patamabhorn's profile+ life goes on +PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
19/07/2008 The Jacket, The Fountain และ Kagehinata ni sakuงงใช่มั้ยว่าหนังสามเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันยังไง จริงๆ ก็คือไม่เกี่ยวเลย(อ้าว) ไหนๆ ก็เขียนแล้ว เขียนให้หมดทั้งสามเรื่องเลยแล้วกัน แบบรักพี่เสียดายน้อง ฮ่าๆ (เขียนจบแล้วเพิ่งรู้ว่ามันยาวม้าก ก็ตั้งสามเรื่องนี่เนาะ -*- ใครที่กรุณามาอ่าน
12/07/2008 The Jacket : คนเราตายได้คนละกี่ครั้ง?เพิ่งดู The Jacket จบ อินค้างไม่ไหวแล้ว ขอมาโวยวายในบล็อกก่อน เด๋วพรุ่งนี้(วันนี้แหละ เช้าแล้วอ่ะ)ตื่นมาค่อยมาเรียบเรียงอีกที แต่ตอนนี้อยากโวยวายอ่ะ อยากกรี๊ด แบบไม่ไหวแล้ววววววววว ชอบบบบบบบบบบบบ โอ๊วววววววววววว ชอบๆๆๆๆๆๆๆ เราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จิงๆๆๆๆ
เป็นหนังที่ตามหามานานมาก เพราะได้ยินกิตติศัพท์ว่าเป็นหนังย้อนเวลาที่มีอะไรไม่แพ้ The Butterfly Effect ปกติก็ชอบดูหนังย้อนเวลาอยู่แล้ว หนังในดวงใจมีแต่แนวนี้ เรื่องนี้ที่ทสึทะยะบ้านเรา หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ไม่รู้จะไปหาที่หมวดไหน เพราะซัสเปนส์ก็ไม่มี ไซไฟก็ไม่มี มันควรจะอยู่ในหมวดอาไรวะ?? (หรือดราม่า?? เพราะเรื่องมันออกจะดราม่าอยู่??)
วันนี้ทนไม่ไหว ไปเดินวนอยู่ครึ่งชม. หาอะไรดูเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้ เลยถามพนักงาน เจ๊พนักงานไปหาให้นานมากกกกก เป็นบทพิสูจน์ว่ามันหายากจิงๆ ถึงตอนนี้เรายังไม่รู้เลยมันถูกจัดไว้ในหมวดอะไร วันนี้หา 12 Monkeys ก็ไม่เจอเหมือนกัน แต่พนักฯ บอกว่ามีคนยืมอยู่
วันหลังจะร้องเรียนอิทสึทะยะที่บ้านเนี่ย จัดหนังหายากโคดๆๆๆ เห็นวันนี้มันเอาเดอะเดย์อาฟเตอร์ทูมอโร่ ไปไว้หมวดแอคชั่นด้วย บ้าป่าววะ หรือแอคตอนวิ่งหนีหมา ฮะ???? แล้วยังกล้าเอายูไนเต็ดเก้าสาม กับแมตช์พ้อยท์ ไปไว้หมวดซัสเปนส์ โห มันซัสเปนส์มากกกกกกกกกพี่ โดยเฉพาะแมตช์พ้อยท์เนี่ย ซัสฯ บนเตียงน้องสกาเลตหรอ??
วะ บ่นอะไรยาวเหยียดเลย กลับไปกรี๊ดเดอะแจ๊คเก็ตต่อ กรี๊ดๆๆๆๆๆๆ
เนื้อเรื่องเอาไว้ก่อน ต้องใช้สติในการเขียน ขอกรี๊ดพระเอกก่อน Adrien Brody พระเอกเปียนิสต์ พี่ขา พี่จะเล่นดีไปไหนคะ สายตาพี่อ่ะ โหยยยยยยยย เป็นบทพิสูจน์ว่าคนไม่หล่อก็ทำให้ชาวบ้านหลงได้ เพราะดูจบแล้วหลงเลยว่ะค่ะพี่ ตอนดูเปียนิสต์ยังไม่หลงพี่ขนาดนี้เลย โว้วววววววววว
เคียร่า โทรมและสวยเอกซ์ได้พอเหมาะพอเจาะมากๆ โคตรชอบฉากที่กำลังหมดหวัง เศร้าๆ กันอยู่ทั้งสองคน แล้วพอเข้าบ้านมา พระเอกคว้าเธอเข้าไปจูบอ่ะ โอ๊ย ถ้าไม่กลัวข้างห้องด่า กรี๊ดไปแล้วค่ะ อารมณ์และโทนมันได้มากๆ ค่ะ แบบถ้าเป็นเราเราก็คงคว้าอีกฝ่ายมาจูบเหมือนกัน มันมีทั้งเศร้า เหงา ตีบตัน หาทางออกไม่ได้ แล้วก็สปาร์คขึ้นมาตอนนี้ โห ไทมมิ่งใช่มากๆๆๆๆ ชอบบบบบบบบบ
ชอบตอนพระเอกถามนางเอกว่า จำผมไม่ได้หรอ โห ร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือดเลยค่ะดิชั้น สะอึกสะอื้น แบบทำไมจำผมไม่ได้ๆๆๆๆๆ ผมก็แจ๊คของคุณไง ป้ายชื่อผมก็อยู่ที่คุณนะ โฮๆๆๆๆ สายตาพี่เอเดรียนแกสุดยอดดดดดดดดดดดดดมากๆๆๆๆ อยากจะไปซื้อแผ่นเก็บไว้ เอาไว้เปิดดูตาพี่แกโดยเฉพาะ
โอย หนังบ้าไร โดนมากๆ อ่ะ
ยังไม่ได้หาคำวิจารณ์มาอ่าน แต่สังหรณ์ว่านักวิจารณ์คงบอกว่ามันไม่ดีอ่ะ คือไม่ได้ห่วย แต่ไม่ดีขนาดนั้น แหงๆ เลย เพราะถ้าพูดถึงคุณค่า หรือประเด็นให้คิดต่อ มันยังแพ้บัตเตอร์ฟลายอยู่หลายช่วงตัว แต่เราชอบการเล่าเรื่อง โทนหนัง กับการแสดงนี่ละ เราว่าพี่เอเดรียนชนะแอชตันสุดที่รักเราในเรื่องบัตเตอร์ฟลายขาดลอยละ (ขนาดรักแอชตันขนาดนี้นะเนี่ย ยังยอมให้พี่เอเดรียนแก แบบไม่ไหวแล้ววววววว)
ไม่ต้องพูดถึงไอเดียพล็อต ที่เราว่าโคตรเท่เลย เพราะไม่ได้ย้อนอดีตเฉยๆ แต่เป็นการไปอนาคต เพื่อกลับมาแก้อดีต (ซึ่งก็แก้ไม่ได้ อ้าว สปอยล์นิหว่า) พูดถึงขอบเขตความเว่อร์ในเรื่องข้ามเวลานี่ ยังดูเนียนกว่าบัตเตอร์ฟลายอีกอ่ะ และอารมณ์แต่ละฉากก็ประณีตมาก ชอบมากที่เวลาพระเอกหายตัวไป จะไม่มีฉายให้เห็นอะว่าหายไปได้ไง แบบอยู่ๆ ก็หายไปเลย มันได้อารมณ์มาก โดยเฉพาะตอนอยู่บนเตียงกับนางเอก ตัดไปมา แว้บเดียว หายไป นางเอกกอดหมอนร้องไห้ โหเว้ย โคตรเข้าใจ ถ้าเป็นเราก็ร้องตายไปเลยอ่ะ คือถ้ามีฉากแบบสั่นๆๆ วูบๆ วาบๆ เกิดอภินิหารแล้วหายไป อย่างบัตเตอร์ฟลาย เราจะไม่ได้อารมณ์นางเอกแบบกอดหมอนเศร้าๆ อย่างงี้ไง มันจะกลายเป็นนางเอกตกใจ กรีดร้องแทน เรื่องก็จะไปอีกโทน
สรุปว่าชอบโทนของเรื่องนี้มากกกกกก เปิดเรื่องมานึกว่าหนังสงคราม ดูงงๆ แวบๆ วาบๆ ปวดๆ ตาอยู่สองสามนาที แถมช่วงแรกๆ ช้าๆ ยังไงไม่รู้ดิ เหมือนเล่าอะไรที่ไม่ค่อยเกี่ยว มันมาเริ่มเข้มข้นก็ตอนพระเอกรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองนั่นแหละ
ตอนแรกเราก็ตามไม่ทัน อึ้งไปแป๊บนึง แต่พอเข้าใจ แล้วเห็นแววตาพระเอกตอนถามนางเอกว่า จำผมไม่ได้หรอ โอ๊วววววววว
โอ๊ยคลั่ง เช้าแล้ว ไปนอนก่อน เด๋วพรุ่งนี้มาตั้งสติเขียนอีกที
โอ๊ยชอบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ
8/08/2007 Summer Dramaเดือนที่ผ่านมาเป็นเดือนที่เหนื่อยมากๆ หลายๆ อย่าง แต่ก็แปลก เวลายุ่งๆ งี้แหละ ที่เราจะติดละคร ขณะที่ช่วงว่างๆ น่ะ ดูยังไงก็ไม่ติด ดูอะไรก็น่าเบื่อไปหมด ซัมเมอร์นี้ติด 5 เรื่องรวดเลยอ่ะ ตั้งแต่วันอาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ยกเว้นศุกร์กะเสาร์แค่นั้น แต่โชคดีที่ส่วนใหญ่เป็นละคร 4 ทุ่ม เลยกลับมาทันดู ยกเว้นเรื่องวันอาทิตย์เนี่ย เพราะเริ่ม 3 ทุ่ม แล้วมีนัดไปไหนวันอาทิตย์เรื่อยเลย พลาดบ่อยมาก
จริงๆ เพิ่งรู้ตัวว่าเราชอบละครหน้าร้อนละ เมื่อก่อนเป็นละครที่ดูไม่จบซักเรื่อง ทั้งที่อยากดูมาก แต่กลับไทยไปก่อนมันจะจบทุกเรื่องเลย เพราะมันเป็นละครที่เริ่มช่วงต้นเดือน 7 แล้วไปจบปลายเดือน 9 ซึ่งช่วงเดือน 8-9 เราก็กลับไทยทุกปี บางเรื่องกลับมาก็มายืมวีดีโอมาดู หรือไม่ก็หาหนังสือมาอ่านให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่ถึงทุกวันนี้ยังไม่ได้ดูเลย กลับไปอ่านเวบละครเก่า ก็ยังคงไม่ยอมอ่านตอนจบ เพราะยังอยากไปหามาดู แต่ก็ไม่มีเวลาซะที เพราะเด๋วๆ ก็มีเรื่องใหม่ให้ติดอะนะ
แล้วก็เพิ่งรู้ว่าละครเก่าๆ ที่เคยชอบ ก็เป็นละครหน้าร้อนเยอะเลยแฮะ เอาตั้งแต่ย้ายมาโกเบแล้วนะ เพราะเป็นช่วงที่ดูละครจริงจังกว่าตอนอยู่โตเกียวมาก แถมยังมีเน็ตให้ค้นหาและติดตามรายละเอียดได้เยอะขึ้นด้วย อีกอย่างไม่มีเด็กกพ.มานั่งหมกอยู่ที่บ้านจนดึกๆ อย่างเมื่อก่อน เลยมีสมาธิในการดูทีวีมากขึ้น
ปี 2002 ก็ 太陽の季節 / 天体観測 / サトラレ / 愛なんていらねよ、夏 สี่เรื่องนี้ติดสุดๆ ไปเลย กลับมาจากไทยก็มาหาดูจนครบทุกเรื่องแล้ว โดยเฉพาะเทนไตฯ (searchin' for my pole star) นี่กลายเป็นละครอันดับ 1 ในดวงใจเลย คงเพราะเราชอบเรื่องเกี่ยวกับเพื่อน ชีวิตในมหาลัย อะไรงี้ด้วยมั้ง คือชอบเรื่องที่มีตัวละครเยอะๆ และสำคัญเท่าๆ กัน คือต่างคนต่างมีชีวิตที่มาเกี่ยวกัน แต่มีเรื่องของตัวเองแยกออกไปเป็นเอกเทศอ่ะ เราว่ามันดูเป็นธรรมชาติ เป็นชีวิตจริงมากกว่าละครที่มีพระเอกนางเอกสำคัญอยู่สองคน นอกนั้นดูเป็นตัวประกอบหมด มันทำให้ดูละค้อนละคร ไม่อินอ่ะ (ถ้าเป็นละครไทย เราก็ชอบแนวน้ำใสใจจริง มากกว่าดาวพระศุกร์อะนะ) แล้วชอบดูความรักระหว่างเพื่อน ที่ค่อยๆ พัฒนาไปจากความเป็นเพื่อนอะ อันนี้อินเป็นการส่วนตัว 55
ปี 2003 ก็มี 元カレ/ 僕だけのマドンナ/ 愛するために愛されたい ปีนี้มีแต่ละครชู้ 55 เนื้อเรื่องไม่โดนใจเท่าไหร่ แต่ปีนี้ฮาเซะเคียวดังระเบิด และสวยมากๆ จากเรื่องมาดอนน่า ที่เล่นคู่กะทักกี้เนี่ย ผู้หญิงทำผม+แต่งตัวตามเธอกันทั้งเมืองเลย เรื่องนี้เธอสวยจริงๆ ส่วนเรื่องโมะโตะคะเร (แฟนเก่า) นี่ชอบเพราะเรื่องมันเกิดแถวไดคังยาม่า ใกล้ๆ แถวย่านที่เคยอยู่ที่โตเกียว (และชอบไปเดินเล่น) ทำให้อินมั่กๆ เป็นเรื่องของคนที่เลิกกันไปแล้วกลับมาเจอกันโดยบังเอิญ (ธีมนี้ชอบเป็นพิเศษอยู่แล้วด้วย หุหุ) แถมตอนจบนางเอกย้ายมาทำงานที่โกเบอีก เหมือนเราเลย 55 สามเรื่องนี้ไปหามาดูหมดแร้ว เย้
ปี 2004 君が想い出になる前に / 世界の中心で愛をさけぶ /ラストプレゼント ปีนี้ฮิตละครชื่อยาวๆ กันเนอะ เป็นสามเรื่องที่ยังไม่ได้ไปหาวีดีโอมาดูซะที แต่ก็รู้ตอนจบหมดแล้ว จากเพื่อนบ้าง หนังสือบ้าง หนังบ้าง สรุปคงไม่ต้องดูแล้วละ
ปี 2005 มี いま、会いにゆきます/ スローダンス/ 海猿 ชอบมากทุกเรื่องเลย โดยเฉพาะสโลว์แดนซ์ เอามาเขียนบล็อกด้วย แต่ไม่ค่อยมีเวลาดูให้ปะติดปะต่อซักเรื่อง เพราะปีนั้นชีพจรลงเท้ามากๆ แล้วก็ยังไม่ได้ไปหามาดูเลย แต่ก็ดันรู้ตอนจบหมดแล้ว ยกเว้นสโลว์แดนซ์ ที่ยังห้ามคนสปอยล์ เพราะต้องไปหามาดูให้ได้ (กรี๊ดพระเอกทั้งสองเป็นการส่วนตัว เหะๆ)
