patamabhorn's profile+ life goes on +PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
27/03/2008 Springtime in the city always such relief from the winter freezeแล้วฤดูใบไม้ผลิก็มาถึงอีกครั้ง..
ไม่ได้เข้ามาดูสเปซเลย มัวไปเล่นฮิห้าอยู่ตามความนิยม
แต่พอกลับเข้ามาก็ยังรู้สึกชอบสเปซมากกว่านิดหน่อยนะ
ดูเป็นพื้นที่ส่วนตัว บ่นด่าอะไรได้ตามใจดี
ฮิห้าคนเค้าไม่ค่อยเขียนอะไรกัน
จะเขียนก็กลัวประหลาด เหะๆ
เมื่อลมหนาวพัดผ่านไป ดอกไม้ก็บาน
เป็นอย่างนี้เรื่อยไปนั่นแหละ
ซากุระบานแล้ว
ไปกักไกที่โตเกียวมา ทันได้เห็นซากุระดอกแรกที่โตเกียว
ไปแช่อนเซ็นและทำตัวหนืดๆ กันที่ฮาโกเนะ
ไปที่เดิมๆ คอร์สเกือบเดิมๆ
ลงเรือข้ามทะเลสาบอาชิโนะโกะ นั่งโรปเวย์ เคเบิลคาร์ แช่น้ำ กินอาหารเย็นแบบเว่อๆ
แช่น้ำก่อนนอน นอนคุยเรื่องเดิมๆ คุยกันมาแปดปีแล้วไม่รู้จักเบื่อซะทีสิน่า
ไม่รู้มีใครจามไปกี่คนกับเรื่องที่เราคุยกันเนี่ย ฮ่าๆๆ
ตื่นเช้าไปแช่น้ำอีก กินอาการเช้าบุฟเฟ่ต์แบบยัดๆ อีก
ไปโชโคคุโนะโมริ ลันล้ากับรูปปั้นต่างต่างนานนา
ไปกราสโนะโมริ ลันล้ากับบรรยากาศสวยๆ อีกแล้ว..
กินบุฟเฟ่ต์ร้านเดิมๆ : ร้านจีนที่ไชน่าทาวน์ ยากินิคุที่วะดะมาจิ อ้อ ครั้งนี้ขาดฮาเบสึโตะสินะ
กินลันช์เซ็ตที่ร้านเดิมๆ : มังโก้ทรีที่ลูมิเนะโยโกฮาม่า ร้านเวียดนามบนลูมิเนะอีกเช่นกัน
ช็อปปิ้งที่เดิมๆ : ชารุ บิบุเระ โยโกฮาม่า คราวนี้เพิ่มเอาท์เล็ตแถวมหาลัยที่ไปกักไกด้วย อิอิ
ที่ต้องไปเก็บที่เดิมๆ เหล่านี้ให้หมดก็เพราะว่า
แมวจะย้ายมาเป็นคนคันไซเต็มตัวแล้วในวันที่ 1 เมษานี้ละ
เราจะไม่ได้ไปเป็นแขกบ้านแขกเมืองที่โยโกฮาม่าแล้ว
ครั้งนี้ไปบ้านแมวครั้งสุดท้าย เห็นแล้วเซ้าเศร้าอ่ะ
กลิ่นน้ำมันหอมแบบนี้ เสียงเพลงแบบนี้ แสงไฟแบบนี้
กาน้ำร้อนบิ๊กเบิ้ม ชาแรดๆ หลายชนิดที่มันใส่ไว้เต็มตะกร้า
เก้าอี้ตัวเก่าที่ถูกเอาไปทิ้งไว้นอกระเบียงอย่างน่าสงสาร
ฯลฯ
แต่ทำไมแมวมันไม่เห็นเศร้าเลย บ้านมันแท้ๆ
กลิ่นฤดูนี้หอมจริงๆ
สายลมหอมมากมาย
กลิ่นดอกไม้ ดอกอะไรบ้างก็ไม่รู้ แต่หอมอุ่นๆ
หอมแบบสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่จริงๆ
ซากุระที่โกเบก็เริ่มบานแล้ว
เพิ่งบานได้ดอกสองดอก ยังตามโตเกียวไม่ทัน
ดีแล้วละ
เพราะถ้าบานเต็มที่ จะได้ไปดูที่เกียวโตได้พอดี
เอาเข้าจริง
เราก็หลงรักฤดูนี้ได้เหมือนกันแฮะ ~
^ ^
29/02/2008 แหวนดอกหญ้าวู้ ช่วงนี้ไฟแรงยิ่งกว่าไฟหมูกระทะอีกเว้ยเฮ้ย ย ย ย
มันเขียนเรื่องสั้นอีกแล้นค่ะ !!!
เอ้าลิงค์ - -
**แหวนดอกหญ้า**
ขอยอมรับสารภาพอย่างหมดเปลือกว่า..
เรื่องรัก ถ้าไม่รัก ก็เขียนไม่ได้ นะจ๊ะ ะ ะ
น้องโอ้ !!
ก็ถ้าไม่มีน้องโอ้ ก็คงไม่มีเรื่องนี้อะนะจ๊ะ ~
(ทำเสียงอ้อร้อๆ แบบนางมิว)
อ๋อๆ ไม่ได้บ้า ไปหาหมอมาแล้ว หมอจับฉีดยาหนึ่งเข็ม บอกว่า
เป็นกลุ่มอาการมาริโอ้อักเสบระยะสุดท้ายนั่นเอง..
คือเรื่องนี้ (แอบสะปอย ใครยังไม่ได้อ่านเรื่องควรไปอ่านก่อนนะยะ น้องโอ้เค้าฝากบอกมา)
ถ้าไม่มามุกนี้ พี่ก็ไม่ได้เป็นนางเอกคู่กะน้องโอ้ง่ะนะ เลยเล่นมันหน้ามึนๆ งี้ละ เอิ๊กๆ
แต่ก็จำใจต้องลดอายุน้องโอ้ลงมาฮวบฮาบ
เรื่องนี้เลยหื่นไม่ขึ้นเลยคร่ะ -_-''
เอาไว้เรื่องหน้า พี่จะหาทางให้เราได้ครองรักกันทั้งที่น้องโอ้อายุ 19 อยู่อย่างนี้ ดีปะจ๊ะ
รับรองต้องมีฉากน้องโอ้อาบน้ำ ไม่ให้แพ้รักแห่งสยาม ฉบับไดเรกเต้อคัตโตะกันเลยทีเดียว
พี่มะเดี่ยวเค้าให้โอ้แช่ในอ่างชิมิ
เด๋วพี่จะให้โอ้ไปอาบฝักบัวกลางสวนเลยจ้ะ ชนะเห็นๆ
แอร๊ยยยยย
(จริงๆ คิดจะเขียนตั้งแต่ตอนกรี๊ซน้องเคิลแล้วละ แต่โดนสกัดดาวรุ่งไป)
ได้เขียนแล้วก็หายบ้าไปมาก
ไม่เป็นไร ถึงหายบ้าคลั่งแต่ก็ยังรักจริงนะจ๊ะ~
อยู่ห่างๆ อย่างหื่นๆ ><
16/02/2008 วาเลนไทน์ไดอารี่-อีกปีที่ผ่านไปลบบล็อกประจานทิ้งก้อได้ฟะ แบบว่าหวง เก็บไว้ดูคนเดียวละกัน
ใครได้ดูก็ซวย เอ๊ย โชคดีไปนะค้า เอิ๊กกกก
จะบันทึกเรื่องวาเลนไทน์ ก็ไม่รู้จะบันทึกอะไรดี
ก็เหมือนๆ ทุกปีแหละ เฉาๆ เหงาๆ เฉยๆ แก่แล้วนี่ - -''
บันทึกไว้อย่างนึงก็ได้
แมวมันกินช็อกโกแลตหมดภายในครึ่งชม. อ่ะ
ไม่คิดจะเก็บไว้ชื่นชมมั่งเลยใช่มั้ยเนี่ย
เด๋วปีหน้าซื้อแบบชั่งกิโลให้เลยดีกว่า จะได้กินนานๆ หึ -''-
***
เร็วๆ นี้เขียนเรื่องสั้นฆ่าเวลาได้อีกสองเรื่อง
ไม่ได้ว่างหรือมีไฟอะไรเลย แค่เซ็งงงงงง
จริงๆ คนอื่นจะเป็นงี้ป่าวไม่รู้นะ
แต่เราจะอยากเขียน อยากอ่าน อะไรต่ออะไรเป็นพิเศษ
ก็ในเวลาที่เบื่อ เอียน เซ็ง กับโลกจริงๆ รอบตัวนี่แหละ
ก็เลยอยากหลุดไปอีกโลกนึง-ที่เราสร้างขึ้นมาเองไง
ที่จริงชอบไปอยู่ในโลกที่คนอื่นสร้างให้มากกว่า
เช่นโลกในนิยายดีๆ หนังดีๆ ละครดีๆ
แต่ยิ่งโตก็ยิ่งรู้สึกตัวเองเรื่องมาก
ทำให้หาเรื่องดีๆ ที่ถูกใจจริงๆ ยากมากมาย
เป็นวิกฤตจิตใจและจินตนาการมากๆ
บางทีก็หายเซ็งโลก มาเซ็งตัวเองแทนซะงั้น - -''
อาจจะเพราะกิจกรรมประสบการณ์ภายนอก(นอกจากงาน)
แคบลงเรื่อยๆ ตามวัยและความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น
หน้าที่ งาน เงิน วัตถุนิยม กฏระเบียบบังคับ
บางทีก็ฆ่าความฝัน จินตนาการ ความสุนทรีย์ได้โดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน
มันก็ไม่แปลกหรอกเนอะ
เรื่องธรรมชาติ ^___^
อ่ะเรื่องใหม่สองเรื่อง ได้เขียนอะไรเรื่อยๆ เปื่อยๆ แก้เซ็ง ก็ดีเหมือนกันนะ
ไม่มีแก่นสารอะไรหรอก แถมคนเขียนก็ถ่ายทอดได้ไม่ดีพอด้วย ^ ^ ''
ขนาดตัวเองเขียนเองยังไม่อิน จะเอาอะไรมาก เหอๆ
เด๋วนี้เขียนอะไรก็ไม่อินแล้วอ่ะ
บางอย่างในตัวเองมันชืดๆ ชาๆ ยังไงบอกไม่ถูกสิน่า
แต่ก็ยังอยากเขียนอยู่นะ ยังคงสนุกกับการเขียนอยู่ดี ^ ^
แต่ถ้าวันไหนเขียนอะไรแล้วตัวเองเขียนไปอินไปได้เหมือนเดิม
คงผ่อนคลายในอารมณ์กว่านี้มากมาย
มันคงเศร้าเอามากๆ ถ้าเราจะสูญเสียดินแดนส่วนตัวในความคิดของเราไป
หรือมันคือสิ่งที่เรียกกันว่า การโตเป็นผู้ใหญ่ กันนะ??
