอัพเดทบ้างจากการไปคาราโอเกะ 55)
วันนี้ชอบหลายๆ เพลง
ที่ขำมากคือ วันทอง ของ นานา ถูกใจมาก ฟังแล้วฮาโคตร 555
เพิ่งเข้าใจว่าเพื่อนมันส่งมาให้ทำไม
เพราะวันนั้นคุยกันเรื่องมันจะไปงานแต่งงาน แล้วเราใช้ให้มันถ่ายรูปหนุ่มที่เราเคยปลื้มมาให้หน่อย
เลยส่งเพลงนี้มาด่ากันเลยนะเพื่อน เจ็บมาก 555
ส่วน ไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ เคยบ้าอยู่พักนึง (แบบไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่มันโดน)
วันนี้ต้องเอามาฟังอีกรอบ เพราะสาระแนเอามาแซว เป็น ไม่รู้จักกันก็ดีนะ
ขำสุดยอดดดดด 555
เนื้อเพลง คิดไปได้ "หากฉันได้เจอแพนเค้กสักนิด และพบหยาดทิพย์ผู้เป็นนิรันดร์"
แถมตรงผู้หญิงร้อง หนักเข้าไปอีก ทำไปได้
(จริงๆ เสียงคนร้องแอบเพราะนะน่ะ)
"ได้เว่ากับเคนและโดมจั๊กน้อย ชีวิตของข้อยสิเป็นนิรันดร" 555555
และจากการหาเอ็มวีนี้ในยูทูบ เลยได้เจอ เวอจิ้นฮิต เวอร์ชั่นพี่หอยแถมมาด้วย
ขำโคดดดดดด 55555
เพลงประกอบหนัง รักแห่งสยาม กันและกัน ก็สุดยอดเรย ชอบๆ
อยากดูหนังจังเลย น้องมาริโอ้ น่ารักน่าทนุถนอมมากๆ กรี๊ดค่ะ
เป็นผู้ชายที่หัวเกรียนแล้วยังหล่อได้ เทพจริงๆ
อยากดักตีหัวเอาไปเลี้ยงดู ป้อนข้าวป้อนนมที่บ้านที่สุด
(ช่วงนี้หนาว เลยรักเด็กเป็นพิเศษ อ๊ากกกก >_< )
ส่วนที่วันนี้โดนเป็นพิเศษคือ วูบหนึ่งในคืนเหงา ของหมอโอ๊ค
เพิ่งได้ฟังชัดๆ เสียงหมอโอ๊คนี่หวิวๆ โหยๆ บีบคั้นดีเนอะ ชอบ
ฟังแล้วได้อารมณ์ เศร้า เหงา ใจหวิวๆ ตามไปด้วยเลย T T
เนื้อเพลงล่อแหลมนิดๆ แต่โดนๆ ยังไงบอกไม่ถูก แอบอิน
ชั่ววูบหนึ่งในคืนเหงา อาจจะทำให้เราต้องเสียใจ
คนของฉันต้องร้องไห้ คนของเธอต้องปวดร้าว
ฉันกลัว.. แค่วูบเดียวในคืนเหงา
จะทำให้ใจต้องเหน็บหนาว และทุกข์ทนไปอีกนาน
อื้อหืออออ ฟังแล้วจะขาดใจ >__<
มันเป็นอารมณ์ที่ทั้งเหงา ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งกล้า ทั้งกลัว หลายอย่างจริงๆ
เหมือนเมาเหล้า ถ้ายังไม่สร่างก็ไม่สามารถหลุดออกไปได้ ทั้งที่อยากจะหลุด
น่ากลัว
เด๋วนี้เพลงไทยมีเนื้อหาแบบนี้เยอะเนอะ ได้ยินหลายเพลงแล้ว
มือที่สามก็มีความรู้สึก ก็มี แค่เจ้าชู้ ก็มี อย่าง ไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ นี่ก็ใช่
มันคงเป็นไปตามยุคสมัยและกระแสสังคมอะนะ
มันคงโดนใจใครอีกหลายๆ คนเลยละ วูบหนึ่งในคืนเหงา เนี่ย
จริงมะ..
(หาแนวร่วม เหอๆ)
ปล.แต่ให้ตายเหอะ ไม่ชอบเอ็มวีที่มีคนมานั่งร้องแบบนี้เลยอ่ะ - -*
ถึงหมอโอ๊คจะหล่อเอามากๆ ก็เถอะ มันดูบ๊านบ้าน ที่มานั่งร้องเฉยๆ อย่างงี้อ่ะ
ปล2. หมอโอ๊คนี่หน้าเหมือนคนที่เราเคยปลื้มสองคนรวมกันเลยอ่ะ
และขณะนี้ทั้งสองคนนั้น ต่างก็มีแฟนเป็นผู้ชายกันไปหมดแล้วค่ะ T T
แล้วพี่หมอแกจะรอดหรอคะ...
เรื่องมันเศร้าจริงๆ ฮือออออ TT______TT
|
|
|