ปี 2006 ติดอยู่เรื่องเดียวคือ タイヨウのうた พระเอกไม่หล่อ แต่ทำไมเซ็กแอพพลีสูงมากๆ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน (เอ๊ะ..) เรื่องนี้ดูไม่จบ กลับจากไทยมาก็ยังไม่ไปยืมมาดู และยังหวังว่าวันนึงคงได้ดูอีกเช่นกัน (เมื่อไหร่วะเนี่ย)
จะเห็นได้ว่าปีหลังๆ มานี่เราติดละครน้อยลงเนอะ ไม่รู้ทำไม แต่คิดว่าเป็นเพราะไม่มีเวลาหนึ่งละ กับสองคือละครช่วงหลังๆ นี่ชอบเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม แบบพวกมาเฟียบ้าง เด็กดริงค์ตามบาร์บ้าง แกลบ้าง เด็กม.ปลายประสาทๆ บ้าง มีแนวนี้เยอะมาก คือมันดูเท่าไหร่ก็ไม่อินอ่ะ มันไม่ใช่ชีวิตคนปกติ แล้วละครยี่ปุ่นทำแนวนี้ออกมา เราว่าดูไม่สนุกเท่าละครไทยด้วยอะ มันดูตลกแบบพยายามตลก ดูเป็นการแสดงมากๆ (ไม่ได้พูดถึงโปรดักชั่นนะ อันนี้ต้องยกให้เค้า ไม่มีพวกเช้าใส่เสื้อตัว เย็นใส่อีกตัว แบบละครไทยหรอก)
จนมาถึงปีนี้ แปลกใจตัวเองเหมือนกัน ที่จู่ๆ ก็กลับมาติดใหม่ได้ถึง 5 เรื่องรวด ทั้งๆ ที่ไม่มีเวลาเท่าไหร่นี่แหละ แต่เหมือนละครยี่ปุ่นจะกลับมาเป็นปกติขึ้นแล้ว คือเป็นเรื่องของคนทั่วไป คนทำงานปกติๆ มีชีวิตปกติๆ ธีมและไดอะล็อกปกติ ไม่มีเรื่องหลุดโลกๆ บ้าๆ ให้รำคาญอย่างที่ผ่านๆ มา ดีใจมากเลย เพราะกลับมาแล้วมีอะไรดีๆ ดูอย่างมีความสุข ได้อิน ได้คิด ได้รู้สึกอะไรตามไปกับละครแทบทุกวัน ชอบมาก
เอาทีละเรื่องตามวันเลยนะ
วันจันทร์ファーストキス First Kiss ของฟูจิเทเลบิ ยี่ห้อนี้การันตีคุณภาพอยู่แล้ว โดยเฉพาะเวลานี้ วันจันทร์ 3 ทุ่ม (ก็เรียกกันด้วยชื่อนี้อะแหละ ละครจันทร์9) ลองดู ลิสต์ละครเก่า ของช่องนี้ดูสิ แล้วจะรู้ว่า เรื่องที่ติดกันทั้งบ้านทั้งเมือง เรตติ้งดีๆ อยู่ในนี้ทั้งนั้นเลย อย่างเลิฟเจอเนอเรชั่น โอเวอร์ไทม์ ฮีโร่ เอนจิน ฯลฯ
สำหรับเฟิร์สทคิส เป็นเรื่องของเด็กสาวที่กำลังจะต้องผ่าตัดใหญ่ที่อเมริกา เพราะโรคหัวใจที่เป็นอยู่ และการผ่าตัดมีความเสี่ยงสูงมาก ทำให้เจ้าตัวขอร้องหมอว่า ก่อนผ่าขอไปเที่ยวให้เต็มที่ก่อน แล้วพอหมดหน้าร้อน จะยอมให้ผ่าโดยดี พอหมออนุญาต เธอก็เลยกลับมายี่ปุ่น และมาอยู่กับพี่ชายที่ไม่ได้เจอกันมานาน ซึ่งพี่ชายคนนี้ก็รักน้องสาวมาก พยายามทำทุกอย่างให้น้องสาวมีความสุขที่สุด แต่ก็ไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ เช่นพยายามจะให้มีความรัก พยายามไปตามหาชายหนุ่มที่เป็นรักครั้งแรกของน้องมาให้
แต่ยัยคนเป็นน้องก็เฝ้าแต่จะด่าพี่ชายทุกครั้ง เป็นตัวละครที่ปากเสียได้ใจมากๆ ดูอยู่นี่อยากลุกไปตบเลยทีเดียว (คนละแบบกับอยากตบนังอิจฉาเมืองไทยนะ 55) แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็เป็นกำลังใจให้พี่ชาย ที่กำลังมีปัญหาเรื่องงานเช่นกัน คือจริงๆ เธอก็เป็นคนดีแหละ แต่การแสดงออกมันขวางโลก และทำให้เธอดูน่าเอาอะไรฟาดมากๆ เวลาพูดจาไม่ไว้หน้าใคร โดยเฉพาะเมื่อใครคนนั้นคือคนที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อเธอ
เรื่องนี้เริ่มดูเพราะชอบอิโต (พระเอกอ่ะ) แต่ดูไปดูมา เค้าไม่เหมาะกับบทนี้ยังไงไม่รู้สึก คือบทพี่ชายโก๊ะๆ ก๊งๆ ทำอะไรไม่ค่อยมั่นใจ ไม่มีจุดหมายในชีวิต แล้วชอบพูดบ้าๆ บอๆ มันขัดกับความเป็นเค้าที่เราเคยชินจากเรื่องอื่นๆ อะ อย่างเทนไตฯ หรือ อุมิซารุ ที่เค้าเล่นเป็นคนเงียบๆ มีความคิด แต่มีปม มีความหลังที่เจ็บปวดซ่อนไว้ นี่เหมาะมากๆ เพราะเค้าแสดงออกทางสายตาได้ดีมากๆ อ่ะ คือไม่ต้องพูด ไม่ต้องมีบทฟูมฟายอะไรเลย แค่ยืนนิ่งๆ น้ำตาคลอ คนดูก็รู้ซึ้งไปถึงอดีตชาติของเค้าได้แล้ว แต่เรื่องนี้บทมันฟูมฟายเกินไป ทำให้เค้าดูโอเวอร์แอคติ้งมากๆ ไม่ปลื้มเลย คนอื่นก็เหมือนกัน ทั้งเรื่องเลยอ่ะ ยกเว้นคุณหมอหนุ่มหล่อ น่ารักมาก เล่นได้เข้าใจยากดี ดูงงๆ ในตัวเอง 55
แต่เรื่องนี้มีจุดเด่นที่ถ่ายภาพสวยมากๆ ได้ความรู้สึกหน้าร้อนสุดๆ โดยเฉพาะแสงแดดเวลาเย็น สวยจริงๆ (อารมณ์เหมือนเรื่องสโลว์แดนซ์เลย ไม่รู้ผู้กำกับคนเดียวกันป่าว) เรื่องเกิดที่ไดคังยาม่าอีกแล้ว และวิวมันก็สวยจริงๆ ด้วยแฮะ ดูแล้วอยากกลับไปเดิน แล้วก็เพลงประกอบ เพราะดี เหมาะกับบรรยากาศในเรื่องมากๆ
สรุปเรื่องนี้ไม่ค่อยปลื้มธีมและบทเท่าไหร่ แต่ก็ดู เพราะชอบภาพ ชอบอิโต ชอบคุณหมอ แล้วก็ชอบเสื้อผ้าและเมคอัพนางเอก โคตรสวย(จนน่าตบ)
มาถึงวันอังคาร 4 ทุ่ม 牛に願いを love&farm ของฟูจิเทเลบิอีกเช่นกัน เรื่องนี้ตอนแรกๆ ดูตัวอย่าง นึกว่าเป็นละครตลกไร้สาระนะน่ะ ก็ชื่อมันเหมือนล้อเลียน 星に願いを หนังและนิยายเรื่องโปรดของเรามาอ่ะ แต่ดูไปดูมา ดีแฮะ อารมณ์ประมาณเรื่องเทนไตฯ สุดโปรดของเรานั่นแหละ แต่เบากว่ามาก
เป็นเรื่องของเด็กมหาลัย 6 คน จากคณะต่างๆ กัน แต่ก็เกี่ยวข้องกับฟาร์มสัตว์ทุกคน ที่ต้องไปฝึกงานในฟาร์มวัวที่ฮอกไกโดเป็นเวลาสามเดือน ต่างคนต่างก็มีปูมหลัง ที่เป็นส่วนกำหนดบุคลิกของแต่ละคนให้ต่างกัน มีทั้งชายหนุ่มลูกชายเจ้าของฟาร์มเอง ที่เบื่อหน่ายกับชีวิตลำบากในฟาร์ม เมื่อได้เข้าไปเรียนและใช้ชีวิตในเมืองหลวง ก็หลงระเริงไปกับแสงสี จนตั้งใจจะเลิกเรียน และไม่กลับมาทำงานในฟาร์มอีกแล้ว มีทั้งสาวสวยที่เป็นดาวมหาลัย เป็นคุณหนูทุกย่างก้าว ที่โตมาด้วยการทำอะไรตามใจพ่อแม่ จนเกลียดตัวเอง และพาลเกลียดคนอื่นไปด้วย และมีหญิงสาวที่เลือกทำอะไรเพราะคนอื่นมาตลอด ไม่เคยใช้ความรู้สึกของตัวเองล้วนๆ เลย จนกระทั่งมาทำงานที่นี่ ฯลฯ
เรื่องนี้ใส่ใจปูมหลังกับบุคลิกตัวละครมาก ทำให้ดูแล้วเข้าใจ อินตามว่าทำไมเค้าถึงทำอย่างนั้น เป็นอย่างนั้น แต่ละคนก็มีความเชื่อ มีแนวคิด มีปัญหา มีความไม่พอใจแบบต่างๆ กันไป และเรื่องก็ดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็น คือ ทุกคนได้เจอเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาของตัวเอง และคลี่คลายไปในทางต่างๆ กัน ทั้งดีและไม่ดี
เริ่มต้นเลยคือทุกคนแทบไม่มีใครอยากไปฝึกงานครั้งนี้ นอกจากคนขยันสองคน แต่เอาเข้าจริง พอไปทำงานจริงๆ สองคนนี้ก็กลายเป็นคนที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน และคนที่ทำให้ดีขึ้นก็คือคนที่ไม่อยากทำอะไรเลยตั้งแต่ต้นนั่นแหละ และผลก็คือ ทำให้ปรับสมดุลของทั้งสองฝ่ายให้เป็นปกติลงได้ คนที่จริงจังเกินก็กลับมามองโลกอย่างเบาลง ส่วนคนที่ไม่เคยจริงจังก็มองโลกอย่างจริงจังขึ้น ชอบการสื่อธีมตรงนี้ของเรื่องนี้ละ
และที่ชอบอีกอย่างคือวิว สวยจริงๆ วิวฮอกไกโดหน้าร้อนอ่ะ แถวบิเอ ฟุราโนะ ที่เราไปมาปีที่แล้วนั่นแหละ ขนาดไปวันเดียว ฝนตกด้วย ยังหลงรักเลย ถ้าได้ไปอยู่เป็นเดือนอย่างในเรื่อง คงมีความสุขสุดๆ แล้วก็อีกอย่าง ดาราสวยๆ หล่อๆ กันทุกคน แต่งหน้า ผม เสื้อผ้า อารมณ์ สุดยอดเลย ดูแล้วสบายตาสบายใจ คืออารมณ์ของเรื่องมันทำออกมาได้สบายๆ ไม่เครียดเกินไป แต่ก็ไม่ขำเกินงาม ด้วยแหละ เพลงก็เพราะ ชื่อเพลง GREEN DAYS เข้ากับเรื่องนี้มากๆ เพราะพูดถึงวัยสีเขียวแห่งความสดชื่น (คีย์เวิร์ดคือคำว่า เซชุน) เนื้อเพลงน่ารักมาก ซีดียังไม่ออก แต่ไปแอบโหลดมาแล้วละ 55
ยิ่งดูยิ่งชอบ เพราะตอนนี้เค้าเริ่มแอบชอบกันแล้วอ่ะ เอิ๊กๆๆ พระเอกของเราก็เนื้อหอมเหลือเกิน มีแต่คนมารุมชอบ ว่าแต่ใครจะเป็นนางเอกว้า.. เดาไม่ออกเลย ดูพระเอกมันใจดีกับทุกคนเลยอ่ะ (แถมหล่อชะมัด เรื่องนี้เกิดเลยนะเนี่ย) คือชอบละครยี่ปุ่นเพราะความรู้สึกของตัวละครมักจะค่อยเป็นค่อยไป ตามธรรมชาติดีอ่ะ แบบรู้จักกันไป คุยกันไป รู้นิสัยแล้วถึงชอบกัน ไม่ค่อยมีแบบเดินชนกัน ของตก แล้วปิ๊งกันแบบละครไทยอ่ะ
วันพุธ 4 ทุ่ม ホタルのヒカリ (แสงหิ่งห้อย) ของนิฮองเทเลบิ มาแนวเดียวกับ อาเนโกะ ที่เคยโด่งดังเมื่อปีก่อน (ของช่องนี้ เวลานี้แหละ) นั่นเอง คือพูดถึงชีวิตสาวออฟฟิศในปัจจุบัน ที่ทำแต่งาน กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ ไม่ได้มีความรักมาหลายปีแล้ว โอ..แนวนี้ก็โคตรโดน
เรื่องนี้คีย์เวิร์ดคือ ฮิโมโนะอนนะ แปลว่าอะไรดี ประมาณว่า ผู้หญิงตากแห้งอ่ะ (ไม่ได้หมายถึงสรีระนะ 55) หมายถึงชีวิต ที่แห้งแล้ง เหมือนหัวไชเท้าแห้งๆ ปลาแห้งๆ อ่ะ คำนี้เป็นคำที่ใช้เรียกผู้หญิงทำงาน ที่แม้ว่าจะมีชีวิตเหมือนคนทั่วไป คือดูไม่ถึงกับเนิร์ดน่ะ ยังคงแต่งหน้า แต่งตัว เวลาอยู่ในที่ทำงาน ก็ทำตัวเหมือนปกติ แต่ชีวิตส่วนตัวคือแห้งแล้งมากๆ อย่างกลับบ้านก็เปิดเบียร์กินคนเดียว เวลาอยู่บ้านชอบใส่เสื้อยืดเก่าๆ กางเกงวอร์มเก่าๆ มัดผมขยุกขยุย แบบกันรำคาญมากกว่าให้สวย ปล่อยให้ห้องรก ของกองเต็มไปหมด เพราะไม่ค่อยมีหนุ่มๆ มาบ้าน วันหยุดก็ชอบนอนกลิ้งอยู่กับบ้านมากกว่าออกไปเดท
โห..ตอนแรกดูแล้วถึงกับอึ้ง.. คือมันโดนทุกข้อเลยอ่ะ เด๊ะเลย.. เรานี่มันเป็นผู้หญิงประเภทนี้ชัดๆ เลย คือออกนอกบ้านก็ไม่เนิร์ดนะ ทำตัวปกติตามสมควร แต่เวลาอยู่บ้านนี่ โคตรลุงเลย ไอ้กินเหล้าคนเดียวเนี่ย มันดูหดหู่สุดๆ เลยเนอะ (แต่ชอบอ่ะ)