(เออ โตซะทีก็ดีเหมือนกัน จะพ้นเบญจเพสอยู่แระ
ไม่โตตอนนี้จะไปโตชาติไหนเนี่ย 55)
Happy Valentine ทุกคนอีกทีค่า
4/02/2008 เป็นอะไรก็ไม่รู้เนือยๆ เซ็งๆ เหม่อๆ แปลกๆ เป็นมาสองสามวันแล้ว
ไม่รู้เป็นไร เอาเป็นว่า บ่นไปเรื่อยๆ ละกัน
1.ช่วงนี้หนาวมาก หิมะ ฝน หมอก เมฆ อะไรก็ไม่รู้มากันใหญ่
ฟ้าเป็นสีเทาทุกวัน
ที่เราเฉาๆ นี่สงสัยจะเป็นโรคขาดแสงแดด
2.ปีนี้หนาวจัง
รู้สึกไปเองรึเปล่าไม่รู้ว่าไม่ได้หนาวอย่างนี้มาสิบปีแล้ว
ตั้งแต่ปี 98 ที่หิมะตกหนักที่สุดในรอบหลายๆ ปีที่โตเกียว
ปีนี้ก็อารมณ์นั้นเลย
ภูเขาหลังบ้านตอนนี้ขาวโพลนหยั่งกะเทือกเขาแอลป์
เพิ่งเคยเห็นหิมะอยู่นานๆ เป็นอาทิตย์ก็ปีนี้แหละ
3.สองสามวันนี้เหนื่อยจัง งานเยอะ สอนเยอะ วิ่งเยอะ พูดเยอะ
เคยมั้ยที่พูดติดต่อกันทั้งวันจนรู้สึกว่าคอมันเหนื่อยน่ะ
สองสามวันนี้พูดเยอะจริงๆ
แต่ไม่ค่อยได้นอน
กินก็ไม่ค่อยเป็นเวลา
แต่กินเยอะนะ เมื่อเย็นทำสุกี้แห้งกระทะใหญ่มาก
กินได้สองจาน แล้วกินหมดด้วยวุ้ย จุกเลย
4.นอนดูละครเรื่องใหม่ Sasaki fusai no jingi naki tatakai
(ชื่อยาวจริงๆ)
ชอบมากเลย
ไม่เจอละครที่ทำให้หัวเราะและร้องไห้ได้พร้อมๆ กันแบบนี้มานานละ
ทุกอย่างลงตัวไปหมด บทก็ดี๊ดี คม แต่ขำ กำลังดี มีอะไรให้คิด
วันนี้นั่งหัวเราะกระจาย
แต่ตอนจบร้องไห้เฉยเลย
อ่อนไหวกับฉากขอคืนดี T T
สงสัยจะได้เสียเงินซื้อดีวีดีอีกเรื่องแล้ว
แปลกใจ ที่ไปดูเรตติ้ง ตอนแรก 17 กว่าๆ
แต่ตอนสองเหลือ 11 เอง
วันนี้ตอนสามจะเหลือเท่าไหร่เนี่ย
อาทิตย์ที่แล้วตรงกับถ่ายทอดไรป่าวนะ มันลดฮวบแบบน่าสงสัย
5.ละครวันจันทร์ Bara no nai hanaya ก็ดี
โทนเรื่องแปลกดี อุ่นๆ สวยๆ ซี้งๆ น่ารักดี
เป็นแนวที่ไม่ได้เห็นมานานเหมือนกัน
รู้สึกแนวอย่างนี้ที่ได้ดูล่าสุดคือ Pride (เก่าไปมั้ย)
หรือเป็นเพราะนางเอกคนนี้ ละครเลยออกมาเป็นแบบนี้
แต่ยังมีความบิวด์ + ความเป็นคนดีเว่อร์ๆ ของพระเอก
ที่มันเกินค่าเฉลี่ยละครยี่ปุ่นไปหน่อย
เริ่มสงสัยว่าพระเอกจะมีความหลังอะไรแน่เลย
ประเภทเคยฆ่าคนมาก่อน (คิดไปได้)
แต่โดยรวมชอบนะ ดูแล้วอิน ซึ้งดี (แม้จะเว่อร์ๆ)
ดูอยู่สองเรื่องเอง
เด๋วนี้ดูละครน้อยลงมากๆ สงสัยเรื่องมาก จู้จี้มากขึ้นตามวัยมั้ง
บางทีไม่ชอบดาราก็ไม่ดูเลย ไม่ลองดูด้วย
บางทีชอบดารา แต่ดูแล้วเกลียดก็มี
อย่างเรื่องนักมวยกะแม่ชี ที่คาเมะเล่น วันเสาร์น่ะ
ชอบคาเมะนะ แต่ไม่ไหวจริงๆ
6.เพิ่งไปหาหนังรักเก่าๆ มาดูซ้ำ อารมณ์ประมาณอยากร้องไห้
แล้วก็ได้ร้องสมใจ เรื่องโหดๆ ทั้งนั้น
The Notebook
My best friend's wedding
Ten things i hate about you
A walk to remember
Love letter
Ditto
7.เปลี่ยนดอกไม้เป็นนะโนฮานะกับกุหลาบสีส้มหม่นๆ แล้ว
ยังไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้เลย ไม่รู้จะได้ถ่ายมั้ยเนี่ย
นะโนะฮานะโทรมเร็วมากๆ สองวันเริ่มร่วงแล้ว
ถ้าโทรมหมดเด๋วเอาไปผัดน้ำมันหอยกินดีกว่า กินได้นี่
จะมียาฆ่าแมลงมั้ยนะ เด๋วเป็นอย่างคดีเกี๊ยวซ่า
8.บ้านกับตู้เย็นรกมาก
ไม่มีเวลาจัดทั้งสองอย่าง
จริงๆ คือมี แต่เอาไปบ้าทำอย่างอื่นหมด
บ้าเทนนิสไปสองอาทิตย์ แต่คุ้มมาก น้องโจได้แชมป์แสลมแรก
บ้าหนัง ดู 6 เรื่องติดต่อกัน แล้วซึมไปอาทิตย์นึงเพราะอินจัด
บ้าเขียนเรื่องสั้น ทำเหมือนตัวเองว่างเนอะ ติสท์แตกมากๆ
บ้านก็เลยมีแต่ชีท/ผ้ากองอยู่
ชีทคือรื้อแล้วขี้เกียจจัด
เวลาหาก็คุ้ยๆ เอา ดูติสท์ดี (ตรงไหนวะ)
ส่วนเสื้อผ้าใส่แล้วไม่ซัก ไม่เป็นไร หน้าหนาวไม่มีเหงื่อ
ซกมกว่ะ
เปล่านะ ก็มันไม่มีแดดอ่ะ ไม่อยากตาก
9.ส่วนในตู้เย็นมีผักเยอะจริงๆ
ตอนซื้อมีโครงการสวยหรู เหมือนส.ส.ตอนหาเสียง
แต่พอซื้อมาแล้ว เหมือนอุ่นใจแล้วว่าเรามีอาหารดีๆ อยู่นะ
มันคงออสโมซิสผ่านตู้เย็นเข้าร่างกายเราได้เองแหละ
เลยทิ้งให้แห้งเหี่ยวคาตู้อยู่เป็นประจำ
ตอนนี้มีมะเขือเทศ แครอท กะหล่ำ บร็อกโคลี่ มันฝรั่ง เลตัส
คื่นฉ่าย ผักโขม ไควาเระ ต้นหอม หัวหอม เห็ดสองชนิด
วันนี้เดินผ่านซุปเปอร์ ยังมีหน้าไปซื้อสลัดมากล่องนึงอีก
หน้าไม่อายจริงๆ
คืนนี้มันฝรั่ง แครอท กะหล่ำ หัวหอม เลยได้ออกไปนอนที่ระเบียง
เอาน่า อุณหภูมิต่ำกว่าในตู้เย็นอีก ไม่เป็นไรนะจ๊ะ
พรุ่งนี้ถ้ากลับเร็ว (มันเป็นไปได้ ฤ?) จะได้ทำซุปเนื้อซะที
วางโครงการและสะสมวัตถุดิบมาสองอาทิตย์แล้ว
โครงการระดับชาติจริงๆ
10.หนังสือสั่งมายังไม่ได้อ่านอีกหลายเล่ม
กับที่อ่านแล้วแต่ยังไม่จบซะทีอีกหลายเล่ม
กำลังชอบ カフーを待ちわびて
ซื้อมาดองไว้ครึ่งปี เพิ่งจะได้อ่าน
ภาษาโอกินาว่าเยอะไปหน่อย แต่สนุกดี
เห็นว่าจะเป็นหนัง ต้องรอดู ทะเลคงสวยขาดใจ
หนังสือไทยก็ยังไม่ได้อ่านอีกหลายเล่ม
หลังจาก มาลัยสามชาย ของอ.วินิตาจบไป
สุดยอดอ่ะ แปลกทั้งเนื้อเรื่องและนางเอก
ถ้าเป็นละคร สงสัยจะดัง + สะใจน่าดู
แต่ใครจะเล่นได้เนี่ย ต้องงามพร้อมจริงๆ
11.อยากดูรักแห่งสยาม เมื่อไหร่จะได้ดูว้า
อยากดู A lot like love
ถูกใจทั้งดารา (แอชตัน)
และเนื้อเรื่อง (จากกันไปนานๆ แล้วกลับมา..)
มีเหตุผลอะไรที่เรื่องนี้ไม่เข้ายี่ปุ่นอ่ะ เฮ้อ
12.จะวาเลนไทน์แล้ว ทำไงดี
(ทำไรหรอ??)
อืมมมมมมม
13.ตกลงเป็นไรวะเนี่ย
พล่ามมาถึงป่านนี้
(พิมพ์แบบไม่หยุดคิดเลยทีเดียว เป็นเอามาก)
14.ถือว่าเป็นการอัพเดทชีวิตละกัน
หลังจากอัพเรื่องประหลาดๆ มาหลายบล็อกแล้ว
31/01/2008 ที่สุดของหัวใจ..อาจไม่ได้มีไว้ให้ครอบครองล่มไม่เป็นท่าอีกครั้งกับความพยายามในการเขียนเรื่องสั้นตามฤดูกาลและเทศกาล
มีตั้งแต่
คริสต์มาส (เขียนพล็อตไว้ดิบดี แต่มีแมวมากวน แห้วไป เอาไว้ปีนี้ละกัน มีเวลาเขียนอีกเกือบปี 55)
ปีใหม่ (ได้ครึ่งเรื่อง พอดีงานแล็บท่วม หาเวลาเขียนให้จบมิได้ นี่เลยปีใหม่มาเดือนนึงแระ)
วันเด็ก (ได้แค่คิด จริงๆ อยากให้มีวันเด็กวัยรุ่น แบบ 15-20 ปีอ่ะ ชอบ 55)
วันเซจินโนะฮิ (คิดแล้วทำด้วย หารูปกิโมโนสวยๆ มาประกอบน่ะนะ 55)
นี่ก็ใกล้วาเลนไทน์แล้วด้วย ทำไงดีเนี่ย ไหนจะไวท์เดย์อีก
ที่จริงเอพริลฟูลก็น่าเขียนนะ 55
เส้าว่ะ งั้นเอาเรื่องแบบไม่อิงเทศกาลไปพลางๆ ก่อน
อันนี้เนื่องมาจาก
วันก่อนฟังเพลง Invisible Man ที่มาอยู่ในเอ็มพีสามตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
ไม่ได้ฟังมานานมากๆๆๆ
ฟังแล้วก็ โหวววว มันใช่มากๆ เดี๊ยนเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ
เลยอยากเขียนเรื่องนี้อ้ะ
I wish you'd look at me that way
Your beautiful eyes lookin' deep into mine Telling me more than any words could say But you don't even know I'm alive Baby to you, all I am Is the invisible man เนื้อเพลงบ้าไรวะเนี่ย ม่างงงง
เศร้าว่ะค่ะ
ร้ายกาจกับวันสีเทาๆ ของหน้าหนาวที่เงียบเหงาอย่างนี้มากๆ
จำไว้เลย 98 ดีกรี
ปล.นั่งอ่านบล็อกเก่าๆ รวมทั้งเรื่องสั้นเก่าๆ ของตัวเองด้วยความกลุ้มใจ
ทำไมมันไร้สาระงี้อะ (รู้สึกอย่างนี้ทุกที..ที่อยู่คนเดียว เอ๊ย ที่อ่านอะไรที่ตัวเองเขียน)
ใครก็ได้ช่วยด้วยยยยยยยยย มันจะเพ้อฝันไปไหนว้าาาาา
อยากไปเกิดใหม่ให้ชีวิตมีแก่นสารว้อยยย
เครียดดดดด
(จริงๆ นะเนี่ย T T)
29/01/2008 but, it's life : ภาคใต้-อีกครั้ง ..ไม่ได้เขียนถึงเรื่องนี้มานาน แต่ก็ยังได้ข่าวที่น่าปวดใจอยู่เป็นระยะ
..สามจังหวัดชายแดนใต้..
พ่อกลับมาได้เกือบครึ่งปีแล้ว แน่นอนว่าเราย่อมสบายใจขึ้นในระดับหนึ่ง
แม้พ่อจะบ่นว่าอยากอยู่ใต้ต่อ เพราะงานสบายกว่าที่ลพบุรีก็ตาม
แต่เราไม่เชื่อหรอก..
พ่อบอกเสียดายนะเนี่ย
ทั้งเงินประจำตำแหน่ง เงินค่าเสี่ยงภัย เบี้ยเลี้ยงอะไรต่อมิอะไร
แหม..
คือ ใครที่รู้จำนวนเงินก็คงจะรู้ว่า มันไม่คุ้มเลย ไม่เลยแม้แต่น้อย
เราได้ยินครั้งแรกยังอึ้ง แต่ก็นะ กองทัพจะเอาเงินมากๆ มาจากไหนกันล่ะ
ไม่ได้ดูถูกเงินจำนวนน้อย หรือดูถูกระบบราชการทหารไทยนะ
แค่อยากจะบอกว่า รู้หรอก..
ว่าพ่อเอาเรื่องนี้มาอ้าง ให้เรากะแม่ขำๆ กันเท่านั้นแหละ
เข้าใจอะนะ
ไม่งั้นจะเป็นลูกพ่อได้เหรอ..
พ่อเรากลับมาแล้ว แต่พ่อคนอื่นยังอยู่อีกเป็นพันเป็นหมื่นคน
ในฐานะของลูก เราสบายใจขึ้นบ้าง
แต่ในฐานะของคนไทย มันยังคงไม่มีอะไรดีขึ้นเหมือนเดิม
ข่าวแย่ๆ ร้ายๆ ก็ยังมีมาให้ได้ยินไม่ขาดสาย
เมื่อเร็วๆ นี้ก็เพิ่งมีการระเบิดและจ่อยิงซ้ำกันไป
มีนายทหารจปร. เสียชีวิตด้วย 1 นาย
ณ ตรงนั้น โจรมันคงไม่แยกแยะหรอกว่าใครชั้นประทวน
ใครชั้นสัญญาบัตร
ใครเป็นลูกใคร เป็นพ่อใคร เป็นที่รักและเป็นห่วงของใคร
วันนี้..
เพิ่งได้รู้ว่า
อีกสองสามเดือนข้างหน้า เพื่อนที่เรารักที่สุดคนหนึ่ง
จะต้องลงไปปฏิบัติหน้าที่ตรงที่พ่อเราเคยอยู่
คนละจังหวัดกัน แต่ก็พื้นที่สีแดงเหมือนๆ กัน
และไม่ได้ไปกับหน่วยแบบที่พ่อเราไป แบบชั่วคราว
หรือมีผลัดพักทุกๆ เดือนด้วย
แต่ไปอยู่เป็นการถาวร เนื่องจากเป็นหน่วยที่จะต้องลงบรรจุ
ในฐานะแพทย์ทหารประจำหน่วยนั้น
กำหนดอยู่อย่างต่ำคือสองปี แล้วจึงจะลาเรียนต่อ
หรือโยกย้ายได้ เมื่อมีรุ่นน้องมาลงแทน
ยังไม่ได้คุยกับเจ้าตัวโดยตรง และคงจะยังไม่คุย
ท่าทางคงอยากใช้เวลาอยู่คนเดียวอีกนาน
เพราะเจ้าตัวหวังจะไปเรียนต่อในปีนี้ ในกรณีที่โชคดีอย่างที่สุด
แต่เมื่อผลมันออกมาแบบโชคร้ายอย่างที่สุดแบบนี้
คือเป็นหนึ่งในหลายคนที่ต้องลงไปประจำจังหวัดนราธิวาส
จะรู้สึกยังไงกันนะ..
ซีวิครุ่นใหม่ที่เพิ่งถอยออกมา
คงได้ไปลุยดงระเบิดแถวนั้นพร้อมเจ้าของ..
ถ้าคุยกัน เจ้าตัวคงบอกเสียงหัวเราะๆ เหมือนเดิมว่ารวยดีไง
จะได้มีตังค์ผ่อนรถ
แน่นอนว่า คนพูดถูกปลูกฝังมาให้เข้าใจชีวิตของแพทย์ทหารได้เป็นอย่างดี
จนไม่มีความกังวลประหลาดๆ เหมือนคนที่ไม่เคยสัมผัส อย่างเราๆ
ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ ชินซะแล้ว..