นางเอกเรื่องนี้ ที่ชื่อโฮตารุ (แปลว่า หิ่งห้อย น่ารักดีเนอะ) ก็เป็นผู้หญิงประเภทนี้ คือทำแต่งาน และไม่สนใจจะมีความรัก ไม่สนใจตัวเอง ชีวิตเธอก็เหมือนข้างบนที่เล่าไปแล้วอ่ะ เปี๊ยบเลย เธอทำงานบริษัทออกแบบตกแต่งภายใน เช่าบ้านหลังใหญ่จากคนรู้จักในราคาถูก และก็ใช้ชีวิตอย่างฮิโมโนะอนนะสุดๆ จนวันนึง เจ้านายหนุ่มใหญ่รูปหล่อของเธอ (ซึ่งเป็นญาติกับคนที่ให้เธอเช่าบ้าน) ก็มีความจำเป็นต้องกลับมาอยู่บ้านนี้ เพราะว่าแยกกันอยู่กับภรรยา มาถึงคุณเจ้านายก็ไล่ลูกน้องออก แต่ลูกน้องไม่ออก (ผู้หญิงตากแห้ง มักจะไม่อยากเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองอ่ะ อันนี้เข้าใจ เหอๆ) ก็เลยต้องอยู่ร่วมกัน ในบ้านหลังนี้แหละ
แล้วนางเอกก็ไปตกหลุมรักเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเพิ่งย้ายกลับมาจากเมืองนอก แต่ด้วยความที่ไม่มีความรักมานานมาก ทำให้ขาดๆ เกินๆ จนไม่ได้เรื่องได้ราวซักที ทั้งที่ฝ่ายชายก็ชอบเธอเอามากๆ เหมือนกัน แต่ขนาดเค้านัดไปเดท เธอก็ยังมึน กลับบ้าน เปิดเบียร์กินได้อย่างสบายใจ (เป็นเอามาก) จนเค้ายอมล่าถอยไป เธอเองก็ได้แต่ปลอบตัวเองว่า เป็นเพื่อนก็ได้(วะ) แต่เจ้านายก็พยายามจะผลักดันให้เธอบอกรักเค้าคนนั้นให้ได้
ส่วนเจ้านายเธอก็มีเรื่องกับภรรยาไม่จบไม่สิ้น ถึงกับโดนส่งจดหมายรักเก่าๆ คืนมาทั้งหมด แล้วเจ้าตัวก็พยายามจะเผาทิ้ง แต่โฮตารุมาแย่งไว้ ไม่ให้เผา คือสองคนนี้เหมือนช่วยซึ่งกันและกันอ่ะ โฮตารุก็ชื่นชมความโรแมนติกของเจ้านาย เจ้านายก็เอ็นดูความโก๊ะแต่จริงใจของโฮตารุ ก็เลยปรับบาลานซ์ซึ่งกันและกัน (ธีมนี้มักจะเห็นได้ทั่วไปในละครยี่ปุ่น ซึ่งตัวละครมักจะมีคอมเพลกซ์ของตัวเอง แล้วได้มามีประสบการณ์อะไรร่วมกัน อย่างนี้เสมอๆ) ดูๆ ไปแล้วความสัมพันธ์ของสองคนนี้น่าจะเป็นแค่เจ้านายกับลูกน้องธรรมดา เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีปัญหากับความรักของตัวเองอยู่ และก็ไม่เห็นจะมีท่าทีจะมารักกันเองได้เลย ทั้งที่อยู่บ้านเดียวกัน
แต่ทำไมเราสังหรณ์ว่าเค้าจะมารักกันได้ในบั้นปลายยังไงไม่รู้สิ 55 ก็เลยต้องติดตามกันต่อไป เรื่องนี้น่าติดตามมากๆ ดูสนุก สบาย ไม่เครียดมาก มีขำ มีซึ้ง มีอะไรสอนใจ มีอะไรให้คิด ครบรสดี ชอบมาก
วันพฤหัส 4 ทุ่ม 肩ごしの恋人 ของ TBS เป็นละครที่ออกแนวผู้ใหญ่ๆ หน่อย เนื้อหาเกี่ยวกับการแต่งงาน การหย่า การนอกใจ แต่ก็ไม่ถึงกับล่อแหลมเกิน เป็นเรื่องของหญิงสาวอายุ 30 สองคน คนนึง(ที่เป็นนางเอก) ทำแต่งาน ไม่ค่อยสนใจความรัก ถือว่าแฟนมีไว้แค่พอเพลิดเพลิน ไม่ได้อยากแต่งงาน และเชื่อว่าความสุขของผู้หญิงไม่ได้อยู่ที่การแต่งงาน ส่วนอีกคน ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก โดยที่ความคิดตรงกันข้ามทุกอย่าง เธอคนนี้ไม่คิดอย่างอื่นนอกจากความรัก เชื่อว่าผู้หญิงมีความสุขได้เพราะการแต่งงานเท่านั้น เธอแต่งงานมาแล้ว 3 ครั้ง และครั้งที่ 3 นี่ก็เป็นการแย่งแฟนมาจากเพื่อนสนิทนั่นเอง แต่เพื่อนเธอก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะไม่ได้คิดจริงจัง และไม่อยากผูกพันกับผู้ชายคนไหนอยู่แล้วด้วย
ในงานแต่งงานนี้ นางเอกก็ได้เจอกับหนุ่มคนนึง ซึ่งแต่งงานแล้ว แต่แต่งเพราะความจำเป็นทางการงาน ไม่ได้รักเมียตัวเอง พอมาเจอสาวสวย คุยสนุก เข้ากันได้ อย่างนางเอก ก็เลยอยากทำความรู้จัก และคบหาด้วย ก็เลยไปเดท ไปกินข้าวกันบ่อยๆ พูดง่ายๆ คือนอกใจเมียน่ะ ส่วนนางเอกก็เรียกได้ว่าเป็นชู้กับสามีชาวบ้าน และชีวิตเธอก็เจออะไรแย่ๆ พอดี เมื่อทะเลาะกับเจ้านายจนต้องออกจากงาน ต้องหางานใหม่ทำ ทีนี้มีเรื่องกลุ้มๆ ทีไรเธอก็โทรหาเค้า จนผูกพันกันมากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่เพื่อนสนิทของเธอ ที่แย่งแฟนเธอไปน่ะ ก็ไปเจอว่าสามีตัวเองไปมีผู้หญิงอื่น เลยขอหย่า แล้วย้ายมาอยู่บ้านนางเอกแทน โดยช่วงนั้นนางเอกก็ได้ไปเจอเด็กผู้ชายม.ปลายคนนึงที่หนีออกจากบ้านมา และเธอก็จำใจต้องรับมาอยู่ที่บ้านด้วย เรื่องก็ดำเนินไปด้วยความวุ่นวายเพราะปัญหาของแต่ละคนนี่แหละ
แต่เราว่าธีมเรื่องนี้ออกจะสะเปะสะปะไปหน่อย คือมีตัวละครที่ไม่เกี่ยว บทที่ดูไม่ค่อยเกี่ยว เข้ามาเยอะๆ ยังไงไม่รู้ อย่างเด็กม.ปลายนั่น ดูสำคัญมากเลย ออกมาทุกตอน บทก็เยอะด้วย แต่ดูมาจนป่านนี้เราก็ยังไม่เข้าใจว่ามันมีความจำเป็นยังไงที่ต้องมีไอ้เด็กคนนี้ เพราะถ้าลองตัดมันออกไป เรื่องก็แทบไม่เปลี่ยนไปเลย จะว่ามันมาหลงรักนางเอกก็ไม่ใช่ หรือถ้าใช่ เรื่องนี้มันจะไปลงเอยยังไงเนี่ย นึกภาพไม่ออก แล้วไหนจะพ่อคุณรูปหล่อที่ชื่อเรียว ที่ชอบมาปรากฏตัวในบาร์เกย์ (โดยที่ไม่ได้เป็นเกย์) นั่นน่ะ ใส่เข้ามาทำไมหว่า หรือเพราะอยากเพิ่มคนหล่อเข้ามาเฉยๆ ฟะ 55
สรุปก็ชอบในระดับนึงนะ เรื่องมันเรื่อยๆ แต่เดาไม่ถูกดี และมีคำพูดดีๆ ให้คนดูดได้คิดตามเสมอๆ เพราะตัวละครหลักมันคิดตรงกันข้ามหมดเลย เลยเถียงกันสนุกๆ เป็นประจำ เรื่องที่คุยกันก็เป็นเรื่องของชีวิต ความรัก ความคิด ที่ดูเป็นจริงดี ไม่เฟคเกิน ไม่เว่อร์เกิน ไม่รัดทดเกิน ดูแล้วอินพอประมาณ ที่สำคัญ นางเอกและเพื่อนนางเอก สวยมากกกก จะสวยไปไหนกัน เสื้อผ้าหน้าผม เป๊ะมาก สุดยอด เรื่องนี้ชีข่มผู้ชายทั้งเรื่องจืดไปเลย อยากรู้จักคอสตูมและเมคอัพเรื่องนี้มาก เจ๋งจริงๆ ดูแล้วถึงกับไปเดินหาเสื้อผ้า เครื่องสำอาง มาใส่ตาม แต่งตามนางเอกเลยละ ว่าแต่ใครรู้บ้างว่าเธอทาปากด้วยลิปยี่ห้ออะไร เบอร์อะไร ทำไมมันสวยและเป็นธรรมชาติอย่างนั้น พระจ้าววววว จะไปหามาใช้มั่ง
ข้ามวันศุกร์กับวันเสาร์ไป ไม่ชอบซักเรื่อง (ซึ่งก็ดีแล้ว ถ้าติดละคร 7 วันรวดนี่ชีวิตคงวุ่นวายยังไงไม่รู้อ่ะ) มาถึงวันอาทิตย์ 3 ทุ่ม ก็ต้องละครทีบีเอสอยู่แร้ว เวลานี้มักจะเป็นละครฟอร์มยักษ์ทั้งหลาย อย่างรอนโดะ ของทาเกะโนะอุจิ ยูทะกะ หรือ สึนะโนะอุตสึวะ ของนากาอิ หรือแม้แต่ คะเรนารุฯ ของคิมุระ ก็ล้วนแต่เวลานี้ทั้งสิ้น คงเพราะมันอลังการสมกับเป็นวันอาทิตย์มั้ง 55
ตอนนี้เรื่อง パパとムスメの7日間 (พ่อกับลูกสาว 7 วัน) ตอนแรกนึกว่าเรื่องตลกไร้สาระอีกเหมือนกัน แต่ดูโดยบังเอิญ แล้วชอบมากเลย เป็นเรื่องของพ่อกับลูกสาววัยรุ่น ที่สลับร่างกันโดยบังเอิญเพราะอุบัติเหตุ ก่อนเกิดอุบัติเหตุนี้ลูกสาวกำลังอยู่ในวัยที่ต่อต้านพ่อ ไม่สนใจ และไม่ยอมคุยกับพ่อ ส่วนพ่อก็พยายามเข้าใจ แต่บางทีก็น้อยใจลูกเหมือนกัน ดูแล้วนึกถึงตัวเองยังไงไม่รู้ ว่าบางทีเราก็ทำอย่างนี้กับพ่อแม่เหมือนกันรึป่าวหว่า คือบางทีเราก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายความรู้สึกเค้าอ่ะ แต่ไม่ได้สนใจเฉยๆ (อ้าว)
พ่อในเรื่องนี้ทำงานในบริษัทเครื่องสำอางบิ๊กเนม แต่เป็นประเภททำงานไปเรื่อยๆ ชั่วไม่มีดีไม่ปรากฏ ส่วนลูกสาวเป็นเด็กเรียนเก่ง คิดอะไรก็พูดอย่างนั้น พอสลับร่างกันแล้วก็เลยเกิดความยุ่งยากในชีวิตของทั้งสอง คือพอจิตใจลูกไปอยู่ในร่างพ่อ ก็เลยไปให้ความคิดเห็นแปลกๆ อย่างที่ไม่เคยพูดมาก่อน กับเพื่อนร่วมงาน ส่วนพ่อที่เข้าไปอยู่ในร่างลูก ก็เรียนไม่เอาไหน แถมไม่สนใจเพื่อนชายที่กำลังมาจีบลูก จนเขาคนนั้นงงไป
ทั้งเรื่อง ทั้งบท ก็ขำๆ ดี ไม่บ้า ไม่หลุดอย่างที่คิด แต่สนุกกำลังดีเลยละ และที่ติดใจมากๆ คือการแสดงทั้งของพ่อและลูก แสดงเก่งมากๆ ทั้งสองคน ทั้งคนเป็นพ่อ ที่ต้องแสดงว่าข้างในตัวเองเป็นเด็กผู้หญิงม.ปลาย การเดินเหิน พูดจา ท่าทาง ดูเป็นสาวไปหมดเลย น่ารักจริงๆ ส่วนลูกสาว ที่ต้องแสดงว่าในตัวเองเป็นลุง ก็ทำได้เหมือนมากๆ ดูแล้วทั้งอินทั้งขำ ขอปรบมือให้เลย
ช่วงนี้พลาดดูมาสองตอนแล้ว แต่ยังติดตามจากเวบและบอร์ดต่างๆ ที่คุยกันเรื่องนี้เสมอๆ หวังว่าวันอาทิตย์นี้คงจะได้ดูนะ เพราะเรื่องมันน่ารักมาก ไม่อยากไปรอยืมวีดีโอดูทีหลังอ่ะ คงไม่ได้อรรถรสเท่านี้
นี่ทุกเรื่องเพิ่งดำเนินมาได้ราวๆ ครึ่งเรื่องเท่านั้นเอง ถึงตอนที่ 5 บ้าง 6 บ้าง ยังเหลืออีกครึ่งนึง ซึ่งก็ถือว่าผ่านแล้วนะสำหรับเรา คือบางเรื่องตอนแรกๆ เริ่มดูก็ชอบนะ แต่พอซักตอน 4-5 ชักจะเบื่อ เลิกดูไปกลางคันนี่เยอะมาก แต่ 5 เรื่องที่ดูอยู่ตอนนี้ มาครึ่งเรื่องแล้วยังไม่เบื่อ ยังไม่เลิก ก็คงจะดูไปจนจบเรื่องได้แล้วละ (ถ้าไม่มีเหตุให้อดดูติดๆ กันหลายตอนจนต่อไม่ติดแล้วอะนะ)
เด๋วถ้าจบแล้วค่อยมาเล่าตอนจบอีกทีละกัน
ปล. ที่กรี๊ดสุดๆ คือแอบรู้มาว่า ฟุกุยะมะ สุดที่รักของเรา กำลังลงละครออทั่มนี้ ของฟูจิเทเลบิละ เย้ๆๆ คือเค้าไม่ได้เล่นละครมาสี่ปีได้แล้ว หลังจากเรื่องบิวตี้ออร์เดอะบีสท์ (อันนี้เรื่องโปรดอันดับ2 รองลงมาจากเทนไตฯ) นั่นแหละ กำลังคิดถึงมั่กๆ เห็นว่าเรื่องนี้เค้าจะเป็นนักฟิสิกซ์สติเฟื่องอ่ะ ยังนึกภาพไม่ออกเลย 555+ เล่นคู่กับ ชิบาซากิ โค (นางเอกกู๊ดลักอ่ะ บัวบัวอย่าทำหน้าเซ็งชีเลยนะ เด๋วนี้ชีสวยแล้ว เพราะได้เล่นกะพระเอกหล่อๆ ทุกคนเลยอ่ะ 55) เป็นละครวันจันทร์9 ของฟูจิเทเลบิซะด้วย เรตติ้งไม่ธรรมดาแน่นอน โว้ววว อยากดูไม่ไหวแร้ววว แต่กว่าจะเริ่มตั้งตุลาแน่ะ..
แต่น้า เอ๊ย พี่คะ ขอร้องอย่างนึง เรื่องนี้อย่าอ้วนนะคะ เอาเท่าตอนเรื่องบิวตี้ฯ อ่ะ หล่อล่ำสามโลกจริงๆ เลยค่ะ แต่ช่วงนี้เห็นพี่ในโฆษณาแล้วแบบ พี่อวบไปนิดมั้ยคะ เป็นห่วงคือ คือคอกับคางพี่ มันหายไปแล้วค่ะ เสียดายความหล่ออ่ะค่ะพี่
18/04/2007 ละครน้ำเน่าหายไปนาน ไม่ได้มาอัพสเปซเลย ช่วงที่ผ่านมายุ่งๆ หลายอย่าง กับเวลากลับมาบ้านแล้วไม่ค่อยมีอารมณ์ทำอะไรด้วยแหละ ช่วงนี้อากาศสบายดี น่านอน (เวลาหนาวๆ มันก็บอกหนาวเลยอยากนอน พอเวลาร้อนๆ ก็บอกร้อนเลยเหนื่อย อยากนอนอีก สรุปขี้เกียจมันทั้งปีเลย 555+)
รูปก็ไม่ได้เอามาลงเลย ไปไหนมาตั้งเยอะแยะ รูปมันเลยเยอะตามไปด้วย เอาลงคอมไว้หมดแล้ว แต่ยังไม่มีเวลาตกแต่งอะไรเลย เฮ้อๆๆๆ เอาไว้จะทยอยเอาลงทีละนิดนะ
อะ เลิกแก้ตัวๆ เด๋วจะง่วงหงอยพับหลับไปซะก่อนอีก
มาพูดถึงละครน้ำเน่ากันเถอะ 555
แน่นอนว่าต้องเป็นละครไทยสิเนอะ
อากาศช่วงนี้คล้ายๆ หน้าหนาวเมืองไทย เลยเกิดคิดถึงเมืองไทยขึ้นมา เหงาๆ ด้วย เพราะช่วงที่ผ่านมามีคนมาอยู่ด้วยนาน ตอนนี้ชักอยู่คนเดียวไม่ได้ขึ้นมาแล้วสิ พอดีเข้าพันทิพแล้วเจอกระทู้ละครที่เค้ากำลังฮิตๆ กันอยู่ เรื่อง ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ (ชื่ออลังการดีเนอะ) เห็นเป็นละครพีเรียดหน่อยๆ มีเรือนไทย พายเรือเก็บดอกบัว บรรยากาศเมืองไท้เมืองไทย ก็เลยไปหามาดูแก้คิดถึง ดูไปสองสามตอนก็หยุด เพราะรู้สึกแปลกๆ กับบท การตัดต่อ บุคลิกแปลกๆ ของนางเอก(สุวนันท์) และแอคติ้งที่แข็งปานเทวรูปของพระเอก (แต่หล่อดี อภัยให้จ้ะ)
ทีนี้ในกระทู้เรื่องนี้ มีแต่คนเอาไปเปรียบเทียบกับเรื่อง หลงเงาจันทร์ ที่มีคู่พระนางคู่เดียวกับเรื่องปู่โสมฯ และทำให้พระเอกคนนี้ดังกระหึ่มทันที (สำหรับคนไม่รู้จัก เค้าชื่อสเตฟาน หล่อทีเดียว เสียแต่แสดงเป็นท่อนไม้กลับชาติมาเกิดทั้งเรื่อง)
ก็เลยนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ จำได้ว่ากระแสแรงสุดๆ เมื่อราวๆ ช่วงนี้ของปีที่แล้วนี่ละ เดือนกุมภามีนานี่แหละ ในพันทิพกระทู้ยุ่บยั่บ ตอนนั้นแม่มาที่นี่ ยังถามเลยว่าจะดูหลงเงาจันทร์ได้จากไหนมั่ง แบบว่าคนเค้าติดกันทั้งบ้านทั้งเมือง และเราซึ่งเป็นลูกที่ดี กลัวแม่จะถูกมอมเมาเพราะละครน้ำเน่า เลยไปหาดีวีดีหนังฮอลลีวูดมาให้แม่ดูแบบท่วมบ้านแทน (เพราะตอนนั้นยังไม่ค่อยมีเวบดูทีวีไทยออนไลน์ที่ไว้ใจได้ แล้วก็เสถียรๆ อย่างตอนนี้ด้วยละ กระแสดูทีวีออนไลน์นี่กระหึ่มขึ้นมาเพราะเรื่องอุ้มรักจริงๆ เลย ซึ่งก็ราวๆ เดือนมิย. ปีที่แล้วนี่เอง)
ทีนี้ก็เลยไปหาหลงเงาจันทร์มาดูแทนปู่โสมฯ เพราะอยากรู้ทำไมมันถึงฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองขนาดนั้น ถ้าอีตาสเตฟานหน้าตาย เล่นเป็นโลหะทั้งเรื่องอย่างนี้ มันจะฮิตได้ยังไงกัน
พอได้ดูตอนแรก โหย.. ทีนี้ ติดเลย ติดทันที !!!
มันเน่าได้ใจจริงๆ ครับท่าน !!!
ไม่ได้ดูละครที่เน่าจริงๆ จังๆ อย่างนี้มาหลายปีแล้ว อืม แต่จะว่าไป ตั้งแต่มายี่ปุ่น เราดูละครไทยไปกี่เรื่องกันเชียว สมัยอยู่โตเกียว ที่ไปเช่าจากร้านเอเชียมาดูกันหลายๆ คน ชนิดวนกันทั่วทั้งกพ. ก็มีเรื่อง เจ้ากรรมนายเวร โซดากับชาเย็น เมืองมายา รักเล่ห์เพทุบาย แค่นี้เอง (ในเวลา 4 ปีครึ่งนะนั่น อัพเดทจริงๆ) แล้วมาเริ่มดูออนไลน์ช่วงปีที่แล้ว ก็ดูแค่ อุ้มรัก สองเรานิรันดร พลิกดินสู่ดาว แก้วตาพี่ แค่นี้แหละ (จริงๆ พยายามติดตามดูละครน้องเวียร์ต่อ แต่ทนดูไม่ไหวเพราะความปัญญาอ่อนของบท และเราไม่ค่อยมีเวลาแล้วด้วยแหละ)
เรื่องนี้มันเน่าแบบ ดาวพระศุกร์ จำเลยรัก อย่างนั้นเลย ต้นตำรับละครน้ำเน่าแบบไทยๆ ที่ชาติไหนก็เลียนแบบไม่ได้ มันออริจินัลจริงๆ !!!!
เริ่มจากนางเอกต้องเสียแม่ไปตอนยังเด็กๆ และพ่อก็ถูกบังคับให้แต่งงานกับผู้หญิงอีกคนที่ร้ายมากๆ ตามประสาแม่เลี้ยงใจยักษ์ทั่วไป นางเอก(ชื่อพิมพ์) ถูกนำไปเลี้ยงในบ้านพ่อ นอกจากแม่เลี้ยงก็ยังมีปู่ย่าที่ไม่ค่อยจะรักเธอซักเท่าไหร่ ถูกกดขี่ข่มเหงตลอด ทั้งๆ ที่เป็นคนดี ไม่มีปากมีเสียง (และแน่นอน เธอเป็นที่รักของคนใช้ในบ้าน) แล้วนังอิจฉาก็มาเกิดเป็นน้องสาวต่างแม่ของพิมพ์ (นั่นไง ลางเน่า มันมาแล้วววว) นังน้องสาวคนนี้(ชื่อเขม) ก็ร้ายแบบนังร้ายไทยแท้ๆ คือบ้าผู้ชาย หลอกผู้ชาย ทำให้เพื่อนรักร่วมสาบานของพระเอกตายเพราะเธอบอกเลิก โดยตอนคบเธอโกหกว่าชื่อพิมพ์ พระเอกรู้ข่าวว่าเพื่อนตายก็แค้นเคืองมาก ประกาศว่าขอจองเวรนังคนชื่อพิมพ์ (คือรู้ชื่อจริงนามสกุลจริง แต่ไม่เคยเห็นหน้า)
เอาละ เริ่มเน่าได้ที่ ทีนี้เดาได้ยังว่ามันจะเป็นไงต่อไป
พระเอกกลับจากเมืองนอก (พระเอกหนังไทยไปเมืองนอกทุกคนแหละ ถ้ายังไม่ไปนี่แววว่าจะได้เป็นแค่พระรองนะฮะ) ก็ตามหาพิมพ์ไปตามรพ. ต่างๆ (คือพิมพ์เป็นพยาบาล) แล้วดันเจอด้วยเฮ้ย !!! (ทีหลังไปถามชื่อหมอตามรพ.ต่างๆ มั่งดีก่าเนอะ ถ้ามันเจอกันง่ายๆ งี้ละก็ 55) ทีนี้พระเอก(ขอเรียกมันว่า ไอ้เอ) ก็ทำตัวโรคจิต โดยการเป็นสโตเกอร์ตามนางเอกไปทุกที่ ข่มเหงรังแกแบบจิตๆ เพราะคิดว่าเธอเป็นคนร่านผู้ชาย มารยา อะไรเทือกนั้น และขอหมั้นกับน้องสาวนางเอก เพราะแม่พระเอกกับแม่เลี้ยงนางเอกเป็นเพื่อนกัน (คือขอหมั้นผิดตัว จริงๆ จะหมั้นนางเอกน่ะ เพื่อจะแก้แค้นแทนเพื่อน เอากะมันสิ)
ไอ้เอก็ตามแกล้งพิมพ์ไปเรื่อยๆ แต่ระหว่างนี้ก็แอบรักกันแล้วละ (มันเน่าจริงๆ เลย) แต่ชอบแกล้งทำให้นังเขมหึงพิมพ์ โดยการตอแหลกันซึ่งๆ หน้าแบบชนิดนังอิจฉายังอาย เช่นว่าจูบพิมพ์ก่อน แล้วไปฟ้องคนรอบข้างว่าพิมพ์ไปจูบมันก่อน (โอ้ว คิดได้??) จนพิมพ์ที่ปกติกินแม่พระเป็นอาหาร เกิดทนไม่ไหว (เพราะก็เล่นโดนจูบไปหลายซีนเหมือนกัน) เอาหินไอ้เอฟาดเลือดอาบ และขับรถไปชนจนเป็นอัมพาต พิมพ์ก็เลยรู้สึกผิด ต้องมารับหน้าที่พยาบาล ทำกายภาพจนไอ้เอหาย (ตอนนี้เป็นช่วงสวีทๆๆ)
ทีนี้หายได้ ก็รู้ตัวว่ารักนางเอกแล้วละสิ แต่นางเอกเธอก็เป็นนางเอกน่ะ เธอก็บอกแต่ว่า "คุณต้องแต่งงานกับน้องสาวชั้น" และบอกว่าเธอจะแต่งงานกับคนอื่น ไอ้เอก็หึงสิ มันจึง... ใช่แล้ว.. เดาไม่ผิดหรอก
มันจึง.. ปล้ำนางเอกไง !!! ขนาดเพิ่งหายจากอัมพาตนะน่ะ - -''
ละครไทยจริงๆ เว้ยเฮ้ยยยยย !!!
(แต่ขอชมบทที่เขียนอย่างสวยงาม ให้เห็นว่าพระเอกทำลงไปเพราะความรัก และนางเอกก็สมยอมเพราะความรักเหมือนกัน กึ๋ยๆๆๆ แถมมีฉากหวีดๆ กุ๊กกิ๊กๆ หลังจากนี้ ที่แสดงว่าทั้งสองคนรักกัน ไม่ใช่นางเอกโดนข่มขืน แล้วนอนร้องไห้กระซิกๆ ให้เห็นว่าไม่เต็มใจอย่างละครน้ำเน่าโดยมาก รู้สึกว่าคนเขียนบทค่อนข้างแคร์สังคมน่ะ)
และใช่แล้ว.. พอปล้ำกันได้ ทีนี้อะไรๆ ก็ดีขึ้นละ.. 555
ไอ้เอมันก็รู้ว่านางเอกเป็นสาวบริสุทธิ์ (ดีนะเธอไม่ขี่จักรยานตอนเด็กๆ ไม่งั้นก็อาจดูเหมือนไม่บริสุทธิ์ได้) และรู้ว่าตัวเองรักนางเอก หลังจากนี้ก็เป็นช่วงง้อๆๆๆๆ (พระเอกยังคงตามไปเป็นสโตเกอร์อยู่ แต่ไปทำหน้าหงอยๆ เหมือนไก่ป่วย ถามซ้ำๆ อยู่แค่ว่า "คุณรักผมบ้างมั้ย?") แต่นางเอกเธอก็ยังยืนยันคำเดิมว่า "คุณต้องแต่งงานกับน้องสาวชั้น ชั้นจะแต่งงานกับหมอ" (ทำหน้าเด็ดเดี่ยว)
พระเอกก็เกิดฉลาดขึ้นมา ตามไปหาพ่อแม่ของเพื่อนที่ตายไป ให้มาดูว่าคนไหนกันแน่คือพิมพ์ที่เคยเป็นแฟนลูก เลยรู้ว่าจริงๆ แล้วเป็นนังเขม พระเอกก็เลยจะขอถอนหมั้นนังเขม เธอก็คลุ้มคลั่งอาละวาด เป็นบ้าไปเลย จ้างคนไปยิงนางเอก และพระเอกก็มารับกระสุนแทน แต่ก็ไม่ตาย (โอ๊ยยยยย มันจะเน่าอีกนานมั้ย)
เดาตอนจบได้แล้วใช่มะ เนื่องจากนังอิจฉาเข้าคุก(และบ้า) ทุกอย่างก็เลยแฮปปี้เอนดิ้ง นางเอกที่เคยโดนโขกสับ ก็กลายเป็นที่รักของทุกคนแบบหน้ามือเป็นหลังเท้า เยี่ยมจริงๆ ตอนจบก็เลยมีความสุขกันถ้วนหน้า
เป็นไงเนื้อเรื่อง ยุงบินว่อนเลยเห็นมั้ย 555+
แต่เรื่องนี้ ขอชื่นชมเลยว่าเป็นละครน้ำเน่าที่ทำได้ดีจริงๆ บทดีมากๆ (เพราะคนเขียนบทคือคุณศัลยา มือเขียนบทมือ1ของช่อง7) บทมันไม่เว่อร์แบบ นางเอกถูกโขกสับแบบโง่ๆ ร้องไห้กระซิกๆ อยู่ฝ่ายเดียว แต่คำพูดโขกสับ เช่นที่ย่าพูดกับนางเอก มันดูสมจริง แบบมีที่มาที่ไป นางเอกมีการโต้ตอบ มีความคิด มีแง่มุมที่บอกคนดูว่าเธอไม่ได้โง่ แต่รักความสงบมากกว่า (ซึ่งเราว่าบทแบบนี้แสดงออกได้ยากนะ ที่จะทำให้ดูไม่โง่น่ะ แต่เราดูเรื่องนี้แล้วไม่รู้สึกว่าใครโง่เลย ยกเว้นพระเอก แต่ไม่ใช่โง่แบบไม่รู้อะไร เป็นโง่แบบโรคจิตมากกว่า) และทุกคนในเรื่องก็ดูมีมิติ ไม่มีคนดีแบบจะดีไปไหนเนี่ย กับร้ายแบบจะบ้าหรอ (ยกเว้นนังเขมกับแม่มัน เสี่ยงต่อเปลือกทุเรียนแท้ๆ แต่ก็เป็นการร้ายแบบมีปมน่ะ ไม่ดูเว่อร์) คำพูดต่างๆ ก็แทรกคำสอนดีๆ ไว้ตลอด แบบไม่น่าเบื่อด้วย มีทั้งคติสอนใจให้เป็นคนดี ที่ทวดสอนนางเอก กฏหมายครอบครัวที่พ่อนางเอกใช้กำราบเขม ความรู้เรื่องยาและอาหารที่นางเอกบอกปู่ ฯลฯ เป็นบทละครที่ดีจริงๆ ดูแล้วเข้าใจว่าทำไมคนถึงได้ดูแล้วติด และฮิตกันทั่วประเทศขนาดนั้น