ฉันรู้ว่าเธอจะต้องพูดแบบนี้
แย่จัง ฉันช่วยอะไรไม่ได้เลย
ขอโทษด้วยที่พ่อฉันไม่ได้อยู่เตรียมทหารรุ่นเดียวกะเจ้ากรมแพทย์ฯ
และไม่รู้จักผอ.รพ.เลิดสิน หรืออะไรที่เธอบอกอยากจะไปเรียนศัลย์กระดูกน่ะ
แต่ฉันก็รู้อีกแหละว่าถึงฉันจะช่วยได้ เธอก็ไม่ให้ช่วยหรอก
เอาไว้อีกสองปี เธอได้ขึ้นมาเรียนต่ออย่างที่ต้องการแล้วค่อยเจอกันนะ
ใครเรียนจบก่อนคนนั้นเลี้ยง อย่างที่เธอว่าก็แล้วกัน
มีชีวิตรอดกลับมาเจอกันให้ได้นะ
กลับมาแบบยังยิ้มให้ฉันได้ก็พอแล้ว
ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ
เนอะ..
27/01/2008 天王星人 หญิงสาวจากดาวยูเรนัสเนื่องจากกำลังฮิตตำราดูดวง 6 ดาว ของเจ๊โฮโซกิ
ถามเพื่อนๆ ที่นี่จนเบื่อหมดแล้ว เลยไปดูให้เพื่อนที่ไทยบ้าง
แล้วก็ขำกลิ้ง เพราะเพื่อนเลิฟๆ ที่ยังคุยกันวิดวิ้วอยู่ตอนนี้
มาจากดาวดวงเดียวกันทั้งสิ้นสี่คนเข้าไปแล้ว (รวมตัวเราด้วย)
คือดาวยูเรนัสค่ะ
ลักษณะของผู้หญิงดาวนี้ คงไม่ต้องอธิบายกันมากแล้วอะนะ
เพราะได้เลกเชอร์ให้เจ้าตัวฟังไปครบทุกคนแล้ว
(ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันถึงคบกันได้ 555)
สรุปง่ายๆ ว่าเป็นพวก มายเพส ทำอะไรเรื่อยๆ ตามใจตัวเอง จริงจังไม่เป็น
ลูสเรื่องเวลาอย่างหนัก โดยไม่คิดว่าตัวเองผิด (ตรงอย่างหนัก)
เจ้าชู้ หลงคนง่าย เพราะชอบสัมผัส และเกินเลยได้ง่าย (อ่ะอึ้งค่ะ ตรงได้อีก)
ใครอยากอ่านภาษายี่ปุ่นไปอ่านเต็มๆ ได้ ที่นี่
อยากรู้ว่าตัวเองดาวอะไรก็ลองคำนวณดู ที่นี่ เค้าจะมีให้ใส่วันเดือนปีเกิดอะนะ
แล้วเค้าจะคิดออกมาให้เลย ลองอ่านดิ ของเรา เราว่าตรงดีอ่ะ
ของไอ้แมวก็ตรง มันพวกดาวพฤหัส พวกเย็นชา แสดงความรักไม่เป็น หึ
แล้วข้างล่างสุดจะมีที่ให้คำนวณความแมตช์ ความเข้ากันของผู้หญิงกะผู้ชาย
โดยใส่วันเดือนปีเกิดของทั้งสองคน แล้วเค้าจะคิดเปอร์เซนต์ความแมตช์ให้
แมวมันเคยลองทำดูนานแล้ว แล้วเอามาเล่าให้ฟัง ว่าเว่อร์มากๆ
แต่เราเพิ่งเคยเห็นด้วยตาตัวเองเนี่ยแหละ เว่อร์จริงๆ ด้วย 555
ก๊อปมาให้อ่านเต็มๆ เฉพาะฉบับยี่ปุ่นนะ ไม่กล้าแปล มันเว่อร์ 55
สรุปง่ายๆ ว่าเข้ากันได้ 100เปอเซนต์
เพราะต่างก็เป็นส่วนเติมเต็มในสิ่งที่อีกฝ่ายขาด อะนะ
เว่อร์เจงๆๆๆ
1984年11月10日生まれの男性「木星人の陽(+)」
と 1982年5月20日生まれの女性「天王星人の陽(+)」 の相性は
100%です !!! 欠点を補い合う最高のカップル
愛情が深い半面、だらしないところがある天王星人のあなたにとって、
朴訥な木星人がブレーキ役しなり、理想的なパートナーになってくれます。
仕事でもお互いの欠点を補い合えるので、共同経営者としても
最高の組み合わせといえるでしょう。
もしも恋愛関係になれば、魅かれ合うものを生涯もちつづけ、
けっして別れることはありません。
優しい性格が相乗効果をもたらし、暖かい家庭を築くことでしょう。
ただしセックス面では、開放的な天王星人は、
保守的な木星人に、多少、物足りなさを感じることもあるかもしれません。
ไอ้ย่อหน้าสุดท้ายนี่ทะแม่งๆ วุ้ย คินินารุ ว่ะ 555
(ใครอยากฟังคำแปลอย่างละเอียดเชิญหลังไมค์ว่ะ อิอิ สาวดาวยูเรฯ ก็เขินเป็นนะ)
แอบเคือง มันว่าเรา ดะระชิไน โกรธธธธ (แต่ก้อจริง เป็นความจริงที่เจ็บปวด เหอะๆๆๆ)
อ้อ 100 เปอ นี่ ไม่ใช่จะได้กันง่ายๆ นะ
เพราะลองกับอีกหลายๆๆๆ คน(ผู้ชายสิ แน่นอน) ก็ไม่เกิน 60 เรยอ่ะ
ขนาดกับคนที่คุณก็รู้ว่าใคร ก็ 60 อ่ะ
แถมบอกด้วยว่า ต้องใช้เวลา กว่าจะเปิดใจเป็นเพื่อนกันได้
อ่ะ อึ้งอีก ตรงได้อีกนะ..
แสดงว่าเลือกคนถูกแล้วใช่ป่าว 555
16/01/2008 ทั้งหมดที่ผ่านมา : เรื่องสั้นของเราตั้งใจว่าจะทำบล็อกที่เอาไว้เก็บนิยายโดยเฉพาะ มานานมากๆๆๆ
แล้วก็ได้แต่จดๆ จ้องๆ อยู่อย่างนั้น
ที่จริงก็เริ่มทำไปแล้วละ แต่เอาไปลงได้สามสี่เรื่อง ก็หายเห่อ
อันนี้เป็นเรื่องปกติ ปลงได้แล้ว สรุปก็ยังทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ - -*
วันนี้มีรุ่นน้องกพ. ไปอ่านเรื่องสั้นเรื่องล่าสุดของเรามา
เลยได้คุยกัน เพิ่งรู้ว่าน้องก็ชอบหนังสือเหมือนกัน และก็เขียนนิยายด้วย
ดีใจมั่กๆ นานๆ จะเจอคนคอเดียวกัน ดีจังเลย
ในกพ.ไม่ค่อยมีเนอะ นอกจากน้องหญิงแล้วคุยกะใครเรื่องหนังสือไม่ได้เลยอ่ะ
ยิ่งเรื่องเขียนเนี่ย เมื่อก่อนเขียนแล้วมีแต่โดนประณามว่าน้ำเน่า 555
ก็เลยถือโอกาสนี้ เอาเรื่องสั้น(และยาว) เก่าๆ ที่เคยเขียนไว้
มารวมไว้อีกทีละกัน
จริงๆ ก็ไม่ได้มากมายอะไรเลย เพราะเขียนเรื่อยๆ เปื่อยๆ แก้กลุ้มแค่นั้น
ผ่านมาตั้งหลายปี มีเรื่องสั้นอยู่สิบกว่าเรื่อง เรื่องยาวที่สำเร็จจริงๆ เรื่องเดียว
บทกวี ความเรียง(แบบเพ้อๆ) ยิบย่อยอีกจำนวนหนึ่ง
เสียดายบางส่วนที่หายไปตอนย้ายบ้าน
แต่ถ้าจะหาจริงๆ ก็คงมีก็อปปี้อยู่ตามบ้านเพื่อนที่ไทยบ้างแน่ๆ
เพราะสมัยนั้นชอบซีรอกซ์ส่งไปยัดเยียดให้เพื่อนอ่าน 555
ตอนนี้กลับไปอ่านอะไรสมัยนั้นแล้วก็ขำๆ
เพราะจริงๆ ทุกเรื่องมันไม่มีแก่นสารอะไร นอกจากรักกันหนาพากันหนี อยู่อย่างนั้นแหละ
เคยคิดว่าโตขึ้นคงเขียนอะไรมีสาระๆ ได้บ้าง
แต่ตอนนี้โตจนเริ่มแก่แล้ว ก็ค้นพบแล้วว่า คงไร้สาระไปอย่างนี้ตลอดชีวิตแหละโยม 55
กู่ไม่กลับแล้ววววววว
ความจริงเรื่องที่ลงพันทิปไว้ เมื่อก่อนลิงค์จะอยู่ยงคงกระพัน
แต่ตอนนี้เค้าเปลี่ยนเป็นเก็บเข้าคลังกระทู้แล้ว
ฉะนั้นลิงค์เก่าที่เราเคยรวบรวมไว้เลยหายไปหมด
ต้องไปค้นมาจากคลังกระทู้ (ซึ่งลิงค์จะอยู่ยงคงกระพันแล้วแน่นอน ยกเว้นพันทิปล่ม)
เอามารวบรวมไว้แต่เรื่องสั้นกับนิยายก็แล้วกัน
พวกบทกวีเพ้อๆ ความเรียงฝันๆ อย่าเอามาลงเลย อ่านเองยังอ้วกเลย กร๊ากกก
เรื่องสั้น
เรียงตามลำดับปีที่เขียนละกัน เริ่มตั้งแต่ปี 2002 (แต่บางเรื่องเพิ่งเอามาลง)
ส่วนเรื่องที่เขียนก่อนหน้านั้น หายสาบสูญไปหมดแล้ว
ต่อด้วยเรื่องยาว
มีที่เขียนจบจริงๆ เรื่องเดียวเอง 555 มันน่าปลื้มใจเจงๆ
(อีกราวๆ 8 เรื่อง ค้างไว้แบบคงไม่มีทางเขียนต่อได้อีกแหงๆ เหอะๆ)
เรื่องนี้ลงไว้หลายเว็บเชียว (เหมือนอุ่นไอฯ อะนะ ลงไปทั่ว 55)
แต่เอาที่อ่านง่ายสุด คงเป็นพันทิปนี่ละ เขียนจบแล้วถึงเอามาลง
จริงๆ โทนเรื่องช่วงแรกๆ กับหลังๆ ดูโดดๆ ต่างกันน่าดู
เพราะครั้งแรกเขียนไว้ตั้งแต่อายุ 17 แล้วถึงมาเขียนต่อตอน 20 แล้ว
(ตอนนี้กลับไปอ่าน รู้สึกเรื่องมันเด๊กเด็ก - -*)
ปล.ใครมีก็อปปี้เรื่องสั้นที่สาบสูญของเรา ประมาณห้าหกเรื่อง ช่วยส่งมาให้หน่อยดิ
มีเรื่อง ฝากไว้กับสายลม ชายในฝัน ฝนสีน้ำเงิน โลกต่างสี
กับอีกเรื่องที่ลงโคโคโพสต์อ่ะ ลืมชื่อ - -*
พลีสพลีส เสียดายอ่ะ T T
15/01/2008 Early Spring Mode~ไม่ได้เปลี่ยนดอกไม้ที่บ้านมาเกือบเดือน
เพราะสเปรย์มัมสีขาวกับเหลืองที่เรา(แหกฤดูกาล)จัดไว้ตั้งแต่ต้นเดือนธันวา ทนทานมากๆ
ตัดก้าน เปลี่ยนแจกันมาเรื่อยๆ จนเหลือแต่ดอก เอาลอยน้ำไว้ ยังไม่ยอมเหี่ยวยอมเน่าเลย
แล้วเราก็นะ ไม่เคยตัดใจทิ้งดอกไม้ที่ยังไม่เหี่ยวได้เลย จริงๆ
ก็เลยต้องย้ายไปไว้ในครัว (สงสารจัง คงหนาว)
ว่าแล้วก็ออกไปหาดอกไม้ใหม่ๆ มาเปลี่ยนซะที
เดือนมกรา ที่จริงยังเป็นกลางหน้าหนาวอยู่เลย
แต่บรรยากาศรอบตัวมันกลายเป็น early spring ไปแล้วเรียบร้อย
ตั้งแต่เริ่มปีใหม่นั่นเลย
ก่อนอื่นก็เสื้อผ้านี่ไง พอเริ่มปีใหม่ปุ๊บ ก็เซลของหน้าหนาวปั๊บ
เซลเสร็จ ทีนี้ของสปริงออกมาทันที
ตอนนี้เลยได้เห็นเสื้อบางๆ สีชมพูอ่อน เหลืองอ่อน เขียวอ่อน เต็มไปหมด
ทั้งที่เป็นเดือนที่หนาวที่สุดของปีนี่แหละ
แต่สาวๆ ที่นี่ก็ใส่กันได้เนาะ ความพยายามเป็นเลิศค่ะ นับถือจริงๆ
ตามประสาคนเลือดกรุ๊ปบีที่ชอบทำอะไรตามสิ่งแวดล้อมรอบข้าง
ฉะนั้นขอเข้าโหมด early spring ด้วยคน
แต่เอาแค่ดอกไม้กับกลิ่นอโรมาที่จุดในบ้านก่อนนะ
เสื้อผ้าไม่ไหวอ่ะ ยอมแพ้ ขอพอกหลายๆ ชั้นแบบหน้าหนาวจัดๆ ต่อไป
เปลี่ยนอโรมาเป็นกลิ่นกุหลาบแล้ว
ปีนี้จุดกลิ่นแซนดัลวูดมาตลอดออทั่มกับหน้าหนาว
จนห้องมีกลิ่นคล้ายๆ วิหารอะไรซักอย่าง ขลังไปอีกแบบ 55
พอเปลี่ยนเป็นกุหลาบ เลยรู้สึกเบาโล่งโปร่งสบายขึ้นมากทีเดียว
ค้นพบอีกอย่างว่า ชอบกลิ่นกุหลาบของ Beaux Art มากกว่า MUJI ละ
นึกถึงบรรยากาศบ้านเก่าที่โตเกียวเลย ตอนนั้นใช้แต่ของ Beaux Art
ดอกไม้
คาร์เนชั่นมาแล้ว เต็มไปหมดทุกร้านเลย รู้สึกได้ถึงความสปริงหน่อยๆ
เลือกคาร์เนชั่นสีชมพูอ่อนมา
เอามาคู่กับสต็อค สีงาช้าง นวลๆ สวยดี สีเหมือนกลีบดอกลั่นทม
เล่นสีสปริ๊งสปริงตั้งแต่เดือนหนึ่งอย่างนี้ เดือนต่อๆ ไปจะทำไงเนี่ย
แต่เดือนหน้ากะว่าคงเป็นซุยเซน นาร์ซิสซัส ดอกหลงตัวเอง 55
ดอกไม้ประจำเดือนสอง แต่ตอนนี้ก็ออกมากันเต็มร้านแล้วอะนะ
(สงสัยมานานแล้วว่าซุยเซนนี่มีชื่อไทยมั้ย หรือต้องเรียกทับศัพท์อังกริดหว่า)
ตอนค่ำจะเอารูปที่ไปเที่ยวตอนปีใหม่ในกล้องลงคอมพอดี
ก่อนเอาลงเลยถ่ายดอกไม้วันนี้แถมมาด้วย
อธิบายพร็อพรอบข้างก่อน
มีตะเกียงอโรมา จุดรมห้องไว้
ตะกร้าส้ม หยิบมาจากในครัว
และแก้วชา เทนจะ ที่ตอนนี้กำลังมาเนียคสุดริด อร่อยมั่กๆ
ว่าแล้วก็มานั่งหนาวงั่กๆ
วันนี้โกเบอุณหภูมิต่ำสุด ณ ตอนนี้ 1 องศา ลมแรงสุดขีด
นั่งจิบชาหวานๆ ในห้องกลิ่นกุหลาบ กับดอกไม้สีสปริ๊งสปริง
และเริ่มสำนึก..