อีกอย่างเนื้อเรื่องดูเหมือนจะเครียด บทก็เลยมีอะไรขำๆ สอดแทรกตลอด อย่างคนใช้ที่หลอกด่านังเขม โดยบอกว่า ด่าหลานสาวตัวเอง ฮาสุดๆ 55+ หรือบทเพื่อนพระเอก ก็ฮาดีอีกเหมือนกัน ส่วนที่ไม่ได้ตั้งใจให้ฮา แต่เราดูแล้วฮา ก็เช่น ฉากที่นางเอกถูกพระเอกกระชากมากอด เธอจึงด่าเขาด้วยเสียงเครือ น้ำตาคลอ ว่า "คุณมันคนไม่ดี ไม่ดีมากๆ เลย" โถ ด่าซะเจ็บ พระเอกคงกระทบกระเทือนใจกับคำด่าของนางเอกมาก (แต่ยังดีที่เมื่อโดนกอดครั้งต่อมา เธอจึงด่าแรงขึ้นว่า "คนเลว")
การแสดงของทุกคนในเรื่องก็ดี ฝีมือกินกันไม่ลงทุกคนเลย โดยเฉพาะสุวนันท์นี่ บทร้องไห้เล่นเอาเราร้องตาม สุดๆ เลย นังเขมกับแม่ก็น่าชมมากๆ เล่นได้ดูเป็นคนร้ายแบบเก็บกด โรคจิต คือดูแล้วเชื่อว่าที่กรี๊ดๆ แบบนังอิจฉาตลอดเรื่องเนี่ยมันมีสาเหตุ มีที่มาที่ไปจริงๆ คือเขมจะรู้สึกว่าพ่อไม่รัก พ่อรักพิมพ์มากกว่า เพราะแม่เป็นคนปลูกฝังว่าพ่อไม่รักแม่ ถูกบังคับให้แต่งกับแม่ ก็เลยจะเรียกร้องความสนใจตลอด ไม่ใช่สักแต่ว่ากรี๊ดแบบไม่เข้าใจว่าจะกรี๊ดทำไมแบบนังอิจฉาทั่วไป ส่วน ปู่ ย่า พ่อ ของนางเอก ก็เล่นได้ไม่มีที่ติเลย ดูแล้วเชื่อจริงๆ ไม่เหมือนดูละคร ทั้งบท ฉาก การแสดง มันลงตัวหมดจริงๆ
จะติก็แต่พระเอก เล่นหน้าเดียวไร้อารมณ์ไปหน่อย แต่บทกลั่นแกล้งนางเอกแบบจิตๆ นี่มันก็ส่งเอาแรงละ ถึงได้เกิดแบบเต็มตัวในข้ามคืนขนาดนี้ และพอเป็นฉากกุ๊กกิ๊กๆ เอาแต่ใจ อาละวาดเหมือนเด็กๆ ก็เล่นได้น่ารักจนเราอินไปเหมือนกัน แบบว่าดูไปเขินไปเลยเชียว และอีกอย่าง พี่แกหล่อจริงๆ หล่อแบบ หล่อ ฟุลสต็อป ไม่มีแต่หรือข้อแม้อะไรตามมาแบบพระเอกช่อง 7 โดยมาก (เช่นน้องเวียร์ หล่อแต่ดำ 555) เรานี่ขนาดไม่เคยปลื้มคนหน้าลูกครึ่งฝรั่งแม้แต่คนเดียว ดูแล้วยังอิน จนปลื้มนายนี่เลย สุดยอดจริงๆ
สรุป เราว่าละครเรื่องนี้เป็นละครที่ดีมากๆ เรื่องนึงเลย ดีแบบคุณภาพด้วย ไม่ใช่ดีแต่สนุก ขอชมบทเป็นอันดับ 1 ว่าเยี่ยมมาก ไม่รู้ได้รางวัลอะไรมั่งรึป่าวนะปีที่แล้ว แต่เราว่าควรจะได้เข้าชิงมั่งละ การตัดต่อก็ดี ดำเนินเรื่องเร็ว ไม่น่าเบื่อ มีมาเสียตอนท้ายๆ นิดนึง ตามแบบละครช่อง 7 ที่พอเรตติงดีแล้วชอบยืดดดด แต่ก็ยังพอรับได้ ไม่น่าเกลียด เพราะคนดูก็อยากให้พระเอกทรมานนานๆ เป็นการรับกรรมที่ไปแกล้งนางเอกเอาไว้มาก สะใจคอซาดิสม์ เหอๆๆ
และชมนักแสดงเป็นอันดับต่อมาว่าเยี่ยมจริงๆ ทำได้ดีจริงๆ ทุกคนเลย อย่างนี้สิมันถึงจะคุ้มกับเวลาที่อดหลับอดนอนดูมาเกือบ 10 วัน (ความยาวทั้งเรื่อง 24 ชม. ยาวกว่าละครยี่ปุ่น 2 เท่ากว่าๆ โอยยยย)
ไม่ปฏิเสธว่ามันเป็นละครน้ำเน่า เพราะมีครบทุกอย่างเลยไอ้ความน้ำเน่าน่ะ (เด๋วจะสรุปข้างล่างอีกที) แต่เป็นละครน้ำเน่ายอดเยี่ยมเลยอ่ะ คืออยากบอกคนทำละครไทย ว่าคุณจะทำละครน้ำเน่าก็ทำไปเหอะ ไม่ว่ากัน เพราะจริงๆ เนื้อเรื่องแบบนี้มันเข้าถึงสังคมไทยทั่วประเทศมากกว่าละครสมัยใหม่ ที่เนื้อหาเกี่ยวกับคนทำงาน แบบเดิ้นๆ ด้วยซ้ำ เรตติงคงเป็นตัววัดได้ดี อย่างหลงเงาจันทร์นี่ตอนจบได้ไปถึง 24 เรียกว่า 1 ใน 4 ของคนทั้งประเทศดูเรื่องนี้อยู่เลยเชียวแหละ..
แต่.. การทำละครน้ำเน่า ก็ทำให้มันดีได้นี่นา แบบเรื่องนี้ เนื้อหามันไม่มีไรเลยนะ โง่ๆ แบบน้ำเน่าขนานแท้และดั้งเดิม ดูตอนแรกก็เดาตอนจบได้แล้ว แต่ด้วยความที่บทและการแสดงมันดีมากๆ มันเลยกลายเป็นละครคุณภาพ ที่ดูสนุกและเข้าถึงทุกคนมากกว่าพวกละครรณรงค์ให้รักชาติ รณรงค์เศรษฐกิจพอเพียง แต่เนื้อเรื่องและบทดูโง่ๆ สอนแบบทื่อๆ น่ารำคาญ และนักแสดงที่พูดจากันแบบประดิษฐ์ๆ ชนิดที่ฟังดูแล้วละค้อนละคอน ซะอีก
ละครไทยที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ดู มันก็ต้องน้ำเน่าน่ะแหละ ถึงจะสนุก แต่อย่าสักแต่ว่าน้ำเน่าได้มะ อยากดูละครน้ำเน่าที่ดีๆ แบบเรื่องนี้อีก และก็อยากให้ไปฉายเมืองนอกเมืองนา แบบเดียวกับอยากให้อุ้มรักไปนั่นแหละ เพราะมันแสดงถึงความคิดความอ่าน ค่านิยมและสังคมไทยได้ชัดเจนทีเดียวเชียว เรื่องนี้น่ะ
รู้สึกผิดเล็กน้อยที่ดูถูกละครน้ำเน่ามานาน (คิดว่าวัยรุ่นไทยในสังคมเมือง คงมีระยะต่อต้านละครช่อง 7 ดูแต่ช่อง 3 และช่อง 5 แทบทุกคนอะนะ เราก็เคยเป็น 555) แต่ถึงวันนี้เริ่มเข้าใจแล้วว่า เราคนไทย เหมาะกับละครน้ำเน่านี่แหละ มันอิน มันเข้าถึงอารมณ์ เพียงแต่มันต้อง "เน่าแบบมีคุณภาพ" เท่านั้นเอง
และละครเรื่องนี้ เราว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทำละครดีๆ นะ ถึงจะยังมีอะไรให้จับผิดมากมาย (ตามประสาละครที่ถ่ายไปออกไป) แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงความประณีตบรรจงของผู้สร้างและนักแสดงทุกคน ขอให้มีละครดีๆ (ที่ไม่ว่าจะเน่าหรือไม่ก็ตาม) ที่ดูแล้ว "ได้อะไร" อย่างนี้ออกมาอีกเยอะๆ ละกันนะคะ จะรอดู
ละครน้ำเน่าจงเจริญ เย้ !!!!
ทีนี้มาให้นิยาม "ละครน้ำเน่า" กัน
เอาเป็นว่าลักษณะเด่นๆ ของละครน้ำเน่าเมืองไทยละกัน 55+
1. นางเอกหรือพระเอก เป็นลูกกำพร้า ไม่กำพร้าพ่อก็กำพร้าแม่ หรือทั้งพ่อทั้งแม่จะยิ่งรันทดมาก
2. คนใดคนหนึ่งรวย หรือรวยทั้งสองคน ไม่เคยปรากฏว่าเรื่องไหนพระเอกนางเอกจน อยู่สลัมทั้งคู่
3. ถ้ารวย จะเป็นที่จงเกลียดชงจังของคนในบ้าน
4. แต่ไม่ทุกคน ในบรรดาคนที่เกลียดๆ นี้ก็จะมีคนดีๆ ที่รักนางเอกอยู่คนสองคน
5. เป็นที่รักของคนใช้ในบ้าน แต่ก็จะมีคนใช้คนหนึ่ง ทีเป็นพวกแกะดำ อยู่ข้างนังอิจฉา
6. นางเอกจะผมตรง แต่งตัวเรียบร้อย กระโปรงยาว แต่งหน้าอ่อนๆ พูดช้าๆ
7. ตัวอิจฉาจะดัดผม ทำสีผม ใส่กระโปรงสั้น สายเดี่ยว ส้นสูง นมหก แต่งหน้าเหมือนลิเก ตาถลนๆ พูดจาแรดๆ
8. พระเอกมักจะเพิ่งกลับจากเมืองนอก เรียนเก่ง หล่อ รวย ดูดีมีชาติตระกูล แต่โง่เรื่องผู้หญิง (ก็สะท้อนอะไรได้ดีนะ)
9. ตอนเจอกันนางเอกจะไม่ชอบพระเอก หรือพระเอกจะไม่ชอบนางเอก ไม่ค่อยมีเรื่องไหนที่เจอกันแล้วปิ๊งทันที
10. ข้อยกเว้นของเรื่องที่เจอกันแล้วปิ๊งทันที คือเขาและเธอเคยเป็นเนื้อคู่กันมาแต่ชาติปางก่อน และเกิดมาหน้าเหมือนเดิมเปี๊ยบ
11. นางอิจฉาจะว่างงาน วันๆ ตามล่าพระเอกอย่างเดียว ไม่ต้องทำมาหากิน
12. พระเอกก็มักจะทำงานที่อิสระ เข้าเมื่อไหร่ก็ได้ อย่างเป็นเจ้าของบริษัทซะเอง หรือเป็นศิลปิน ไม่เคยเห็นพระเอกตอกบัตรหรือทำโอที
13. เวลาพระเอกกอด จูบ จับมือ กับตัวอิจฉา นางเอกจะเข้ามาเห็นเสมอ
14. ในทางกลับกัน เวลานางเอก กอด จูบ จับมือ กับพระรอง พระเอกจะเข้ามาเห็นเสมอ
15. เมื่อเห็นแล้วก็จะหึง ทำให้มีเหตุผลในการปล้ำนางเอกอย่างชอบธรรม
16. เมื่อปล้ำแล้ว จะเกิดญาณรู้โดยพลันว่า นี่กูรักเค้านี่หว่า และรู้ว่าเธอยังไม่เคยผ่านมือชาย
17. อ้างอิงจากข้อ 16 นางเอกย่อมเป็นสาวพรหมจรรย์เสมอ (ยกเว้นเรื่องอีพริ้ง คนเริงเมือง เอ๊ะแต่มันไม่ใช่ละครน้ำเน่าหนิหว่า)
18. โดนปล้ำครั้งเดียว นางเอกก็มักจะท้อง จนอยากชมพระเอกที่เข้าใจเลือกวันจริงๆ
19. นางเอกจะมีบ้านพักริมทะเล หรืออย่างน้อยก็บ้านเพื่อน
20. เวลาอกหัก เศร้า เหงา งอนพระเอก เธอจะไปทะเลเสมอ ไม่เคยปรากฏว่านางเอกเศร้าแล้วไปเดินเจเจ หรือสวนสยาม
21. ต้องมีคนโดนยิงอย่างน้อยหนึ่งคนในเรื่อง แต่ถ้าเป็นตัวเอก จะไม่โดนจุดสำคัญ (แต่ถ้าตัวประกอบ ถึงโดนแค่ที่ไหล่ก็ตายได้)
22. ต้องมีคนเข้าโรงพยาบาลอีกอย่างน้อยหนึ่งคน และถ้าช่อง7 ต้องเข้ารพ.เกษมราษฏร์ ไม่ว่าบ้านจะอยู่ไกลแค่ไหน
23. ตัวอิจฉาจะมีจุดจบคือ 1. บ้า 2.ตาย 3.เข้าคุก
24. นางเอกขาแข้งไม่ค่อยแข็งแรง เดินสะดุดล้มประจำ และพระเอกก็จะมารับได้ทันท่วงที่เสมอ ไม่เคยพบนางเอกสะดุดแล้วล้มปากแตก
25. ตอนจบพระเอกนางเอกจะเดินอยู่ริมทะเลเสมอ (หน้าบ้านหลังเดิม)
พอแค่นี้ก่อน เหนื่อยแย้ว ใครนึกออกอีกเพิ่มให้ด้วย 555
ละครน้ำเน่าจงเจริญ !!!
เด๋วจะไปหารูปพิมพ์เจ้าน้ำตา กับอีตาเอสุดหล่อมาแปะยืนยันความเน่า เอิ๊กๆ
เปลี่ยนใจละ ขี้เกียจเลือกและเซฟรูป เข้าไปดู ที่นี่ ละกันจ้า
(แต่เน้นตาเอนะ แฮ่ๆๆๆ หล่อองค์ลงจริงๆ พ่อคู้ณณณ)
5/12/2006 Crash หนังที่ชนความรู้สึก
"Moving at the speed of life, we are bound to collide with each other" Crash (2004)
ช่วงนี้ ไป TSUTAYA ทุกเสาร์ และเดินผ่านหนังเรื่องนี้ (ที่ขึ้น Ranking Best20) มาทุกเสาร์
เพราะหน้าหนังดูไม่น่าสนใจ จนไม่คิดจะหยิบมันขึ้นมาอ่านดูซักทีว่าเกี่ยวกับอะไร
แต่เสาร์นี้ก็หยิบมาจนได้..
จริงๆ รู้จักหนังเรื่องนี้ครั้งแรกตอนประกาศผลออสการ์ 2006 ตอนนั้นห้องเฉลิมไทยแทบแตก
เพราะ Brokeback Mountain 1 ใน 5 เรื่องที่เข้าชิง เป็นหนังขวัญใจชาวเหลิมไทยอย่างรุนแรง
เมื่อ BBM พลาดออสการ์ จึงมีการขุดคุ้ยและดิสเครดิตเรื่องที่ทำให้ BBM พลาดกันยกใหญ่
ซึ่งเรื่องนั้นก็คือ Crash นี่เอง
ตอนนั้นก็สนใจเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าเค้าด่าอะไรกันมากมาย แรงๆ กันทั้งนั้น
(ทั้งที่ดูแล้วคนด่าส่วนมาก ยังไม่ได้ดู Crash เพราะได้ยินว่าจำกัดโรงฉายด้วย)
แถมพอค้นกระทู้เก่าๆ ก็หากระทู้เกี่ยวกับ Crash แทบไม่ได้ เจอ 2 กระทู้เอง
ขณะที่กระทู้ BBM นับไม่ถ้วน (ต้มยำกุ้งก็พอๆ กัน)
แปลกใจผสมงงๆ หนังระดับออสการ์ ทำไมกระแสเงียบอย่างนี้
ขนาดตอนนี้ดูแล้ว ลองหาบทวิจารณ์ดู ก็มีน้อยมากๆ ทั้งไทยและยี่ปุ่น เจอไม่เกิน 3-4 บท
สำหรับที่ยี่ปุ่นนี่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเข้าฉายตอนไหน ด้วยความที่หนังที่นี่มันเข้าช้ามากๆๆๆ
สรุปมันเป็นหนังออสการ์ที่ไม่ดังใช่มั้ย???
หลังจากที่ได้ดู BBM แล้ว (ซึ่งก็บอกตรงๆ ว่า ประทับใจในระดับนึง แต่ไม่ขนาดนั้น)
ก็เลยต้องไปหาเรื่องที่ชนะ BBM มาดูอย่างสนอกสนใจมากขึ้น
แล้วก็ซาบซึ้งในที่สุดว่า ที่ Crash ได้ออสการ์มานั้น เหมาะสมที่สุดแล้ว
เพราะทำได้สมบูรณ์แบบจริงๆ ละเอียดอ่อน ละเมียดละไม ลึกซึ้ง ครบทุกแง่มุม
เป็นหนังที่ดูแล้วมากกว่าคำว่า ประทับใจ เพราะความรู้สึกที่เหลืออยู่หลังดูจบ มันเยอะจริงๆ
ครบทุกอารมณ์ ทั้งสุข เศร้า เหงา เสียดาย ดีใจ โล่งใจ ยินดี ผิดหวัง ฯลฯ
และมีอะไรเหลือให้คิดต่อมากมาย..
กลายเป็นหนังในดวงใจอีกเรื่องทันที
แต่ก็เข้าใจว่าทำไมเรื่องนี้ถึงถูกโจมตีเยอะมาก ว่าชนะบ๊อกแบ๊กมาได้ยังไง
เพราะกระแสสู้บ๊อกแบ๊กไม่ได้เลย และเชื่อว่าหลายคนก็เห็นว่าคุณภาพสู้ไม่ได้ด้วย
ถ้าพูดถึงตัวหนัง โปรดักชั่น และองค์ประกอบอื่นนะ เราก็ให้บ๊อกแบ๊กเหนือกว่านิดๆ อ่ะ
แต่..
เราว่าถ้าพูดถึงเฉพาะ "เนื้อหา" แล้ว บ๊อกแบ๊กสู้ไม่ได้จริงๆ
คือตัวหนัง บ๊อกแบ๊กอาจจะสวยงามกว่า ภาพสวย ดนตรีประกอบเพราะ
นักแสดงทำได้ดี (อันนี้ยอมรับ) แต่สำหรับ "สิ่งที่หนังต้องการจะสื่อ" เราให้แครชชนะเลิศ
คือถ้าพูดถึงแก่นเรื่องอย่างเดียว ให้ชนะ ชอว์แชงค์ และ อเมริกันบิวตี้ เลยอ่ะ จริงๆ
ไม่เคยดูหนังจบแล้วคิดอะไรต่อ (ฟุ้งซ่าน) ได้มากเท่านี้
จบประเด็นบ๊อกแบ๊กและออสการ์
เพราะเราก็ไม่ได้ไม่ชอบบ๊อกแบ๊กนะ เพียงแต่ไม่ชอบเท่าที่คิดว่าจะชอบ (เอ๊ะงง)
ชอบ Crash มากกว่า
และคิดว่า Crash เหมาะสมกับออสการ์ที่สุดแล้ว
เอาละ เล่าถึง Crash แล้วกัน
คือวิจารณ์เป็นเรื่องเป็นราวกับเค้าไม่เป็นหรอกนะ แต่ขอเล่าแบบคนดูที่ประทับใจมากๆ ละกัน
ใครยังไม่ได้ดู โปรดระวัง อาจเป็นการสปอยนะค้า
เรื่องนี้ทำให้นึกถึง Magnolia และ Love Actually เพราะเป็นหนังที่เล่าเรื่องคล้ายๆ กัน
คือตัวละครเต็มไปหมด แต่ละตัวมีเหตุการณ์ต่างๆ ของตัวเองที่เป็นเอกเทศ
แต่มาเกี่ยวข้องกันอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เราว่าเรื่องนี้ทำได้ดีกว่าสองเรื่องข้างต้นมากๆ
perfect ทั้งรูปแบบและเนื้อหา และที่ชอบที่สุดคือบท
เหมาะกับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว
บางคนบอกว่าหนังเรื่องนี้เน้นประเด็นการเหยียดผิว
(มันจะดีกว่าหนังรักซึ้งๆ มีคุณค่าอย่าง BBM ได้ไงวะ-ชาวเหลิมไทยบางคนกรีดร้อง)
แต่เราว่าไม่ใช่ อาจจะมีประเด็นเหยียดผิวที่เห็นได้ชัด มีทั้งคนดำ คนอาหรับ คนเอเชีย
แต่จริงๆ เรื่องต้องการสื่อถึงผลกระทบของ "การชน" ตามชื่อเรื่องนั่นแหละ
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่รถชนกันตอนเปิดเรื่อง
แต่เป็น "การชน" ของตัวละครต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อกันต่อเนื่องไปเป็นลูกโซ่
อธิบายว่า การที่คนๆ นึงมีพฤติกรรมต่อคนอีกคนนึงอย่างหนึ่งนั้น
เพราะเค้าได้เจอพฤติกรรมอย่างไรมากจากอีกคนหนึ่ง
ในสังคมเมืองใหญ่ที่ทุกคนอยู่กันอย่างไม่ไว้วางใจกัน มีแต่ความหวาดระแวง
ความรู้สึกว่าตัวเอง "โดนเหยียด" และความรู้สึก "เหยียดคนอื่น"ที่บางทีเราก็ไม่รู้ตัว
และเมื่อเราต่างมองคนอื่นอย่างไม่ไว้ใจ จากมุมมองของตัวเอง และเพื่อตัวเอง
จึงมี "การชน"เกิดขึ้นเสมอ
ใน "การชน" ของแต่ละคน ก็มีเหตุและผลต่างๆ กันไป
แต่ที่เหมือนกันคือเกิดผลกระทบต่อตัวเองและคนรอบข้างต่อๆ กันไป
อย่างตัวละครที่เป็นตำรวจ ซึ่งโดนดูถูกจากหญิงผิวดำที่คลินิก
ทำให้อารมณ์ตกค้างจนมาลวนลามหญิงผิวดำอีกคนในขณะปฏิบัติหน้าที่
จนทำให้เพื่อนร่วมงานของเขาไม่พอใจ และขอแยกตัวไป
โดยเขาเองก็ได้แต่บอกเพื่อนว่า สักวันนายจะเข้าใจ
สามีของหญิงผิวดำได้แต่ยืนมอง เพราะถ้าต่อต้านตำรวจก็ย่อมจะมีผลร้ายมากกว่าดี
แต่เขาก็เก็บกดเอามาก้าวร้าวกับตำรวจผิวขาวคนอื่นในตอนต่อมา
ทั้งที่ตำรวจพยายามจะช่วยเขาจากโจรขโมยรถ
วัยรุ่นคนดำเคียดแค้นการเหยียดหยามของบริกรคนขาว ทำให้จี้เอารถคนขาวไป
หญิงสาวผิวขาวถูกคนดำจี้เอารถไป ก็เลยโมโห ประชดประชันคนรอบข้าง
โดยเฉพาะกับแม่บ้านผิวสี
นอกจากนี้ยังมี "การชน" ของตัวละครอีกมากมาย
ทั้งชายเจ้าของร้านชาวเปอร์เซีย ที่ทะเลาะกับช่างซ่อมลูกบิดประตู
ตำรวจผิวดำที่เป็นปากเสียงกับแม่เรื่องตามหาน้องชาย
หนังกดดันคนดูไปเรื่อยๆ แล้วค่อยๆ หาทางออกให้กับทุก "การชน" นั้น
และเท่มากๆ ที่มักจะมีเรื่องของ "การชน" จริงๆ (คือรถชน) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
หญิงสาวผิวดำ ถูกตำรวจคนที่ลวนลามเธอ ช่วยออกมาจากอันตรายได้อย่างปลอดภัย
และทำให้เราชอบตัวละครตำรวจคนนี้มากๆ เพราะหนังชี้ให้เห็นว่า จริงๆ เขาไม่ใช่คนเลวร้าย
เขาทำตามหน้าที่ แต่เพราะความเก็บกดในอารมณ์ (ที่เราก็เห็นว่าเพราะอะไร) ทำให้เขาทำสิ่งร้ายๆ
เพื่อนร่วมงานของตำรวจคนนี้ก็ช่วยสามีเธอจากสถานการณ์ล่อแหลมเพราะไปก้าวร้าวตำรวจได้
เป็นการชดใช้ที่เพื่อนของเขาไปลวนลามภรรยาคนอื่นนั่นเอง
ชายชาวเปอร์เซียหุนหันไปทำร้ายช่างซ่อมประตู เพราะร้านโดนพัง
แต่ก็มีปาฏิหาริย์ ทำให้เขาได้พบ "นางฟ้า" ของเขา
หญิงสาวที่ถูกขโมยรถ ตกบันไดบาดเจ็บ จึงทำให้เธอรู้ว่า คนที่ดีกับเธอจริงๆ คือใคร
ตำรวจผิวดำเจอน้องชายที่หายไปจนได้
และวัยรุ่นคนดำที่ขโมยรถ ก็หลุดพ้นจากความรู้สึกถูกเหยียดหยามจนได้
เล่าๆ มานี่เหมือนจะแฮปปี้เอนดิ้งใช่มะ แต่จริงๆ มันไม่ใช่เลย
อาจจะมีคนที่ได้เจอทางออกที่สวยงาม แต่สำหรับบางคนก็เป็นทางออกที่เจ็บปวดจริงๆ
แต่ถ้าเล่ามากกว่านี้เด๋วดูเองไม่สนุก ฉะนั้นดูเองดีกว่าค่า
หลังจากนี้สปอยเต็มๆ ค่า ***********
เรื่องนี้มีฉากที่ชอบมากๆ หลายฉากด้วยกัน
ทั้งตอนที่ช่างซ่อมประตูเล่าเรื่องนางฟ้าให้ลูกสาวฟัง และถอดเสื้อคลุมโปร่งใสให้
น่ารักมากๆ คิดได้ไง ประทับใจจริงๆ
และมาตะลึง หยุดหายใจ ใจหายวูบไปกับฉากที่หนูน้อยวิ่งออกมาปกป้องพ่อ
ฉากนี้ภาพทำได้สะเทือนอารมณ์มากๆ คาดว่าตัวเองลืมหายใจไปจริงๆ นานทีเดียว
แล้วก็สะเทือนใจอย่างแรง กับฉากที่แม่ของตำรวจคนดำ บอกกับลูกชายคนพี่ เมื่อเจอน้องชายว่า
"ฉันรู้ ว่าเขากลับมาบ้านตอนที่ฉันหลับ เขาซื้อของมาใส่ตู้เย็นไว้ให้ฉันด้วย"
น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว พรากๆๆๆ หยุดไม่ได้เลย
และฉากที่เพื่อนร่วมงานของตำรวจที่ลวนลามผู้หญิงคนดำ เผารถตัวเอง
มีทั้งอารมณ์เก็บกดและปลดปล่อย
ดูเหมือนเขาจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมเพื่อนถึงทำอะไรแย่ๆ ลงไปได้
ฉากเผารถนี่เอง ที่ชายคนที่ภรรยาถูกลวนลาม จอดรถ ลงมาร่วมเผาด้วย
แล้วหิมะก็เริ่มตก สวยมาก หิมะตกลงในกองไฟ
จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์เข้ามา เขารับและพูดสั้นๆ ว่า
"ผมรักคุณ"
เอาน้ำตาเราไปอีกพราก พรากๆๆๆๆ
และฉากสุดท้าย เมื่อหญิงอ้วนในคลินิก ถูกชน
คิดได้ไง !!! เป็นตอนจบที่อยากปรบมือให้จริงๆ
หัวเราะออกมาทั้งน้ำตา
จบพื้นที่สปอย ************************
สำหรับข้อเสียที่ไม่ชอบก็มีบ้าง (แต่ไม่คิดว่ามันมีผลกับหนังเท่าไหร่)
อย่างที่หลายๆ คนบอกว่ามัน Fake ก็ยอมรับ แต่เพราะบทหนังมันเป็นแบบนี้เท่านั้นเอง
นอกนั้นก็เรื่องการให้ความสำคัญกับตัวละคร แต่แค่นิดๆ เดียวเท่านั้น
คือบทของซานดร้า บุลล็อค ที่น้อยมากจนไม่น่าให้เครดิตเป็นนักแสดงนำ
สรุปว่าเป็นหนังที่ชอบมากที่สุดอีกเรื่องนึง เกือบๆ จะเทียบเท่า ชอว์แชงค์
เพียงแต่ยังไม่สมบูรณ์แบบขนาดนั้น ยังมีขัดๆ ใจอยู่บ้าง
แต่ชนะ American Beauty และ Forrest Gump แล้วละ
(เพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นปลื้มหนังรางวัลๆ หลายเรื่องเหมือนกันนะเนี่ย ปกติไม่ค่อยถนัดแนวนี้)
เรื่องนี้นอกจากบท ที่ต้องเรียกว่าเทวดาเขียนชัดๆ แล้ว ภาพก็สวย มุมมองและการลำดับภาพดีมากๆ
และที่อยากชมอีกอย่างคือดนตรีประกอบ ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆ
ทำไมไม่ได้ออสการ์สาขานี้อีกอันเนี่ย
คือดนตรีเบาๆ มีกลิ่นเพลงคริสต์มาสนิดๆ ตลอดเวลา (เพิ่งรู้ทีหลังว่าเรื่องเกิดก่อนคริสต์มาสสองวัน)
ที่บรรเลงในทุกฉากที่หดหู่ กดดัน กลับไม่ทำให้คนดูเครียดหรือจิตตกแม้แต่น้อย
แต่ทำให้รู้สึกอบอุ่น คล้อยตามโดยไม่กดดัน ไม่บีบคั้นอารมณ์เลย ชอบจริงๆ
เป็นอีกเรื่องที่ดูจบแต่อารมณ์ไม่จบ ทำให้คิดต่อไปอีกนาน เพราะมีประเด็นให้คิดเยอะมาก
ที่โดนใจที่สุดคงจะเป็นประเด็นที่อยู่ในคำโปรย
"Moving at the speed of life, we are bound to collide with each other"
ใครยังไม่ได้ดูขอแนะนำให้ดูนะ เป็นหนังที่ดูแล้วได้อะไรเยอะจริงๆ
สำหรับเรา.. ซื้อเก็บแน่ๆ ครับผม !!