ว่ามันไม่ค่อยจะเข้ากะเวลาหนาวดับจิตอย่างนี้เลย
พลาดซะแล้ว..
10/12/2007 陽のあたる坂道・Hi no ataru sakamichi
8/12/2007 Towa ni tomo niby コブクロ
作詞:小渕健太郎 作曲:小渕健太郎 心が今とても 穏やかなのは この日を迎えられた意味を 何よりも尊く感じているから
特別なことなど何もない ただ いつもより少し シャンとした服を着てるだけ 君はとても綺麗だよ 何かといつも忙しく まだまだ想い出は多くないけど やっとここから踏み出せる未来 始まりの鐘が 今 この街に響き渡る 共に歩き 共に探し 共に笑い 共に誓い 共に感じ 共に選び 共に泣き 共に背負い 共に抱き 共に迷い 共に築き 共に願い そんな日々を描きながら・・・ 気付かぬ間に二人 似たもの同士 仕草も笑い顔も そこに生まれくる命には 何よりも尊い 二つの光を ぶつかり合うときも来るさ 綺麗なことばかりじゃないだろうから 全てを君と越えてゆくと決めた 始まりの鐘の音を いつまでも忘れない 共に歩き 共に探し 共に笑い 共に誓い 共に感じ 共に選び 共に泣き 共に背負い 共に抱き 共に迷い 共に築き 共に願い そんな日々を描きながら・・・ 偶然という名の運命 そんな出逢いだからこそ 何気ない瞬間を 今日からは かけがえのない瞬間に 共に歩き 共に探し 共に笑い 共に誓い 共に感じ 共に選び 共に泣き 共に背負い 共に抱き 共に迷い 共に築き 共に願い ささやかな幸せが 木漏れ日のように やわらかに降り注ぐ そんな日々を描きながら・・・ いつの日も どんなときも ช่วงนี้เขียนบล็อกไม่ได้ ไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่
ฉะนั้นขอเอาแต่เพลงที่โดนๆ สื่อๆ ในแต่ละวัน มาลงไปพลางๆ ละกัน
ขอไม่อธิบายอะไรมากนะ เป็นช่วงสติหลุดจริงๆ
แต่เพลงนี้ให้แมว
เป็นเพลงที่ไม่เศร้า แต่ฟังแล้วร้องไห้ได้อ่ะ
ทำให้เข้าใจว่า ร้องไห้เพราะเต็มตื้น เพราะเป็นสุข มันมีจริงๆ
ชอบเนื้อเพลงที่สุด
นอกเหนือจากที่ชอบคนร้องและดนตรีอยู่แล้ว
ขอบคุณนะ คุณแมว
ที่ทำให้เราฟังเพลงนี้แล้วร้องไห้ได้
ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ
ปอลอ
เคยฟังจากเคาท์ดาวน์ทีวีว่า
มันเป็นเพลงที่คนยี่ปุ่นนิยมเปิดในงานแต่งงานเป็นอันดับ 3 ละ
รองจาก can you celebrate ของ amuro
กับอีกเพลงอะไรจำไม่ได้แล้ว
เอาไว้งานเราจะเปิดบ้าง ชอบจิงๆ
และจะแถม Be with you ของ Glay ให้ด้วย ชอบจิงๆ อีกเพลง
^^
4/12/2007 let it beWhen I find myself in times of trouble,
mother Mary comes to me,
speaking words of wisdom, let it be. And in my hour of darkness
she is standing right in front of me,
speaking words of wisdom, let it be. Let it be, let it be, let it be, let it be. Whisper words of wisdom, let it be. And when the broken hearted people living in the world agree,
there will be an answer, let it be. For though they may be parted
there is still a chance that they will see,
there will be an answer.. ..let it be..
Let it be, let it be, ..... And when the night is cloudy, there is still a light that shines on me,
shine until tomorrow, let it be. I wake up to the sound of music, mother Mary comes to me,
speaking words of wisdom, let it be. Let it be, let it be, ..... there will be an answer ..let it be..
29/11/2007 4 ก้าว7 วันที่ผ่านมาเป็นอาทิตย์ที่โหดร้ายที่สุด แต่ก็ดีที่สุดอีกเหมือนกัน
ทำให้รู้ว่าการก้าวเดิน บางทีก็ไม่ยากอย่างที่คิด
มันยากตอนจะเริ่มก้าวน่ะแหละ ทำยังไงถึงจะง้างเท้าให้ย่างก้าวได้
แต่พอมันก้าวไปได้ก้าวนึง มันก็ก้าวต่อได้เองแหละ ใช่มะ
วันนี้เดินมาได้ 3 ก้าวแล้ว
เป็นก้าวที่ยากที่สุด แต่ก็จำเป็นที่สุดอีกเหมือนกัน
ผ่านมาได้ด้วยดี จนรู้สึกว่า รู้งี้ก้าวซะนานแล้ว
ความลังเล จะก้าวไม่ก้าวดี จะก้าวยังไงดี นี่แหละ ที่ทรมาน
ตอนลังเลมันโคตรไม่มีความสุขเลย เครียดเป็นบ้า
แต่พอตัดสินใจก้าวได้ มันก็สบายใจขึ้นเยอะ
โล่งไปเยอะเลย
เหลืออีกก้าวนึง คงต้องก้าวเร็วๆ นี้
คิดว่าอยากกว่าทั้ง 3 ก้าวที่ก้าวมาทั้งหมดอย่างยากลำบากใน 7 วันนี้
แต่ก็คิดอีกว่าถ้าก้าว ก้าวที่ 4 นี้ได้เมื่อไหร่
ก้าวต่อๆ ไปจะเดินได้อย่างราบเรียบและรวดเร็วกว่าที่เคยมากทีเดียว
รอลุ้นให้ก้าวที่ 4 ได้สำเร็จก็แล้วกัน
ขอบคุณทุกคนที่ทั้งผลัก ทั้งดัน ทั้งฉุดกระชากลากถูให้ก้าวซะที
ไม่งั้นมันก็จมอยู่ในปลักอย่างนั้นแหละ
จนเกือบจะลืมวิธีก้าวไปแล้ว
ถ้าก้าวที่ 4 สำเร็จเมื่อไหร่
ต่อไปนี้ก็แค่เดินไปตามทางที่ควรจะเดิน แค่นั้นเอง
แล้วก็เพิ่งรู้ว่าการมีเพื่อนเดิน มันดีอย่างนี้เอง
ถ้าต้องเดินคนเดียว เดินไม่ไหวเด็ดขาด
ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ
อยากให้ถึงเดือนหน้าเร็วๆ จัง
22/11/2007 Thank youThank You/ Kavana
Everybody's going home,
It's time again to say goodbye, And I wanna say thank you for being there.. I know the time is getting late, And I don't wanna keep you here, The time has come for me To show you how much I really care.. Friends come and gone, But we've been through it all together, And time goes to show I owe it all to you.. Another year has come around, And I'm so lucky that I ever found you, Thank you, thank you, thank you, baby And everyone that I've ever known,
Could not compare to the love that you've shown, Thank you, thank you, thank you, love.. Through the hard times, you understood, And without you there, I never could have coped with my problems on my own, The years have gone by so fast,
The memories I have will last, Inside my heart forever now.. And friends come and gone, But people like you are hard to find, And time just goes to show, I wouldn't change a thing.. I've always known how lucky I am to have you here beside me so before you go, I wanna say, Thank you, my baby, thank you.. Thank you, thank you, thank you, baby.. And friends come and go, But we've been through it all together, And time just goes to show I owe it all to you.. You... You... ถึงเธอคนเดิม
ขอบคุณนะ ขอบคุณจริงๆ
ในวันที่มืดที่สุดอย่างนี้ ฉันเชื่อเสมอว่าเธอคือคนที่เข้าใจกันที่สุด
เพราะเราต่างก็ผ่านอะไรมาเหมือนๆ กัน
ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้ว่าฉันไม่ได้คิดไปเองคนเดียว
ขอบคุณที่ยังเข้าใจกัน อาจจะมากกว่าที่ฉันเข้าใจตัวเองซะอีก
ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า ฉันยังมีเธอคนเดิมเสมอ แม้อยู่ไกล ณ ขอบฟ้านั้น
ขอบคุณที่ยังมีคำตอบให้ทุกคำถามของฉันเหมือนเดิม แม้ว่ามันจะซ้ำซาก
ขอบคุณที่ยังเรียกฉันด้วยคำเดิม และแทนตัวเธอเองด้วยคำเดิม
ขอบคุณสำหรับเวลาเกือบสองชั่วโมง ที่เธอควรจะได้พักผ่อนกับเพื่อนๆ
ขอบคุณที่อุตส่าห์ยุติความสนุกสนานของเธอ มาฟังเรื่องไร้สาระของฉัน
ขอบคุณที่รับฟัง ขอบคุณสำหรับกำลังใจ
ขอบคุณสำหรับทุกคำ ทั้งด่า ว่า บ่น ปลอบ แซว ล้อเลียน ประชด
เธอยังทำได้ดีทุกอย่างเหมือนเดิม
ไม่ได้คุยกันจริงจังแบบนี้มากี่ปีแล้วนะ ตั้งแต่หน้าร้อนปี 2000 ใช่ไหม
ตอนนั้นเธอมีปัญหา ปัญหาเหมือนๆ กันนี่แหละ แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจมันดี
วันนั้นฉันได้แต่รับฟัง กับให้กำลังใจได้แค่ว่า เธอต้องทำได้สิ เธอเก่งอยู่แล้ว
คำที่ฉันไม่เคยคิดเลยว่า เมื่อได้ยินกับตัวเอง ในวันที่ทำอะไรไม่ได้นั้น มันแย่แค่ไหน
ขอโทษที่วันนั้น เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ฉันคงทำให้เธอเครียดมากขึ้น
ถ้าย้อนเวลาได้ ฉันจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น นอกจากคำเดียวกับที่เธอพูดในวันนี้
"เราต้องยอมรับความจริง"
จนวันนี้ ฉันรู้แล้วละ ว่าพอฉันได้เจอปัญหาเดียวกัน ทำไมเธอจึงเข้าใจฉันดี
ความฝันบางอย่าง ที่เราเคยพูดกันไว้ นานแล้วนะ
และเมื่อไม่มีเธอมาย้ำมันให้ฟัง ด้วยถ้อยคำแรงๆ แบบวันนี้ ฉันก็ลืมไปแล้ว
ขอบคุณที่เตือนสติกัน
ขอบคุณที่ทำให้ฉันเข้าใจ ว่าฉันอาจจะไม่ได้เก่งอย่างที่ตัวเองคิด
ไม่สิ ฉันไม่เก่งอย่างที่ตัวเองคิด จริงๆ ซะด้วย
ฉันไม่ได้ทำอะไรได้ทุกอย่างอย่างที่อยากทำ
มันเป็นความจริงที่เจ็บปวดนะ ว่าเราไม่สามารถทำหรือเป็นในสิ่งที่เราคิดว่าเราทำได้ เป็นได้
เหมือนกับที่เธอเคยผ่านมันมา
เธอน่าจะทำได้ แต่เธอก็ทำไม่ได้
เหมือนฉันในวันนี้ ที่น่าจะทำได้ แต่ก็ทำไม่ได้
ณ วันนี้ ฉันถามว่าเธอมีความสุขกับชีวิตไหม
ชีวิตที่เธอเองก็ไม่ได้เลือก แต่มีอะไรบางอย่างขีดเส้นให้เป็นอย่างนี้
ถ้าเธอเลือกเองได้ เธอก็คงไม่เลือกอย่างนี้ ฉันรู้
ฉันเองก็เหมือนกัน
แต่เราสองคน คงเหมือนกันตรงที่มั่นใจเสมอ ว่าตัวเองทำได้
และทุกข์ทนกับความไม่สามารถของตัวเองอันนั้น
เมื่อประจักษ์ว่าเราทำไม่ได้จริงๆ
เธอตอบว่า ไม่หรอก แต่ก็พอทนได้
เธออวดฉันด้วยว่าเธอซื้อรถใหม่แล้วนะ ซีวิครุ่นใหม่เลย
ทั้งที่ปีหน้าจะต้องลงใต้ จะมีเงินผ่อนรึเปล่าก็ไม่รู้
เงินเก็บก็มีไม่เท่าไหร่ อนาคตจะเป็นยังไงก็ไม่รู้
ฉันไม่คิดบ้างหรือว่า เธอเองก็ผิดหวังกับชีวิตตัวเอง
แต่ชีวิต ก็เป็นสิ่งที่ต้องเป็นไป..