**************************************
ช่วงนี้กระหน่ำดูหนังไปหลายเรื่อง ชอบหลายเรื่องเหมือนกันนะ แต่ไม่โดนสุดๆ เท่าเรื่องนี้
อย่างเช่น Christmas in August หนังเกาหลี ที่โดนเชียร์มานาน แต่เพิ่งได้ดู
Before Sunrise + Before Sunset หนังที่อยากให้รางวัลคนเขียนบทที่สุด
Brokeback Mountain ชอบนะ แต่มันกดดันเกินไปหน่อย ดูจบก็ยังมืดมนและหดหู่ในอารมณ์
Mr. and Mrs. Smith เพิ่งรู้ว่ามันเป็นหนังตลก !!!
Secret Window ระทึกขวัญ และจบได้โรคจิตดีแท้
28 Days Later ในที่สุดเราก็ทำใจดูหนังแนวนี้ได้ และชอบด้วย
Memento ดูเสร็จต้องกินพาราแล้วเข้านอน แต่ประทับใจค่อดๆ
Noel เรียบๆ เงียบๆ งงๆ แต่อบอุ่น
Gattaca พลาดเรื่องนี้มาได้ไงตั้งนาน !!
Finding Neverland เรียบๆ เรื่อยๆ แต่สวยงาม ประทับใจ
Proof of My Life ไม่สุขมาก ไม่เศร้ามาก แต่ชอบ !!
Pride and Prejudice สวยทั้งเรื่อง ทั้งคน ชุด วิว คำพูด บรรยากาศ
Raising Helen ดูแล้วยิ้มได้
ยังเหลือ In America กับ Love Me If You Dare
เด๋วจะหาเวลาดู
12/11/2006 Moviesวันนี้ฝนตก ฟ้าร้อง ลมแรงเหมือนมีพายุ แถมหนาวจับขั้วหัวใจสุดๆ
ไม่ค่อยเจออากาศแบบนี้ในเดือน 11 นะ แปลกดี
เป็นอากาศที่ทำให้หดหู่ หม่นเศร้า ซึมเซาชวนฆ่าตัวตายมากๆ
เดินขึ้นมานี่หนาวจนหูจะหลุดจริงๆ
ตอนเย็นวันนี้กลับมาจากสอน เตร็ดเตร่อยู่แถว JR รอให้ฝนซา
เดินเรื่อยเปื่อยเข้าไปใน TSUTAYA ก็เลยได้รู้ว่าวันนี้ยืมครึ่งราคาแฮะ
ไม่ได้ยืมหนังมาดู 3 เดือนเต็มแล้ว ตั้งแต่สิงหา
ช่วงก่อนนั้นกระหน่ำดูไปเยอะ ช่วงที่ผ่านมาเลยไม่มีไรที่อยากดูเท่าไหร่
วันนี้ไปดู ไม่ยักมีเรื่องน่าสนใจๆ เพิ่มมาเลยแฮะ
เรื่องที่อยากดูก็ดูไปหมดแล้ว เลยเดินวนๆ หาเรื่องใหม่ๆ
เพิ่งรู้ว่าหลังๆ มานี่เราไม่ค่อยรู้จักหนังเลย สงสัยไม่ค่อยได้ติดตาม
หนังใหม่ๆ มีน่าดูๆ หลายเรื่องเลย
แต่มันมีแต่หนังใหม่เกินเหตุ ยังไม่ลด ก็เลยกลับไปวนหาแบบเก่าๆ หน่อย
ที่แน่ๆ วันนี้เคืองกับวิธีจัดหนังของร้านมากกกกก
รู้สึกมานานละ แต่วันนี้รมณ์เสียสุดๆ
คือก่อนอื่น มันเรียงตามชื่อหนังในภาษาญี่ปุ่น แล้วแต่ละเรื่อง เฮ้อ..
ก็เหมือนชื่อในภาษาไทยแหละ ตั้งมาได้แบบ.. นะ ..พี่จะตั้งทำไมเนี่ย
อย่างเรื่อง The Classic ทั่นตั้งเป็นภาษายี่ปุ่นว่า Love Story
เอ่อ.. คือกลัวคำว่า คลาสสิก เนี่ย มันจะไม่สื่อหรอคะพี่
อีกเรื่องก็ Windstuck ตั้งว่า ขอแนะนำแฟนของผม โห สื่อมากๆ
ทำเอาเราคุยกับเพื่อนไม่รู้เรื่องไปหลายเดือน
เพราะตอนนั้นไม่รู้ชื่อหนังเป็นภาษาอังกริด พออ่านจากชื่อภาษายี่ปุ่น
เลยแปลเอาเองว่า My Girl
พอคุยว่าไปดูมา เพื่อนก็งง เพราะคุยกันไปคนละเรื่อง
มีอีกๆ อย่าง Moment to Remember ก็กลายเป็น ยางลบในหัวของฉัน
กรี๊ด แนวมั่กๆ
เอ๊ะ ทำไมมีแต่หนังเกาหลี ไม่เอาๆ เอาหนังฝรั่งมั่ง
ก็เช่น Frequency หนังสุดโปรดอีกเรื่อง ท่านตั้งว่า オーロラの彼方へ
ประมาณว่า ณ อีกฝั่งของแสงออโรร่า
อ่า เพราะดีๆ ชอบๆ ไม่ว่าเรื่องแปลเสร่อๆ ค่ะ อันนี้สวยงาม โดนใจ
แต่มันหายากอะพี่ เข้าใจปะ
คือจะรู้มั้ยเนี่ยว่าเรื่องนี้พี่แปลเป็นคำนี้ ตอนไปหาก็ไปหาตัว ฟุ (ฟรีเควนซี)
ใครจะไปคิดว่ามันจะไปอยู่ที่ตัว โอะ
หาอยู่ชาติกว่าๆ จนเจอโดยบังเอิญ เพราะสันปกมันมีแสงออโรร่า สะดุดตา
(ประชด)
The Whole Nine Yard ตั้งได้น่ารักมากว่า 隣のヒットマン
แปลว่า คุณฮิตแมนข้างบ้าน (ดูจนจบเรื่องแล้วยังไม่รู้เลยว่ามันคือ whole9)
The Family Man แปลสวยๆ ว่า 天使のくれた時間 - เวลาจากนางฟ้า
งามดี ผ่านๆ
Jerry Maguire แปลว่า ザ・エージェント - เอเย่นต์
อืมมมม ก็มั้ง..
Life as a House แปลว่า 海辺の家 - บ้านริมทะเล
อืมมม หยวนๆ
My Life Without Me ก็เป็น 死ぬまでにしたい10のこと
10อย่างที่อยากทำก่อนตาย..
ตรงประเด็นมั่กๆ ฯลฯ
จริงๆ เราก็ว่าส่วนใหญ่เค้าแปลใช้ได้นะ ได้อารมณ์ดี สื่อความหมายดีด้วย
แต่เวลาไปเช่า มันหายากอ่ะ เพราะบางทีเราก็ไม่รู้ชื่อพวกนี้
ยิ่งหนังเก่าๆ หน่อย หาไม่เจอเลย เพราะรู้แต่ชื่อภาษาอังกริด
บางทีไม่รู้ด้วยว่าใครเล่น บอกพนักงานไปก็ไม่เก็ตอีก
อย่างวันนี้เดินหา Finding Neverland นานมั่กๆ จนเกือบล้มเลิก
สุดท้ายถามพนักงาน ทั่นพาไปหา จนเจออยู่ที่ หนัง Action !!!
โอ๊ว อเมซิ่งเจแปน
เอิ่ม..พี่คะ มันแอคมากเลยนะเรื่องนี้เนี่ย
(เอ๊ะหรือเราเข้าใจผิดมาตลอด)
สรุปเดินวนอยู่เกือบชม. ได้มา 4 เรื่อง
Proof of My Life, Finding Neverland, The Girl Next Door
และแอบสิ้นคิด หยิบ Scary Movie 3 มาอย่างไม่รู้จะดูอะไรที่ดีกว่านี้
วันนี้กะจะดูพรูฟฯ แต่เนือยๆ ยังไงไม่รู้ เลยมาเขียน(บ่น)ก่อน รู้สึกว่าหลังๆ นี่ดูหนังแล้วไม่ค่อยประทับใจเลย
ไม่รู้เป็นเพราะตัวเอง หรือเป็นเพราะหนังกันแน่
เมื่อก่อนดูแล้วมีเรื่องที่อิน ประทับใจเยอะ ดูแล้วจำได้ติดตาติดใจ
อย่างที่ปลื้มๆ แนวรักโรแมนติก+วัยรุ่น ก็ Sliding Door, Ever After,
Never Been Kissed, Serendipity, Nottinghill, She's all that, Loser,
A Walk to Remember, Kate&Leopold, Someone Like You ฯลฯ
แปลกนะ นึกไม่ค่อยออกแฮะ ทั้งที่รู้สึกว่าตัวเองดูหนังรักค่อนข้างเยอะ
ถ้าดราม่าก็ American Beauty สุดยอดประทับใจจริงๆ อึ้งไปสี่วัน
Life is Beauty, Beautiful Mind, I AM SAM, Frequency,
My Dog Skip, Cast Away, The Shawshank Redemption,
Rain Man, Forrest Gump, Pay It Forward,Patch Adams
พอก่อน ขืนไล่หมดเด๋วเช้า
(เพิ่งรู้สึกตัวว่าจริงๆ แล้วดูแนวนี้มากกว่าหนังรักอีก)
ถ้าพวกหนังไซไฟ+ซัสเปนส+เหนือจริง ก็ยกให้ที่1 ในดวงใจ
The Butterfly Effect ดูห้ารอบแล้ว ยังปลื้มอยู่ ตอนจบน้ำตาไหลทุกที
The Green Mile, Contact, What Lies Beneath, The Others,
AI, I Robot, Minority Report, Armageddon, Sixth Sense..
พอๆๆๆ (เอามารวมกันได้ไงเนี่ย 555)
จริงๆ พวกหนังแนวโลกแตก มนุษย์ต่างดาวบุกนี่ชอบเกือบหมดแหละ
(ยกเว้น Sign เหอะๆ) พวกผีๆ ที่ไม่แหวะเกินไปก็ดูได้
หนังเกาหลี+ยี่ปุ่น ก็ประทับใจหลายเรื่อง
Il Mare เป็นเรื่องแรกที่ทำให้ปลื้มหนังเกาหลีสุด
ต่อมาด้วย Ditto ชอบมากกกกกก ชอบชื่อภาษาญี่ปุ่น Remember Me
My Sassy Girl, The Classic ก็ยังชอบอยู่
แต่หลังจากนี้แล้วหนังเกาหลีมันเข้ามาเยอะเกินไป
เลยไม่ปลื้มแล้ว รู้สึกมันพยายามให้ซึ้งเกินไป เรื่องหลังๆ เลยเฉยๆ
ถ้าหนังยี่ปุ่นก็ Love Letter อันนี้ classic สุดๆ
แล้วก็ Calmi Cuori Appassionati (Between Calmness And Passion)
Yomigaeri ชอบมากกก จนทำให้มาชอบ Konomune Ippai no Ai wo ด้วย
และที่แน่ๆ Be With You
เออ ว่างๆ นั่งทำลิสต์รายชื่อหนังที่เคยดูดีก่า น่าสนุกดี
ช่วงปี 1-3 ยืมหนังมาดูบ่อยมาก แทบทุกเสาร์ เพราะตอนนั้นว่าง
บางทีก็อาทิตย์ละสองสามเรื่อง
ทุกวันเสาร์ตอนเย็นกลับจากสอน จะแวะยืม แล้วกลับมานอนแช่น้ำร้อน
ก่อนจะออกมานั่งจิบคอกเทล กินขนม ดูหนัง เพราะวันอาทิตย์ตื่นสายได้
เป็นการพักผ่อนที่มีความสุขสุดๆ ตอนนั้น
จนปี 4 ก็ยุ่งขึ้นๆ จนคืนวันเสาร์ที่มีความสุขแบบนั้นค่อยๆ หายไป
กว่าจะรู้ตัวอีกที ตอนนี้เรียนโท "คืนวันเสาร์" ของเราก็ไม่มีอีกแล้วละ
เพราะวันอาทิตย์ตื่นสายไม่ค่อยได้แล้ว งานทั้งนั้น.. เฮ้อ..
วันนี้ก็เลยจะมาทวงคืนวันเสาร์แบบเก่าๆ กลับมาซักคืน..
อาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ต้มน้ำร้อนไว้สำหรับ Umeshu ร้อนๆ เรียบร้อยแล้ว
มันฝรั่งถุงใหญ่ก็เตรียมซื้อไว้แล้ว
ไปนอนดู Proof of My Life ละ
พรุ่งนี้จะตื่นบ่ายสามเลยคอยดู เย้
7/06/2006 Thai Dramaโอ๊ย ขอกรี๊ดดดดดดดดด
ตั้งแต่กลับมาจากเที่ยว งานสุมหัวสุดๆๆๆๆ เพราะก่อนหน้านี้โดดไปทำงานล่ามเยอะด้วยแหละนะ ท่วมๆๆ
กะจะมาเขียนเล่าเรื่องโอกินาว่า แต่ไม่มีเวลาซะที เอาเป็นว่าไว้ว่างๆ ก่อนนะ แต่หนุกมากๆ เลย อะไรหลายๆ อย่างเหมือนเมืองไทยดี ดูเหมือนบ้านเมือง อาหาร วัฒนธรรม ผู้คน ไม่เหมือนญี่ปุ่นเลยนะ เหมือนประเทศเขตร้อนมากกว่า
แต่ชักเครียด เพราะเคยมีเพื่อนและคนรู้จักหลายคนบอกว่าเราพูดภาษาญี่ปุ่นเหมือนคนโอกินาว่า (และบางคนก็บอกหน้าตาเหมือนคนโอกินาว่า) เมื่อก่อนคิดว่าเป็นคำชม ว่าอืมม อาจจะแปลว่าพูดเหมือนคนญี่ปุ่น แต่สำเนียงอาจจะเพี้ยนเฉยๆ ไรเงี้ย (หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้ด่าอ่า จริงๆ แอบดีใจ เพราะดาราสวยๆ ก็เป็นคนโอกินาว่าเพียบเลย อย่างอามุโระนั่นก็ใช่)
แต่พอลองไปจริงๆ ลองฟังภาษาสำเนียงที่นั่นจริงๆ เห็นหน้าตาคนที่นั่นจริงๆ ชักเสียเซลฟ์ ว่าเอ.. ที่ว่าเหมือนนี่มันด่าปะวะเนี่ย.. - -''
เพราะ สำเนียงฟังไม่รู้เรื่องเลยอะ !!!!! ขนาดตอนไปคิวชู แถบบ้านนอกของคุมะโมโตะ ไรเงี้ย ว่าฟังยากขนาดหนักแล้วนะ อันนั้นยังพอคุยได้ แบบงงๆ ถูๆ ไถๆ (อาจเพราะมีรุ่นน้องในชมรมเป็นคนคุมะโมโตะ และมันเคยพูดให้ฟังบ้าง) แต่ไปโอกินาว่านี่ รู้สึกประมาณ เอ่อ.. นี่เค้าพูดภาษายี่ปุ่นกันป่าวอ่ะ ยิ่งคนเฒ่าคนแก่ ฟังแล้วใบ้กินเลย งงเป็นไก่ตาบอด
สรุปที่ว่าเราพูดภาษาญี่ปุ่นสำเนียงเหมือนคนที่นั่นนี่แปลว่า.. พูดไม่รู้เรื่องใช่มั้ยเนี่ย โอ เครียด..