ขอบคุณนะที่แนะนำวิธีรักษา
ออกตัวเสียอีกว่าเธอเป็นหมอ พูดในฐานะหมอนะ ไม่ได้ว่าฉัน
ไม่ได้ตั้งใจพูดแรง
คงหักล้างกันได้พอดี กับที่ฉันบอกว่าเธอเป็นคนนอกวงโคจรฉันไงล่ะ
ไม่ได้ตั้งใจพูดแรงเหมือนกัน แต่ฉัน ยังไงก็ยังเป็นฉันน่ะ ไม่ว่าจะกี่ปี
ฉันก็ยังไม่กล้าบอกเธออยู่ดีนั่นแหละ ว่าฉันนึกถึงเธอที่สุด ในเวลาอย่างนี้
ทั้งที่เธอก็ดูจะเอือมระอา เพราะเธอก็รู้อยู่แล้ว ว่าฉันเป็นอย่างนี้
ปากแข็ง เฮฮา ไหลไปเรื่อยๆ อย่างนั้นแหละ
แต่สุดท้ายก็ร้องไห้กับเธอได้ทุกทีไป
มีผู้ชายสามคนในโลกเท่านั้นเองที่ฉันร้องไห้ด้วยได้
นอกจากพ่อ และคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตฉันในอนาคต
ก็มีแต่เธอนี่แหละ..
ที่ฉันไม่เคยมีฟอร์มอะไรได้เลย จนแล้วจนรอด
หรือถึงจะมี เธอก็รู้ทันฉันไปทั้งหมดนั่นแหละ จริงไหม
ขอบคุณที่ยังปล่อยให้ฉันได้วางฟอร์มบ้าง
ก่อนจะกัดแรงๆ เหมือนเดิมว่า อย่าเป็นนางเอกละครช่องเจ็ดนักเลย
ฉันว่าปากเธอจัดขึ้นนะ นี่ถ้าไม่บอกว่ามีโครงการจะแต่งงานตอนอายุสามสิบ
ฉันต้องคิดว่าเธอจะกลายเป็นอะไรแบบพี่หมออ่วมไปอีกคน
ซึ่งฉันก็เคยปฏิญาณไว้แล้วนะ ว่าถ้าเธอสาวไปอีกคน
ฉันจะบวชชีไม่สึกเลย
ขอบคุณที่มานั่งฟังฉันร้องไห้ เพ้อคลั่ง คร่ำครวญในสิ่งที่ตัวเองรู้คำตอบดีอยู่แล้ว
ทั้งที่ฉันก็ไม่เคยคิดหรอกว่า จะต้องมานั่งงอแงกับเธออีก
เมื่อวันเวลามันได้หมุนเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้แล้ว..
ขอบคุณอีกเหมือนกันที่แนะนำวิธีฆ่าตัวตายแบบไม่เจ็บให้
พวกหมอนี่รู้อะไรที่ไม่ควรรู้เยอะจริง อย่าใช้ในทางที่ผิดล่ะ
ขอบคุณที่บอกว่า ที่กล้าบอกวิธีนี้แก่ฉัน เพราะรู้จักฉันดี ว่าฉันจะไม่ทำแน่ๆ
ขอบคุณที่เชื่อมั่นในความเข้มแข็ง ที่ฉันเองก็ชักไม่เชื่อในตัวเองแล้วสิ
ขอบคุณที่ทำให้รู้ตัวสักทีว่า ฉันไม่ได้รักเธอ
อย่างน้อยก็ไม่ได้รักอย่างรุนแรงและเรียกร้องอย่างเมื่อก่อนนั้น
แต่ฉันยังคงผูกพันกับเธอ คงเพราะความเหมือนกันบางอย่างของเรา
ที่ทำให้ฉันอยากจะคุยกับเธอเสมอ ยามที่รู้สึกย่ำแย่ แบบนี้
ไม่ใช่เพราะความคิดถึง โหยหา อาวรณ์ อย่างที่เคยเป็นเมื่อสิบปีที่แล้ว
แต่เป็นความอยากพูด อยากระบาย อยากได้ยินเสียงหนึ่งที่ได้ยินแล้วสบายใจ
อยากให้ใครคนหนึ่ง ที่ฉันเชื่อมั่นว่าจะเข้าใจฉันได้โดยไม่ต้องอธิบายอะไรเลย
มาดุ ด่า ว่า ขู่ ปลอบ แซว กัด สั่งสอน เหมือนในวันก่อน
ฉันคงต้องผ่านมันไปให้ได้เอง เหมือนที่เธอบอกว่า เธอเองก็ผ่านมันมาได้เอง
โดยไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีใครเข้าถึงความรู้สึกทั้งหมดในใจเธอ แม้แต่ฉัน
เธอบอกว่า วันนั้น เธอไม่เข้าป่าไปบวชไม่สึกก็บุญแล้ว
ตอนนั้นมันอยากทำอย่างนั้นจริงๆ
เข้าใจนะ ฉันเองในวันนี้ ก็รู้สึกไม่ต่างกัน
และขอโทษมากๆ ที่ในวันนั้น ฉัน คนที่หัวใจบอกว่ารักเธอเหลือเกิน
กลับทำอะไรเพื่อเธอไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียว
แต่เธอเองในวันนี้ ในวันที่เราสองคนเหลือเพียงคำว่าเพื่อนเก่าที่ห่างเหิน
เธอกลับทำอะไรเพื่อฉันได้มากเหลือเกิน
อย่างน้อยฉันก็รู้สึกเช่นนั้น
วันนี้ ฉันบอกว่าเธอเก่งนะ ที่ผ่านมันมาได้ ใช่..เธอเก่งเสมอ สำหรับฉัน
เธอหัวเราะ แล้วบอกว่าฉันต่างหากที่เก่งเสมอ สำหรับเธอ
ฉันมาถึงวันนี้ได้ ทำไมฉันไม่นึกว่าตัวเองเก่งบ้าง
ก็คงเหมือนกับเธอละมั้ง ที่ไม่ยักคิดว่าตัวเองเก่ง
ทั้งที่เธอน่ะเก่งจริงๆ รู้ไหม
ขอบคุณ ขอบคุณจริงๆ
ขอบคุณ ขอบคุณในทุกๆ อย่าง
ขอบคุณจากใจ
และขอโทษที่ทำให้ต้องมาไม่สบายใจไปด้วย
ทั้งที่ภาระหน้าที่ของเธอก็เยอะอยู่แล้ว
ถ้าฉันผ่านวันนี้ไปได้
ฉันจะรายงานเธออีกที อย่างที่ฉันบอกนั่นแหละ
หวังว่าคงได้รายงานเธอด้วยรอยยิ้ม ไม่ใช่หยดน้ำตาเหมือนในวันนี้
ขอบคุณ ขอบคุณ
ขอบคุณที่ทำให้รู้สึกว่า คนที่เข้าใจเราด้วยคำๆ เดียวเมื่อเริ่มพูดกัน
แม้จะไม่ได้เห็นหน้า โดยไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น
คนๆ นั้นมีอยู่จริง..
ขอบคุณนะ
ฉันรักเธอ คำนี้ฉันกล้าพูดแล้วละ
แม้จะไม่เคยกล้าเลย ตลอดสิบเอ็ดปีที่เรารู้จักกันมา
เมื่อในวันนี้ฉันรักเธอจริงๆ และไม่เห็นมีฟอร์มอะไรที่ต้องวางกันอีก
ฉันรักเธอจริงๆ
ในฐานะคนที่เข้าใจถึงทั้งหมดในความรู้สึกฉันที่สุด
ขอบคุณ
และหวังเหลือเกินว่า เมื่อเราได้เจอกันอีกครั้ง จะเมื่อไรก็ตาม
ฉันจะมองเธอได้เต็มตา และยิ้มให้เธอได้อย่างเต็มหัวใจ
ขอบคุณ
21/11/2007 วูบหนึ่งในคืนเหงา(ช่วงนี้ชื่อบล็อกหวิวๆ ไหวๆ แหววๆ ชอบกล แอบคลื่นไส้ตัวเองนิดหน่อย อึ๋ยยย)
วันนี้ขุดกรุเพลงไทยที่คุณเพื่อนทั้งหลายส่งมาให้ แล้วได้ฟังบ้างยังไม่ได้ฟังบ้าง
ฟังไว้ครึ่งเพลง ค่อนเพลง เสี้ยวเพลง หรือรอบเดียวยังไม่มีเวลาฟังซ้ำบ้าง
เพราะมันส่งกันทีละหลายเพลง กระหน่ำซัมเมอร์เซลมาก ฟังไม่ทันอ่ะ
นี่นั่งฟังมาค่อนคืนยังไม่หมดเลย
คือ เพลงไทยนี่เราเอาท์มากๆ อ่ะ หนักกว่าเพลงฝรั่ง
(เพราะเพลงฝรั่งยังพอมีอัพเดทบ้างจากการไปคาราโอเกะ 55)
วันนี้ชอบหลายๆ เพลง
ที่ขำมากคือ วันทอง ของ นานา ถูกใจมาก ฟังแล้วฮาโคตร 555
เพิ่งเข้าใจว่าเพื่อนมันส่งมาให้ทำไม
เพราะวันนั้นคุยกันเรื่องมันจะไปงานแต่งงาน แล้วเราใช้ให้มันถ่ายรูปหนุ่มที่เราเคยปลื้มมาให้หน่อย
เลยส่งเพลงนี้มาด่ากันเลยนะเพื่อน เจ็บมาก 555
ส่วน ไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ เคยบ้าอยู่พักนึง (แบบไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่มันโดน)
วันนี้ต้องเอามาฟังอีกรอบ เพราะสาระแนเอามาแซว เป็น ไม่รู้จักกันก็ดีนะ
ขำสุดยอดดดดด 555
เนื้อเพลง คิดไปได้ "หากฉันได้เจอแพนเค้กสักนิด และพบหยาดทิพย์ผู้เป็นนิรันดร์"
แถมตรงผู้หญิงร้อง หนักเข้าไปอีก ทำไปได้
(จริงๆ เสียงคนร้องแอบเพราะนะน่ะ)
"ได้เว่ากับเคนและโดมจั๊กน้อย ชีวิตของข้อยสิเป็นนิรันดร" 555555
และจากการหาเอ็มวีนี้ในยูทูบ เลยได้เจอ เวอจิ้นฮิต เวอร์ชั่นพี่หอยแถมมาด้วย
ขำโคดดดดดด 55555
เพลงประกอบหนัง รักแห่งสยาม กันและกัน ก็สุดยอดเรย ชอบๆ
อยากดูหนังจังเลย น้องมาริโอ้ น่ารักน่าทนุถนอมมากๆ กรี๊ดค่ะ
เป็นผู้ชายที่หัวเกรียนแล้วยังหล่อได้ เทพจริงๆ
อยากดักตีหัวเอาไปเลี้ยงดู ป้อนข้าวป้อนนมที่บ้านที่สุด
(ช่วงนี้หนาว เลยรักเด็กเป็นพิเศษ อ๊ากกกก >_< )
ส่วนที่วันนี้โดนเป็นพิเศษคือ วูบหนึ่งในคืนเหงา ของหมอโอ๊ค
เพิ่งได้ฟังชัดๆ เสียงหมอโอ๊คนี่หวิวๆ โหยๆ บีบคั้นดีเนอะ ชอบ
ฟังแล้วได้อารมณ์ เศร้า เหงา ใจหวิวๆ ตามไปด้วยเลย T T
เนื้อเพลงล่อแหลมนิดๆ แต่โดนๆ ยังไงบอกไม่ถูก แอบอิน
ชั่ววูบหนึ่งในคืนเหงา อาจจะทำให้เราต้องเสียใจ
คนของฉันต้องร้องไห้ คนของเธอต้องปวดร้าว
ฉันกลัว.. แค่วูบเดียวในคืนเหงา
จะทำให้ใจต้องเหน็บหนาว และทุกข์ทนไปอีกนาน
อื้อหืออออ ฟังแล้วจะขาดใจ >__<
มันเป็นอารมณ์ที่ทั้งเหงา ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งกล้า ทั้งกลัว หลายอย่างจริงๆ
เหมือนเมาเหล้า ถ้ายังไม่สร่างก็ไม่สามารถหลุดออกไปได้ ทั้งที่อยากจะหลุด
น่ากลัว
เด๋วนี้เพลงไทยมีเนื้อหาแบบนี้เยอะเนอะ ได้ยินหลายเพลงแล้ว
มือที่สามก็มีความรู้สึก ก็มี แค่เจ้าชู้ ก็มี อย่าง ไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ นี่ก็ใช่
มันคงเป็นไปตามยุคสมัยและกระแสสังคมอะนะ
มันคงโดนใจใครอีกหลายๆ คนเลยละ วูบหนึ่งในคืนเหงา เนี่ย
จริงมะ..
(หาแนวร่วม เหอๆ)
ปล.แต่ให้ตายเหอะ ไม่ชอบเอ็มวีที่มีคนมานั่งร้องแบบนี้เลยอ่ะ - -*
ถึงหมอโอ๊คจะหล่อเอามากๆ ก็เถอะ มันดูบ๊านบ้าน ที่มานั่งร้องเฉยๆ อย่างงี้อ่ะ
ปล2. หมอโอ๊คนี่หน้าเหมือนคนที่เราเคยปลื้มสองคนรวมกันเลยอ่ะ
และขณะนี้ทั้งสองคนนั้น ต่างก็มีแฟนเป็นผู้ชายกันไปหมดแล้วค่ะ T T
แล้วพี่หมอแกจะรอดหรอคะ...
เรื่องมันเศร้าจริงๆ ฮือออออ TT______TT
17/11/2007 กลีบดอกไม้ในสายน้ำอาถรรพ์คืนวันศุกร์ หล่อนนั่งถ่างตาเขียนเรื่องสั้นอีกแล้นค่ะ
เนื่องจากน้องโจตกรอบมาสเต้อคัพ (จริงๆ ตกตั้งกะวันอังคารแร้ว ฮืออออ)
เศร้า เครียด กินเหล้า T T
เอ๊ยม่ายช่ายยยยย
เพราะน้องโจแท้ๆ ทำให้เขียนได้อีกเรื่อง T T
(โคตรไม่เกี่ยว แต่ก็อาจจะเกี่ยวนะ)
แบบว่าพระเอกเรื่องนี้หน้าตาคล้ายๆ น้องโจเลยอ่ะ..
แอร๊ยยยยย
เด๋วว่างๆ ต้องมาเขียนบล็อกเครซี่อินน้องโจซะหน่อยแล้ว
เอาไว้ว่างๆ ก่อง..
ลิงค์จ้า
10/11/2007 ฤดูหัวใจของขึ้น อยากเขียนหนังสืออย่างระงับไม่อยู่ แฮ่ๆ
แต่ไม่ค่อยล่ายหล่างใจเลย คงต้องฝึกเขียนบ่อยๆ ซะแล้ว T T
ไหนๆ ก็เอาไปลงพันติ๊ปแล้ว ก็เอาลงบล็อกตัวเองด้วยเลยรึกัน เนอะ
แต่เนื่องจากขี้เกียจก็อปไมค์ เอ๊ย ก็อปเพสต์
ฉะนั้นเอาลิงค์ไปรึกันนะค้า
7/11/2007 สุภาษิตสอนหญิงเคยเรียนกันใช่ป่าว
ตอนม.4 จำได้ว่าเคยมีหนังสือรวมผลงานของสุนทรภู่เล่มนึง อยู่ในรายการหนังสือเรียนนี่แหละ
รู้สึกจะใช้ประกอบการเรียนในวิชาภาษาไทย แต่เรายังไม่ได้ใช้ ก็มานี่ซะก่อน เสียดายมาก
แต่หนังสือเล่มนี้ยังอยู่ กลับไทยไปบางทียังเอามานั่งอ่าน ชอบมากๆ
ช่วงนี้มีอะไรบางอย่างที่ทำให้นึกถึงผลงานชิ้นนี้ของสุนทรภู่ขึ้นมาอย่างแรง
เลยไปหามาอ่านแบบเต็มๆ
และทำให้รู้สึกทึ่งขึ้นมาว่า คำสอนของท่านไม่เคยล้าสมัยเลย
มันยังคงเป็นจริง และยังคงใช้ได้จริงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย
อยากให้ผู้หญิงสมัยนี้ได้อ่านกันเยอะๆ และบ่อยๆ (รวมตัวเองด้วย 55)
เราว่ามันช่วยเตือนสติ ทำให้สำรวมกายวาจาใจได้ดีเลยทีเดียว
บางอย่างอ่านแล้วมันก็อึ้งๆ อยู่เหมือนกัน
คือมันใช้สอนคนสมัยนี้ได้เป๊ะๆ เลยโดยไม่ต้องเปลี่ยนคำพูด
จะว่าไป สาวๆ สมัยก่อนนี่ก็คงใช่ย่อย
คงมีคนแรงๆ ไม่แพ้สมัยนี้หรอก ไม่งั้นท่านภู่จะต้องมานั่งสอนอย่างนี้เหรอ ใช่มะ
แต่สมัยนี้คนแรงๆ บางจำพวกก็จะกลายเป็นน่ารัก ป๊อปปูลาร์ ไปซะแล้ว
รูปแบบของกุลสตรีที่สงบเสงี่ยมก็กลายเป็นยัยเฉิ่ม ยัยป้า น่าเบื่อหน่าย
ก็เป็นไปตามยุคสมัยอะนะ มีอินมันก็ต้องมีเอาท์ เป็นธรรมดา
อย่างจะให้มานั่งกราบสามีก่อนนอนทุกวันนี่ก็ไม่ไหวนะ สามีสมัยนี้มันน่ากราบตายแหละ
แต่คำสอนส่วนใหญ่ เราก็ยังว่ามันไม่เอาท์น่ะ ไม่ว่าจะอีกกี่ร้อยปี
ไม่ว่าผู้หญิงจะลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิอีกเท่าไหร่ (โดยไม่ยอมทำหน้าที่ อย่างที่ชอบโดนค่อนแคะ)
แต่ยังไงซะ คุณสมบัติของผู้หญิงที่ดี ก็ยังคงเป็นตามที่ท่านภู่สอนไว้นี่แหละ
ลึกๆ เราทุกคนก็นิยมและคาดหวังอย่างนี้กันทั้งนั้น เหมือนที่รู้ว่าอะไรคือความดี อะไรคือความเลว
อะไรคือสีขาว อะไรคือสีดำ
เพียงแต่บางช่วงสีดำมันก็ "อิน" มากกว่าสีขาวน่ะ
อีกอย่างนะ บางที สีเทา มันก็สวยดีเหมือนกัน ว่าปะ
เอามาให้อ่านบางตอนที่เด็ดๆ ก็แล้วกัน สาวๆ สมัยใหม่อ่านแล้วอย่าสะอึกกันล่ะ
(คือข้าพเจ้าก็แอบสะอึกเหมือนกัน แหะๆ)
ผู้ใดเกิดเป็นสตรีอันมีศักดิ์
บำรุงรักกายไว้ให้เป็นผล สงวนงามตามระบอบให้ชอบกล จึงจะพ้นภัยพาลการนินทา เป็นสาวแซ่แร่รวยสวยสะอาด
ก็หมายหมาดเหมือนมณีอันมีค่า แม้แตกร้าวรานร่อยถอยราคา ก็จะพาค่าหายจากกายนาง อันตัวต่ำแล้วอย่าทำให้กายสูง ดูเยี่ยงยูงแววยังมีที่วงหาง ค่อยเสงี่ยมเจียมใจจะไว้วาง ให้ต้องอย่างกิริยาเป็นนารี ให้สมควรรับพักตร์ตามศักดิ์ศรี จะผัดหน้าทาแป้งแต่งอินทรีย์
ดูฉวีผิวเนื้ออย่าเหลือเกิน
จะเก็บไรไว้ผมให้สมพักตร์
บำรุงศักดิ์ตามศรีมิให้เขิน เป็นสุภาพราบเรียบแลเจริญ คงมีผู้สรรเสริญอนงค์ทรง ใครเห็นน้องต้องนิยมชมไม่ขาด
ว่าฉลาดแต่งร่างเหมือนอย่างหงส์ ถึงรูปงามทรามสงวนนวลนงค์ ไม่รู้จักแต่งทรงก็เสียงาม ประการหนึ่งซึ่งจะเดินดำเนินขาด
ค่อยเยื้องยาตรยกย่างไปกลางสนาม อย่าไกวแขนสุดแขนเขาห้ามปราม เสงี่ยมงามสงวนไว้แต่ในที อย่าเดินกรายย้ายอกยกผ้าห่ม
อย่าเสยผมกลางทางหว่างวิถี อย่าพูดเพ้อเจ้อไปไม่สู้ดี เหย้าเรือนมีกลับมาจึ่งหารือ ให้กำหนดจดจำแต่คำชอบ
ผิดระบอบแบบกระบวนอย่าควรถือ อย่านุ่งผ้าพกใหญ่ใต้สะดือ
เขาจะลือว่าเล่นไม่เห็นควร อย่าลืมตัวมัวเดินให้เพลินจิต
ระวังปิดปกป้องของสงวน เป็นนารีที่อายหลายกระบวน
จงสงวนศักดิ์สง่าอย่าให้อาย อนึ่งเนตรอย่าสังเกตให้เกินนัก จงรู้จักอาการประมาณหมาย แม้นประสบพบเหล่าเจ้าผู้ชาย อย่าชม้ายทำชม้อยตะบอยแล อันนัยน์ตาพาตัวให้มัวหมอง
เหมือนทำนองแนะออกบอกกระแส จริงไม่จริงเขาก็เอาไปเล่าแซ่ คนรังแกมันก็ว่านัยน์ตาคม อันที่จริงหญิงกับชายย่อมหมายรัก
มิใช่จักตัดทางที่สร้างสม แม้นจักรักรักไว้ในอารมณ์ อย่ารักชมนอกหน้าเป็นราคี ดั่งพฤกษาต้องวายุพัดโบก เขยื้อนโยกก็แต่กิ่งไม่ทิ้งที่ จงยับยั้งชั่งใจเสียให้ดี เหมือนจามรีรู้จักรักษากาย อันตัวนางเปรียบอย่างปทุเมศ
พึ่งประเวศผุดพ้นชลสาย หอมผกาเกสรขจรจาย มิได้วายภุมรินถวิลปอง ครั้นได้ชมสมจิตพิศวาส
ก็นิราศแรมจรัลผันผยอง
ไม่อยู่เฝ้าเคล้ารสเที่ยวลดลอง ดูทำนองใจชายก็คล้ายกัน แม้นชายใดใจประสงค์มาหลงรัก
ให้รู้จักเชิงชายที่หมายมั่น อันความรักของชายนี้หลายชั้น เขาว่ารักรักนั้นประการใด จงพินิจพิศดูให้รู้แน่ อย่าทำแต่ใจเร็วจะเหลวไหล เปรียบเหมือนคิดปริศนาอย่าไว้ใจ มันมักไพล่แพลงขุมเป็นหลุมพราง มันชั่วมากนะอนงค์อย่าหลงใหล คนสูบฝิ่นกินสุราพาจัญไร แม้นหญิงใดร่วมห้องจะต้องจน มักเบียดเบียนมีทางประดาเสีย เหมือนเลี้ยงเหี้ยอัปรีย์ไม่มีผล ไม่ทำมาหากินจนสิ้นตน แล้วซุกซนตีชิงเที่ยววิ่งราว อันคำคมลมบุรุษนั้นสุดกล้า
เขาย่อมว่ารสลิ้นนั้นกินหวาน จงระวังตั้งมั่นในสันดาน อย่าลนลานหลงระเริงด้วยเชิงชาย เขารักจริงให้สู่ขอกับพ่อแม่
อย่าวิ่งแร่หลงงามไปตามง่าย เขาไม่เลื้ยงไล่ขับจะอับอาย ต้องเป็นหม้ายอยู่กับบ้านประจานตน จงรักนวลสงวนงามห้ามใจไว้
อย่าหลงใหลจำคำที่พร่ำสอน คิดถึงหน้าบิดาและมารดร อย่ารีบร้อนเร็วนักมักไม่ดี เมื่อสุกงอมหอมหวานจึงควรหล่น
อยู่กับต้นอย่าให้พรากไปจากที่ อย่าชิงสุกก่อนห่ามไม่งามดี เมื่อบุญมีคงจะมาอย่าปรารมภ์ อย่าคิดเลยคู่เชยคงหาได้
อุตส่าห์ทำลำไพ่เก็บประสม อย่าเกียจคร้านการสตรีจงนิยม จะอุดมสินทรัพย์ไม่อับจน
เมื่อเหนื่อยอ่อนนอนหลับอยู่กับบ้าน
อย่าเที่ยวพล่านพูดผลอประจ๋อประแจ๋ อะไรฉาวกราวเกรียวอย่างเหลียวแล ฟังให้แน่เนื้อความค่อยถามกัน ระวังดูเรือนเหย้าและข้าวของ
จะบกพร่องอะไรที่ไหนนั่น เห็นไม่มีแล้วอย่าอ้างว่าช่างมัน จงผ่อนผันเก็บเล็มให้เต็มลง จะพูดจาปราศรัยกับใครนั้น
อย่าตะคั้นตะคอกให้เคืองหู ไม่ควรพูดอื้ออึงขึ้นมึงกู คนจะหลู่ล่วงลามไม่ขามใจ ถึงชายใดเขาพอใจมาพูดเกี้ยว
อย่าโกรธเกี้ยวโกรธาว่าหยาบหยาม เมื่อไม่ชอบก็อย่าตอบเนื้อความตาม มันจะลามเล่นเลยเหมือนเคยเป็น อย่าจับปลาสองหัตถ์จะพลัดพลาด จับให้คงลงให้ขาดว่าเป็นผัว จึงนับว่าคนดีไม่มีมัว ถ้าชายชั่วร้ายไปมิใช่ชาย พอก่อนเนอะ ยาวเกินไปแล้ว ใครสนใจไปอ่านต่อเต็มๆ ได้ ที่นี่ ค่ะ
แต่เราว่ามันเด็ดทุกบทเลยอ่ะ โดนๆ ทั้งนั้น อ่านแล้วอยากปรับปรุงตัว ^ ^ ''
แล้วก็เพราะจัง เป็นคำง่ายๆ เข้าใจง่าย แต่เอามาผูกกันได้ไพเราะจริงๆ
ไอ้แมวยังบอกอ่านแล้วน้ำตาร่วงเลย ไม่รู้มันประชดป่าว 55
ส่วนตัวชอบบทนี้สุด เพราะมีแนวโน้มว่าจะทำไม่ค่อยได้ ถนัดแบบวีนแตกมากกว่า
ตอนเด็กๆ แม่กับตาก็ชอบเอาบทนี้ตอนต้นๆ มาสอน ก็กระโดกกระเดกเหลือเกินนี่
(ซึ่งก็ไร้ผล 555)
สงสัยต้องคัดบทนี้ตัวโตๆ แปะผนังไว้เตือนใจ ท่าจะดี
เกิดเป็นหญิงให้เห็นว่าเป็นหญิง
อย่าทอดทิ้งกริยาอัชฌาสัย
เป็นหญิงครึ่งชายครึ่งอย่าพึงใจ ใครเขาไม่สรรเสริญเมินอารมณ์
แม้นผัวเดือดเจ้าจงดับระงับไว้ อย่าพอใจขึ้นเสียงเถียงประสม
เขาเป็นไฟเราเป็นน้ำค่อยพรำพรม แม้นระดมขึ้นทั้งคู่จะวู่วาม
อันโมโหโทโสไม่อดได้
ความในใจก็จะดังออกกลางสนาม
ที่ชาวบ้านท่านไม่รู้จะรู้ความ อย่าทำตามใจนักมักจะเคย
เอาใจผัวผัวจะรักเจ้าหนักหนา หมั่นนำพาการเรือนอย่าเชือนเฉย
แม้นผัวทุกข์ขุกไข้ไม่เสบย อย่าวายเวยลามลวนให้กวนใจ
จงแย้มสรวลชวนปลอบให้ชอบชื่น เห็นเริงรื่นหัทยาจึงปราศรัย
ค่อยถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงฤทัย แม้นสิ่งไรเขาไม่ชื่นอย่าขืนทำ จะพูดจาสารพัดประหยัดปาก
อย่าพูดมากเติมต่อซึ่งข้อขำ
ความสิ่งไรในจิตจงปิดงำ อย่าควรนำแนะออกไปนอกเรือน
24/10/2007 เรื่องกินเรื่องใหญ่เรื่องตายเรื่องกลาง เรื่องตะรางเรื่องเล็ก
ไม่ใช่และ 555
ว่างจัด นั่งเปิดโฟลเดอร์รูปเก่าๆ สมัยพระเจ้าเหายังไม่เกิด
เจอโฟลเดอร์ที่ลืมไปแล้วว่าเคยมีด้วย ง่ะ - -*
มันคือโฟลเดอร์รูปอาหารที่ทำเอง และเคยถ่ายเก็บไว้ค่ะ !! โอ้วววว พระเจ้าจอร์จ
ลืมไปแล้วนะเนี่ย ว่าเราเคยให้ความสำคัญกับการกินและสุขภาพมากขนาดนั้น
สมัยก่อนตอนว่างๆ สมัยที่ยังไม่ประสบชะตากรรมรากงอกในแล็บแบบนี้
ชอบไปกว้านซื้อหมูเห็ดเป็ดไก่มาทำอะไรกินอย่างอลังการงานสร้างสุดๆ
อาหารไทยนี่อยากกินอะไร สามารถดิ้นรนหาทางทำกินได้ทุกอย่างแล้ว
กระทั่งก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ซุปหน่อไม้ เต้าเจี้ยวหลน ทำได้หมดแล้วค่ะ
อินี่ความพยายามมันสูงจริงๆ ค่ะ ตะเกียกตะกายเหลือเกินนนนนนนน -*-
บ้างครั้งก็เป็นการโชว์พาว ทำให้เพื่อนในสาขา กับเพื่อนในชมรมกิน
ซึ่งก็พากันติดใจ จนไม่กล้าเมืองไทยไปตามๆ กัน 555
(ฉะนั้นขอข้ามประเด็นความอร่อยไปนะ แหม ก็มือสมัครเล่นอ่ะ จะเอาอะไรมากมาย
กินได้ก็บุญเท่าไหร่แล้วววว)
มา มาดูกันเลยว่าที่ถ่ายเก็บไว้มีอะไรบ้าง
(ความจริงมีอีกมาก แต่วันที่นึกครึ้มถ่ายมันไม่บ่อยนัก เพราะมักจะหน้ามืดโซ้ยหมดซะก่อน)
**ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ**
อะฮ้า อย่าคิดว่ากระจอกๆ งานนี้ขนซื้อเครื่องก๋วยเตี๋ยวมาจากเมืองไทยเลยนะ
ไปสัมภาษณ์แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวเรือที่ยุดยามา พร้อมกับไปเดินซื้อเครื่องปรุงตามโพย
ได้เครื่องปรุงมาทั้งแผง แผงนึงมี 12 ซอง ซองละ 10 บาทเอง ใช้ครั้งละซอง
ต้มกินได้ทั้งปีเลย เครื่องนี้จะคล้ายๆ เครื่องพะโล้ แต่มีสมุนไพรหลายชนิดกว่า
แต่ตามซุปเปอร์ บิ๊กซี โลตัสอะไรนี่ ไม่มีนะ ต้องไปเดินตลาดสดเท่านั้นค่ะ แขวนขายกันตรึม
นี่รูปประกอบค่ะ ↓
ส่วนเวลาต้มก็เอาใส่หม้อ ใส่คนอร์ก้อนแทนกระดูกวัว แล้วก็ใส่ต้นคื่นฉ่ายหั่นอีกกำมือนึง
ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ น้ำตาล เกลือ พอให้ได้รูปรสกลิ่นสีที่พอจะคล้ายๆ
เคี่ยวไปเรื่อยๆ ถ้าอยากทำเนื้อเปื่อยก็เอาเนื้อมาหั่น แล้วใส่หม้อเคี่ยวไปพร้อมกัน
เหมือนเนื้อเปื่อย เนื้อตุ๋น เมืองไทยมั่กๆ ขอบอก
แล้วเวลาจะกินก็เอาเส้น ถั่วงอก ผัก มาลวก ใส่ถ้วย แล้วตักน้ำซุปและเนื้อเปื่อยราดตาม
หรือถ้าจะกินเนื้อสด หมูสับ หรือตับ ก็ลวกใส่กันตรงนี้ (ต้มเก็บไว้ไม่หร่อยนะฮะ)
แล้วโรยหน้าด้วยต้นหอม (ผักชีแพง ใส่เฉพาะวันที่ได้ฟรีจากนักเรียนมา 555)
กระเทียมเจียว พริกไทย ปรุงรสตามแบบเมืองไทยคือน้ำปลา น้ำตาล พริก น้ำส้ม
เป็นอาหารที่ทำกินบ่อยมากกกกกกกที่สุดในรอบปี
ถึงปัจจุบันนี้ก็ยังทำอยู่ เพราะต้มน้ำซุปไว้ทีนึงแล้วอุ่นกินได้หลายวัน
ซื้อผัก หมูมาเก็บไว้แล้วทำกินได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องลงไปซื้อบ่อยๆ
พวกเส้น เครื่องปรุงต่างๆ ก็หาง่าย เพราะอยู่โกเบ ไชน่าทาวน์ที่นี่มีทุกอย่าง
มีกระทั่งปลาร้า 555 (ไปทีไรคุณลุงเจ้าของร้านแกเรียกซื้อปลาร้าทุกที ไม่รู้หน้าส่อมากรึไง)
**ราดหน้า/ผัดซีอิ๊ว**
อ่าฮะ อย่างที่บอกไปแล้ว ว่าไชน่าทาวน์ที่นี่มีทุกอย่าง แถมยังใกล้บ้านมากๆ
ดังนั้นจึงไม่ยากอะไรที่จะไปหาเส้นใหญ่ เส้นเล็ก เส้นหมี่ มาเก็บไว้
เวลาหิวจัด ขี้เกียจหุงข้าว เพราะกว่าจะสุกก็นานเหลือเกิน
ก็ผัดพวกก๋วยเตี๋ยวกินนี่แหละ ทั้งราดหน้าและผัดซีอิ๊ว เพราะมันง่ายมากๆ
ถ้าราดหน้าก็มีเส้น ผัก หมู แป้งมัน เต้าเจี้ยว แค่นี้พอแล้ว
ถ้าผัดซีอิ๊วก็เพิ่มไข่เข้าไปอีกอย่าง โดยไม่ใส่เต้าเจี้ยว แต่ใส่ซีอิ๊วดำแทน
วิธีทำอย่าให้เขียนเลย มันง่ายเกินไป 55
แค่เอาเส้นลวก แล้วเอาไปผัด มั่วๆ เอานี่แหละ แล้วปรุงรส
เหมือนกินที่เมืองไทยเยยยยยยย (เก่งเนอะ เอิ๊กกกกกกกก)
**ส้มตำ**
อันนี้ต้องวันที่ขยันมากๆ เท่านั้น เพราะมันใช้เวลามากกว่าอาหารทั่วไป
เพราะต้องมานั่งขูดแครอทเป็นเส้นๆ วันดีคืนร้ายไอ้ที่ขูดก็บาดมือเอาอีก เจ็บแสบมาก
เครื่องปรุงก็ค่อนข้างจะจุกจิก บางทีซื้อนั่นมาแต่ลืมนี่ ก็หมดอารมณ์ทำแล้ว
แครอทต้องเลือกเอาที่อ่อนๆ เพราะจะไม่มีกลิ่นฉุนของแครอท กับไม่แข็งเกินไป
มะเขือเทศลูกเล็ก มะนาว กระเทียม กุ้งแห้ง ถั่วลิสง พริกขี้หนู(อันนี้เอามาจากไทย แช่แข็งไว้)
ไม่รวมน้ำตาลปี๊บ มะขามเปียก (ที่ขนมาจากไทยอีกเช่นกัน) น้ำปลา ฯลฯ
เนี่ย เยอะขนาด ซื้อทีไรต้องลืมทีละอย่างสองอย่างเป็นประจำ
ต้องเป็นวันที่มีสติดีๆ อารมณ์ดีๆ มีเวลาเยอะๆ จริงๆ ถึงจะทำได้
แต่กินแล้วรู้สึกดีนะ รู้สึกได้กินผัก ให้ความรู้สึกได้วิตามินเกลือแร่ครบถ้วนบริบูรณ์ดี ชอบ
ชอบทำไก่ย่างกินกับส้มตำด้วย แต่อันนี้ซื้อผงหมักไก่ย่างมาจากเมืองไทย
แต่ย่างแล้วยังไงมันก็ไม่ส้มๆ แดงๆ หอมๆ อย่างที่ไทยแฮะ
สงสัยต้องไปสัมภาษณ์แม่ค้าไก่ย่างอีกคน 55
**ลาบ**
อาหารสามัญประจำบ้านอีกหนึ่งอย่าง
อันนี้ก็ทำง่ายมากเลย เพราะมีแค่หมูสับ หัวหอม ต้นหอม มะนาว ก็โอเคแล้ว
ส่วนข้าวคั่วมีประจำบ้านอยู่แล้ว แม่คั่วให้เอาติดตัวมา (เก๋มะแม่เดี๊ยน มองการณ์ไกลเจงๆ)
เวลาจะใช้ก็เอามาคั่วซ้ำให้หอมๆ อีกทีนึง ก็ซำบายแร้ว
วิธีทำก็ง่ายมั่กมาก เอาหมูสับไปรวน ใส่น้ำซุปนิดนึง น้ำมะขามเปียกนิดนึง
ใส่หัวหอมซอย โรยข้าวคั่วกับต้นหอม ปรุงรสด้วยมะนาว น้ำปลา น้ำตาล
ถ้าหน้าร้อนก็ไปจิ๊กใบมินต์ที่ขึ้นเองริมถนนแถวนี้มาใส่ด้วย ก็จะหอมยิ่งๆ ขึ้นไปอีก
เวลากินกับข้าวยี่ปุ่นแล้วมันให้ความรู้สึกเหมือนกินกับข้าวเหนียวดี
กะว่าวันหลังจะลองปั้นแล้วจิ้มดูนะเนี่ย 555
**ซุปหน่อไม้**
กินส้มตำกะลาบมาหลายปี วันหนึ่งไปเจอหน่อไม้รวกในใบย่านางกระป๋องที่ไชน่าทาวน์เข้า
เลยเกิดพุทธิปัญญา ว่าทำไมเราไม่ลองทำซุปหน่อไม้มั่งล่ะเนี่ย เครื่องปรุงก็ไม่ได้ต่างกันเรย
ก็เลยไปตบหน่อไม้กระป๋องนั้นมาโดยเร็ว จัดการทำตามวิธีเดียวกับลาบ
แต่ใส่พริกที่ใส่เอาไปคั่วให้หอมอีกนิด เพื่อกลบกลิ่นหน่อไม้
ซึ่งก็ได้ผลดีนะ เพียงแต่รู้สึกว่ามันขาดผักชีใบยาวไปอย่างนึง เลยยังไม่เหมือนของจริงนัก
เจ้าผักชีนี่ในยี่ปุ่นก็หายากเหลือเกิน ที่ไชน่าทาวน์โกเบก็ไม่มี เคยเห็นแต่ใบแห้ง ก็ไม่อยากได้
มีแต่ผักชีแบบใบฝอยๆ ซึ่งกลิ่นและรสมันไม่เหมือนกันนะ
สำหรับเด็กบ้านนอกที่กินผักสวนครัวมาตั้งแต่เด็กอย่างเรา มันใช้แทนกันไม่ได้จริงๆ
(ต้มยำก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีผักชีใบยาวนี่ ไม่ไหวเลย)
**แกงเลียง/แกงส้ม**
เคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่พูดกันมั้ยว่า จะวัดรสมือใคร ก็แค่ดูจากแกงง่ายๆ เช่นแกงส้ม แกงเลียง นี่ละ
อะจริงด้วย เพราะมันเป็นพริกแกงที่โขลกง่ายมากๆ หลักๆ ก็มีพริกแห้ง กระชาย หอมแดง แค่นี้เอง
นอกจากนั้นก็เป็นเครื่องปรุงกลิ่นและรส ที่แล้วแต่จะใส่ตามใจเจ้าของสูตร
บางบ้านก็เป็นปลาร้า กุ้งแห้ง ปลาแห้ง บางบ้านก็เป็นกะปิ ที่บ้านเราก็ใส่กะปิ
พริกแกงส้มกับแกงเลียงที่บ้านเราจะเหมือนกัน แต่แกงเลียงเวลาแกงจะใส่พริกไทยเพิ่มไปอีกอย่าง
(เท่าที่ไปนั่งฟังยายเลกเชอร์มา ไม่เคยปรุงเครื่องแกงเองหรอก มีแต่ยายทำให้แล้วเอามาฟรีซไว้ 55)
และถ้าแกงส้มจะเอาไปโขลกกับเนื้อปลานึ่งหรือต้ม
ส่วนแกงเลียงจะไม่โขลกกับอะไร แต่จะใส่ปลาแห้งหรือกุ้งแห้ง หรือกุ้งสดลงไปในน้ำแกงเลย
แกงเลียงแบบที่บ้านเราน้ำจะข้น แดงเกือบเท่าแกงส้มกันเลย และหอมมากๆ
ตรงนี้จะต่างจากเครื่องแกงเลียงสมัยนี้ ที่เป็นผง ให้น้ำใสๆ กินแล้วกร่อยๆ ยังไงบอกไม่ถูก
มันเหมือนซุปผักมากกว่าแกงเลียงน่ะ แต่ก็กินได้นะ อร่อยไปอีกแบบ
เวลาเราทำแกงเลียง แกงส้มกินที่นี่ จะมีพริกแกงทั้งสองแบบ ทั้งแบบโขลกมาเอง กับแบบผง
ก็แล้วแต่อารมณ์เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะกินของยายมากกว่า มันทำให้หายคิดถึงบ้านดี
วิธีทำก็เหมือนแกงทั่วไปแหละ เอาพริกแกงละลายน้ำเดือด ใส่ผัก ใส่ปลาใส่กุ้ง
ผักที่ใส่ก็ถ้าเป็นแกงส้มก็ผักกาดขาว ถั่วแขก หัวไชเท้า กะหล่ำดอก ประมาณนี้ ทีละอย่างสองอย่าง
แต่ถ้าแกงเลียงก็จะหลายอย่างหน่อย
ทั้งข้าวโพดอ่อน บวบฝรั่ง(ซูกินี) ผักโขม ฟักทอง เห็ดฟางกระป๋อง (อาจมีเห็ดอื่นๆ อีก)
หลังๆ นี่เลิกใส่ผักโขม มาใส่โทเมียว(ต้นอ่อนของถั่วลันเตา)แทน เพราะกลิ่นและรสเหมือนตำลึงมาก
ที่ขาดไม่ได้คือโหระพา บางทีแบบสดมันแพงดีนักก็ใส่แบบแห้ง(ก็บาจิรุขวดๆ น่ะ) พอถูๆ ไถๆ ไปได้
ปรุงรสก็ง่าย เอาตามใจชอบเลย เพียงแต่ถ้าเป็นแกงส้มเวลาต้มก็ใส่มะขามเปียกลงไปด้วย
มันก็จะเปรี้ยวแบบส้มมะขามเปียก สมชื่อ
เป็นอาหารสุขภาพอีกสองชนิด ที่เหมาะกับหน้าหนาวมากๆ
พริกไทยกับพริกนี่เค้าว่ายังช่วยบรรเทาโรคมือเท้าเย็น(ฮิเอโชนั่นแล) อีกนะเออ
พอก่อน เพราะคราวนี้มีรูปที่ถ่ายเก็บไว้แค่นี้
วันหลังถ้าทำอะไรนอกจากนี้ แล้วมีอารมณ์ถ่ายรูปไว้ จะเอามาโม้ใหม่
ช่วงหลังๆ นี่ที่ทำบ่อยๆ (เพราะง่าย ไม่ต้องคิดมาก)
เห็นจะเป็นสุกี้แห้ง (เพราะมีน้ำสุกี้ขวดๆ ขาย 55) ผัดกะเพรา (ก็มีเครื่องกะเพราเป็นขวดอีก)
แล้วก็ผัดผงกะหรี่ (ที่เพิ่งรู้ว่ามันง่าย)
นอกนั้นก็ยำๆ ผัดๆ ทอดๆ แบบขอไปทีทั้งหลายแหล่ ไม่ค่อยมีอะไรตื่นเต้น
ปัจฉิมลิขิต
ทั้งหมดที่เขียนมา เวลาทำกินเอง รสชาติจะประมาณว่า อืม ก็..ก็..พอกินได้ (ถ้าหิวจัดๆ)
แต่ถ้าอยู่กับไอ้แมว แล้วอ้อน(หรือข่มขู่)ให้มันทำ ส่วนเราเตรียมเครื่องให้มันอย่างเดียว
จะเข้าขั้นอร่อยมากถึงมากที่สุด
ฉะนั้นอย่าหวังให้เราเป็นแม่ศรีเรือน มีเสน่ห์ปลายจวัก โขลกน้ำพริกทีได้ยินไปอีกคุ้งน้ำ ฯลฯ เลย
ให้ไอ้แมวมันเป็นไปคนเดียวก็พอแร้วววว
เอิ๊กกกกก
17/10/2007 นานนานเหงาที..ก็คงดีเหมือนกัน..ดึกแล้ว ง่วงนะเนี่ย
เหนื่อยด้วย
ไปนอนแล้วแต่นอนไม่หลับ
กำลังเหงาอย่างหนัก
เมื่อกี๊แวะไปเยี่ยมบล็อกหลายๆ คนมา
หลังจากไม่ได้เข้าเลยร่วมสองสามเดือนได้มั้ง
แต่ยังไม่ค่อยได้อ่านเลย ไม่ค่อยมีสมาธิ
แบบว่าเหงาอยู่
ช่วงนี้คุณแมวไปทำงานต่างจังหวัดเดือนกว่า
กลับบ้านเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์
ก็เลยคุยกันได้แต่ทางโทรศัพท์
นี่เพิ่งผ่านไปอาทิตย์เดียวเอง
ไม่นึกเลยว่าจะเหงาได้ขนาดนี้
คือปกติก็อยู่ห่างกันมาตั้งหลายปีแล้ว
จะหกปีอยู่แล้ว ก็ไม่เห็นจะเหงาเลย
แต่คือปกติเปิดกล้องกันทุกวันไง
เปิดทิ้งไว้ตลอดเวลาที่อยู่บ้าน
ฉะนั้นมันก็ไม่ต่างกับอยู่ด้วยกันตลอดอ่ะ
เคยมีเวลาไม่ได้เปิดกล้องทุกวันบ้าง
เช่นเวลากลับไทย แบบไม่พร้อมกัน
แต่ก็ไม่ใช่ฤดูนี้อ่ะ
ใบไม้ร่วง อากาศหน้านี้มันฆ่าคนได้จริงๆ นะ
ทั้งลม ทั้งฝน หดหู่เป็นบ้าเลย
จริงๆ ปลายเดือนก็จะได้เจอกันแหละ
จะไปดูใบไม้เปลี่ยนสีกัน
เป็นการเที่ยวแบบหรูๆ อย่างที่ไม่เคยทำเลยนะเนี่ย
เพราะนั่งรถด่วนไปละ ไม่ได้ใช้ตั๋ว 18 แบบมาราธอนอีก
คือมันนอกฤดู 18 อะนะ ถ้าใช้ได้ก็จะใช้อยู่ 55+
โรงแรมก็หาได้เรียบร้อยแล้ว เป็นในเครือ Dormy inn เหมือนเดิม
กลายเป็น Dormy inn mania กันไปแล้ว 55
อธิบายก่อนว่ามันเป็นบิสิเนสโฮเตลนี่แหละ
เราเคยไปนอนกันที่อะคิตะ กับคานาซาว่า แล้วติดใจมากกกกก
เพราะสไตล์การจัดห้อง เป็นแนวมุจิ โมเดิร์น เรียบๆ แต่ดูดีมากๆ
เตียงกว้าง นิ่ม นอนสบายสุดๆ ห้องก็ใหม่ สะอาดสะอ้านดี
มีอนเซ็นทุกที่ และมีอาหารเช้าบุฟเฟ่ต์อลังการ
ด้วยราคาราวๆ คืนละ 3-5 พันต่อคนเท่านั้น
ใครจะไปไหนแนะนำโรงแรมนี้สุดๆ
ตอนนี้เปิดใหม่เกือบทั่วประเทศแล้ว (แต่ลงไปใต้สุดยังแค่ฮิโรชิม่า)
ปีที่แล้วที่เราไป อะคิตะกับคานาซาว่า ก็เพิ่งเปิดเหมือนกัน
และแนวโน้มคงเปิดไปทั่วเร็วๆ นี้แหละ
เสียดาย ถ้าเค้าเปิดเร็วกว่านี้ซักสองสามปี
พอดีกับเวลาที่เราเริ่มเก็บสแปร์เที่ยวทั่วยี่ปุ่นเนี่ย
คงได้ไปนอนทั่วประเทศเลย เสียดายจริงๆๆๆ
ส่วนครั้งนี้
จริงๆ แล้วกว่าจะจัดเวลากันลงตัว ช้าไปหน่อย
เลยหาที่นอนที่ Kamikochi ไม่ได้แล้ว เต็มเกลี้ยง
(ขนาดจองล่วงหน้าเดือนกว่านะเนี่ย คือใบไม้แดงมันพีคพอดีอ่ะ)
ต้องออกมาหาที่นอนที่มัตสึโมะโตะ
เป็นความเซ็งอย่างยิ่งของเรา
เพราะชีวิตนี้ใฝ่ฝันอยากไปนอนที่คามิโคจิมากๆ
พอๆ กับอยากไปสวิสนั่นเลย
แต่ยังดีที่มีโดมิอินที่มัตสึโมะโตะ เพิ่งเปิดใหม่เมื่อเดือน 8 นี่เอง
แพงนิดนึง ถ้าเทียบกับโดมิอินที่อื่นๆ (คืนละ 6 พัน รวมอาหารเช้า)
แต่อนเซ็น+โระเทมปุโระของเค้าดูดีทีเดียว ดูที่นี่ เลย
ติดอันดับอนเซ็นที่ดีที่สุดอันดับ 5 ของแอเรียนั้นด้วยอ่ะ (แอเรียคันโต+โคชิน ก็กว้างอยู่นะ)
เป็นแรงกิ้งของ jalan น่ะ คิดจากคะแนนที่คนไปพักจริงโหวตให้อ่ะนะ
ดูตรงนี้ ก็ได้ เป็นข้อมูลเผื่อใครจะเลือกที่พัก อุอุ
ส่วนอีกคืนไปนอนที่ Karuizawa เป็นที่พักในเครือโดมิอินเหมือนกัน
แต่ไม่ใช่โฮเตล เป็นประมาณรีสอร์ทอ่ะ
แพงขึ้นมาอีกนิด แต่ดูดีมีชาติตระกูลใช้ได้ ดูดิ
อนเซ็นกับห้องไม่ติดแรงกิ้งอะไร (แต่คะแนนโหวตก็สูงอยู่ 4.7 เต็ม 5 อ่ะ)
แต่อาหารเย็นนี่ ติดอันดับ 10 ในแอเรียแฮะ น่าสนใจจริงๆ
(เอ๊ะนี่เราบ้าสถิติเกินไปมะ?? แต่เลือกที่พักด้วยสถิติพวกนี้มาตลอด ก็เชื่อได้จริงๆ นะ)
คือถ้าเทียบกับราคาแล้วมันก็ดูดีเกินราคาอะนะ (11800 อาหารสองมื้อ)
โดยเฉพาะอาหารเย็น ไฮไลท์ของเค้าเนี่ย
อ่านความคิดเห็นของคนที่ไปมาแล้วนี่แบบว่า มันจริงเหรอเนี่ยจอร์จจจจ !!
เอาไว้กลับมาจะมารีวิวละกัน ^ ^
คุณแมวมันปลอบเราแบบนี้อ่ะ
ว่ามีรีสอร์ทหรูๆ อากาศดีๆ ใบไม้สวยๆ รออยู่นะ
ตอนนี้ทนเหงาเอาหน่อย T_T
ตัวมันเองตอนนี้ไปอยู่ที่จังหวัดอะคิตะ
วันแรกๆ ก็โทรมาบ่นหดหู่ว่าจนหมดแรงเหมือนกัน
ก็ไม่น่าแปลกใจอะนะ
ก็จังหวัดนี้ เป็นจังหวัดที่มีเปอร์เซ็นต์คนฆ่าตัวตายสูงสุดในประเทศอ่ะ
เพราะปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งอากาศที่หนาวซะเกือบตลอดปี
แดดก็ไม่ค่อยมี มีแต่เมฆกับฝนกับหิมะ เพราะอยู่ฝั่งทะเลตะวันตก
คนที่อาศัยอยู่ก็เป็นคนแก่ซะเยอะ มีปัญหาสุขภาพ+การเงิน กันเยอะอีก
(คนยี่ปุ่นฆ่าตัวตายด้วยสองสาเหตุนี้เป็นหลัก ไม่ใช่อกหักรักคุดแบบคนไทย)
แถมคนในภูมิภาคนี้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นพวกมีความอดทนสูง เก็บความรู้สึกเก่ง
คือจะไม่มีการแสดงอารมณ์มากเกินจำเป็น
เลยยิ่งทำให้เครียด ฆ่าตัวตายกันง่ายหนักเข้าไปอีก
ไอ้แมวไปวันแรกๆ ดูหงอยจนน่าเป็นห่วงเลย
เสียงงี้เฉาสนิท ละห้อยละเหี่ยสุดๆ
แต่ตอนนี้ท่าทางชินแล้ว เสียงร่าเริงขึ้นมาก
เอ๊ะ หรือมันหนีเที่ยวฟะ - -*
วันนี้เราเพิ่งมานั่งขีดแปลนเที่ยว
แต่ไม่มีอะไรมาก เพราะครั้งไม่ได้ไปแบบวิบากแล้ว
ไม่ต้องหาเวลาบัส เวลารถไฟ เท่าไหร่
ไปเรื่อยๆ สบายๆ มากกว่า
เน้นเดินกับขี่จักรยานกินลมชมวิว
ซึ่งก็คงจะหนาวเอาการอยู่เหมือนกัน
ไม่รู้กลับมาจะป่วยมั้ย ท่าทางต่างจากที่นี่เป็นสิบองศา
จริงๆ ตอนนี้เหงาๆ ก็ดีเหมือนกันมั้ง
เพราะเวลาหายเหงาคงแฮปปี้มากมาย
ประมาณฟ้าหลังฝน
คงสดใสกว่าปกติ ในความรู้สึกของคนที่เพิ่งผ่านฝนมา
ว่ามะ..
(ย้อนกลับไปอ่าน บล็อกไรวะ โคตรสะเปะสะปะ หล่อนต้องการจะสื่อไรฟะเนี่ย 55)
(ก็ถือคติ อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเหงา เลยเนอะ แหะๆ)
|
|
|