แล้วคนที่นั่นก็ไม่สวยอย่างที่คิดอ่ะ คือหน้าคมๆ เข้มๆ แต่ไม่ได้คมแบบสวย ผู้หญิงจะออกแนวน่ากลัว ทอมๆ แต่ผู้ชายจะดูผอมๆ บางๆ อ่อนแอๆ ยังไงไม่รู้ ไม่รู้อุปาทานไปเองป่าว แต่รู้สึกอย่างงี้จิงๆ นะ หรือเพราะเค้าแต่งหน้า แต่งตัวกันไม่เต็มที่เหมือนคนโตเกียว โอซาก้าก็ไม่รู้ คือแต่งแบบครึ่งๆ กลางๆ บอกไม่ถูก แต่ดูไม่เหมือนคนญี่ปุ่นทั่วๆ ไป
สรุปเหมือนไปอีกประเทศนึงมาอ่ะ
เอ้า ว่าจะไม่เมาท์ ดันเขียนซะยาว รูปเอาลงแล้ว ดูกันไปพลางๆ ก่อนนะ แต่เรื่องที่เที่ยวเอาไว้ต่อวันหลังนะ นี่ใช้เวลาอันน้อยนิดระหว่างพักดูละคร
ช่วงนี้กำลังบ้าละครไทยคร่า ^-^v
เห็น อุ้มรัก กระแสแรง เลยตะเกียกตะกายหาดูในเน็ตจนได้ พยายามเหลือเกิน ทั้งที่วันๆ แทบจะไม่ได้นอนอยู่แล้วเนี่ย ยังจะเจียดเวลานอนมาดูละครวันละชั่วโมงกว่าอีก
เพื่อพี่เคน นู๋ทำได้คร่า ฮิ้วววว
คือบ้าพี่เคนไปเรียบร้อย จากที่บ้าอยู่แล้ว คราวนี้เป็นบ้าระยะสุดท้าย คือถึงขั้นอดหลับอดนอนดูละคร (ซ้ำๆ) นี่ ไม่เคยทำอ่า
ดูจนทันที่ฉายที่ไทยแล้วววว (ก็มันเพิ่งฉายไปสี่ตอน) พี่เคนน่าร้ากกกกกกก เรื่องนี้วีนแตกได้ฮามั่กๆ ค่ะ เว่อร์ดี ชอบ แอนก็เล่นน่ารักมากเลย ขำทั้งเรื่อง ไม่ได้ดูละครไทยแบบเป็นเรื่องเป็นราวมานานมากๆ แล้ว แต่เรื่องนี้ใช่เลย ชอบเลย
ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่ประทับใจค่ะ ติดงอมแงมเลย ใครอยากรู้เรื่องลองเข้าไปอ่านได้ที่นี่
หรือ จะดูย้อนหลังก็ได้ ที่นี่ ฟรีด้วยละ ชัดอีกตะหาก
เรื่องนี้ดูแล้วแอบรู้สึกว่าพี่เคนไม่ค่อยแมน (อ้าว) สงสัยเพราะบุคลิกวีนๆ มันไม่ค่อยคุ้นตา ปกติบทพี่เคนจะมีแต่คุณชายๆ สุภาพๆ หรือไม่ก็บู๊แบบหลุดโลกไปเลย แต่เรื่องนี้มาเป็นแบบ ช่างภาพขี้วีน ปากจัด เลยดูโอเวอร์แอคติ้งไปบ้าง แต่หล่ออ่ะ อภัยให้ได้
(ตามสัจจะที่ว่า คนหล่อทำอะไรไม่น่าเกลียด ประเทศไทยนี่ยกให้สองคนค่ะ คือพี่โดม คนนี้ขับรถชนคนตายก็ไม่น่าเกลียดค่ะ คือหล่อง่ะ กับพี่เคนนี่แหละค่า เล่นละครดีหรือแข็งยังไงก็น่ารักค่ะ คนหล่อทำอะไรไม่ผิดค่ะ ไม่ผิด)
ใครมีเวลาอยากให้ดูเรื่องนี้กันอ่ะ ใครเครียดๆ อยู่ รับรองโลกจะสดใสขึ้นทันที (ไม่งั้นเราไม่อดหลับอดนอนดูหรอกเนี่ย) แต่ระวังจะบ้าพี่เคนอย่างเรานะ อันนี้ขอเตือน บ้าจนต้องไปหาสองเรานิรันดรมาดู คือตอนนั้นยุ่งมากๆๆๆ ทั้งที่รู้อะว่าดังมากกกกก ในพันทิพมีกระทู้รายงานสดด้วย แต่ไม่มีเวลาดูจิงๆ ได้แต่นั่งอ่านในกระทู้ แต่ตอนนี้บ้าคลั่งขนาดทนไม่ไหว ต้องไปหามาดูนี่แหละ คิดดู อุ้มรักทำให้เราบ้าพี่เคนได้ขนาดนี้ โอ้ยยย
ดูสองเรานิรันดรไปได้เจ็ดตอนแล้ว (โอ้ ดูทุกวันจริงๆ นะ) เหลืออีกครึ่งนึง พี่เคนหล่อละลายมั่กๆ คร่า ตอนนี้หา หนึ่งในทรวง กับ สายสืบสายสะดือ ได้แล้ว เด๋วจะทยอยดูต่อ (ถ้ายังไม่หายบ้าไปซะก่อน)
อยากให้พี่เคนแต่งงานซะที (ไปยุ่งไรกะเค้าเนี่ย) เพราะไม่อยากให้สิ่งที่เรารู้สึกมันเป็นจริงอะ คือรู้สึกในทางร้ายเอามากๆ ว่า เหมือนพี่เคนไม่ใช่ผู้ชายแท้เลย แต่คบเจ๊หน่อยเพื่อบังหน้า แต่คือเหมือนจะเป็นแบบไบ หรือไม่ก็ไม่ใช่เกย์แบบออกเที่ยว มีคู่ขา ไรเงี้ยอะ เลยไม่มีคนจับได้ (ทำไมเรามองพี่เคนในแง่ร้ายขนาดนี้เนี่ย ขอโทษจิงๆ ค่า แต่มันรู้สึกจริงๆ)
รู้สึกต่อไปอีก (อย่างไม่เกี่ยวกับตัวเองแม้แต่น้อย) ว่าพี่เคนคบกับเจ๊หน่อยมานานมาก เกือบ 6 ปีแล้ว ถ้าพี่เคนเป็น..จริงๆ เจ๊หน่อยน่าจะรู้อ่ะ แต่เหมือนจะยอมรับได้ (คิดในแง่ร้ายจริงๆ ชั้น)
ใครอย่าด่าเรานะ แต่ความรู้สึกนี้มาจากการชอบพี่เคนเป็นดาราอันดับหนึ่ง (ถ้าเรียกว่าพี่โดมไม่ใช่ดารา แต่เป็นนักร้อง ง่ะนะ) มาหลายปี ตะเกียกตะกายติดตามข่าวและดูรายการที่พี่เคนไปออก อ่านบทสัมภาษณ์ อะไรต่ออะไรมาหลายปี (แม้จะไม่ค่อยได้ดูละครซักเท่าไหร่) ยิ่งดูมันยิ่งทำให้รู้สึกว่า พี่เคนไม่ค่อยแมนเรย.. T_T
คือการเป็นสุภาพบุรุษ กับความแมน มันต่างกันอ่า บอกไม่ถูก แต่ก็ไม่ค่อยได้ยินข่าวเรื่องพี่เคนเป็นนะ อาจจะมีบ้างที่คนออกความเห็นกันตามเวบบอร์ด คือเป็นความรู้สึกอย่างที่เรารู้สึก แต่ไม่มีข่าวลง ไม่มีข่าวซุบซิบ เป็นดาราที่แทบไม่มีข่าวในทางร้ายให้ใครด่าได้เลย (แต่หลังๆ นี่เริ่มมีคนด่าแล้ว เรื่องที่ไม่ยอมแต่งงานซะที จนเจ๊หน่อยจะ 40 แล้ว)
แต่ถึงพี่เคนจะเป็นหรือไม่เป็น ก็ชอบคร่า (อ้าว) คือเราว่าถ้าพี่เคนเป็นจริงๆ (ใช้คำว่า ถ้า) เจ๊หน่อยก็ต้องรู้แน่ๆ (ใช้คำว่า ต้อง เช่นกัน) แปลว่าที่เค้าคบกันมายืดขนาดนี้ได้ คงเพราะรักกันมากๆ และเข้าใจในความเป็นกันและกันมากๆ
สรุป ชอบพี่เคนเพราะหล่อ จบ เอ๊ย ไม่ใช่ จริงๆ ที่เริ่มสนใจเพราะพี่เคนหน้าเหมือนคนๆ นึงมากๆ (คนที่คุณก็รู้ว่าใคร) เมื่อก่อน สมัยเริ่มเป็นดาราใหม่ๆ ยังไม่ค่อยเหมือนนะ แต่ตอนนี้เหมือนแบบ อึ้ง.. เหมือนจริงๆ คำพูด บุคลิก ก็เหมือนกันอ่ะ เวลาดูเค้าออกรายการไรเงี้ย ชอบมีคำว่า จิงหรอ (แต่ออกเสียงเร็วๆ ว่า จิงอ๋อ ลองออกตามดิ) เหมือนกันม้ากกกกกกกกกก ดูแล้วสะดุ้ง ชาติก่อนเป็นฝาแฝดกันปะเนี่ยพี่
แต่ใครจะด่าเรามั้ยถ้าเราจะบอกว่า โยอะ หล่อกว่าพี่เคนอีก (ต๊าย ต้องมีคนทนไม่ได้แน่ๆ ) ไม่ได้ชอบแค่ที่พี่เคนหล่อนะ (แต่ยังไงความหล่อต้องมาก่อนแหละน่า) แต่ชอบพี่เคนเพราะดูเป็นดาราที่ไม่ทำตัวเป็นคนเด่นคนดัง ว่าข้าแน่ ข้าหยิ่ง อะไรทำนองนี้ แต่ดูง่ายๆ เรียบๆ ไม่ชอบเป็นข่าว ดูขี้อายๆ น่ารักดี ตัวจริงจะเป็นยังไงไม่รู้ละ แต่เราว่าเค้าวางตัวได้ดี ไม่ได้สร้างภาพ และไม่มีข่าวเสียหายให้ใครตำหนิได้เลย (อันนี้ถือว่ามีภาษีเหนือกว่าพี่โดมค่ะ ถึงจะแพ้ในเรื่องความหล่อ)
ขอจบการวิจารณ์พี่เคนเสียๆ หายๆ ไว้แต่เพียงเท่านี้ แต่ขอยืนยันว่า ที่ด่ามาทั้งหมดนี่ไม่ใช่ว่าชอบน้อยลงแต่อย่างใด แต่บ้ามากๆๆๆๆ ตังหาก เลยมานั่งคิดฟุ้งซ่านแทนพี่เคนได้มากขนาดนี้ (อย่างไม่จำเป็นซักนิด) เป็นอาการของคนบ้าดาราระยะสุดท้ายค่ะ ขอเตือนให้ทุกคนระวังให้ดี ถ้าดูอุ้มรัก เพราะจะบ้าไปเลยอย่างนี้แล..
ไปหาข้าวกินก่อน สี่ทุ่มครึ่งแล้วยังไม่ได้กินเลย กลับมามัวแต่ดูอุ้มรักย้อนหลังเมื่อคืน อยากดูขนาดข้าวปลาไม่ยอมกิน อนาถจริงๆ ชั้น
ขี้เกียจทำรายงานนนนนนนนน
ทำรายงานเรื่องละครที่พี่เคนเล่นได้ป่าว อยากดูเรื่องอื่นด้วยอ่า
โดยเฉพาะสองเรานิรันดร คุณอิสเนี่ย น้ำเน่าได้ใจมากๆ ค่ะ
ไปแระ ทำไข่ยัดไส้อย่างคุณอิสดีมั้ยน้า
12/05/2006 The Butterfly Effectช่วงนี้ไปขุดเอาหนังและละครที่ไรท์ไว้มาไล่ดู วันนั้นที่ว่าจะดู Must Love Dogs แต่ไม่รู้ทำไมไปหยิบ The Butterfly Effect มาดูแทน แล้วก็ประทับใจสุดๆ อาจจะเป็นเพราะก่อนดูไม่รู้อะไรเลยก็ได้ คือถ้ารู้อาจจะพอเดาได้มั่งละมั้ง นี่เราดูแบบไม่รู้อะไรเลย อาจเป็นเพราะอย่างนี้ที่ทำให้ประทับใจ อยากจะเรียกว่าเป็นหนังที่ชอบที่สุดเท่าที่เคยดูมาเลยแหละ ชอบตอนจบมากๆๆๆๆๆ ใครยังไม่ได้ดูอยากให้หามาดูนะ
อาจจะเป็นเพราะชอบประโยคนี้อยู่แล้วด้วย
The Butterfly Effect
เพียงการกระพือปีกของผีเสื้อตัวเล็กๆ ก็อาจทำให้เกิดพายุใหญ่ได้
และชอบที่พี่จิก-ประภาสเอามาพูดในภาษาไทยว่า
เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว
เคยฟังทฤษฏี Chaos มาจากรุ่นพี่คนนึงเมื่อนานมาแล้ว (เค้าไม่ประสงค์จะออกนาม อิอิ) พี่เค้าใช้หลักของทฤษฏีนี้มาเขียนโปรแกรมคอมง่ะนะ ว่าเพียงมีตัวแปรเปลี่ยนไปนิดเดียว ผลที่ได้รับจะเปลี่ยนไปมากมาย ตอนนั้นฟังแล้วทึ่งๆ และทำให้นึกโยงไปถึงโลกคู่ขนาน ว่าถ้าเหตุการณ์ต่างๆ บนโลกนี้มีจุดเปลี่ยนหลายๆ จุด แล้วผลที่เกิดตามมาจากจุดเปลี่ยนนั้น ทำให้เกิดมิติคู่ขนานอีกมิติหนึ่งแยกออกไป ตอนนี้มิติที่ว่าก็น่าจะมีจำนวนอสงไขยเลยซิเนอะ เพราะแต่ละจุดเปลี่ยนย่อมเชื่อมโยงไปถึงอะไรอีกหลายๆ อย่าง มีผลถึงทุกอย่างหมด
อย่างน้อย ถ้าตอนที่กำเนิดสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวตัวแรกบนโลก อุณหภูมิเปลี่ยนไปอีกนิด ความกดอากาศเปลี่ยนไปอีกหน่อย หรือมีการจัดเรียงโมเลกุลผิดไปอีกซัก 0.1% ทุกวันนี้สิ่งมีชีวิตบนโลกอาจจะไม่ใช้ออกซิเจน(เป็นส่วนใหญ่) อาจจะไม่มีองค์ประกอบเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน คนอาจจะมีสามขา สี่แขน หกตา ต้นไม้อาจจะมีสีชมพู ฮิปโปอาจจะตัวเท่ากระต่าย แล้วงูอาจจะมีปีกก็ได้..
(ค่ะ ขอยอมรับโดยดุษฏีว่าอ่านหนังสือของวินทร์ เลียววาริณมากเกินไปค่ะ 55555 ใครที่ชอบอ่านระวังให้ดี ผลจะออกมาเป็นเช่นนี้แล..)
ดูหนังเรื่องนี้จบ ทำให้กลับคิดถึงชีวิตตัวเอง มีกี่จุดในชีวิตที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเรา?
จุดเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดคือตอนย้ายโรงเรียน จากชีวิตแบบนึง ที่อยู่ไกลพ่อ เพราะพ่ออยู่ทางอีสานมาตลอด ตั้งแต่อุบล บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด จริงๆ เราเกือบไปเกิดที่อุบลนะ ตอนนั้นแม่ท้องแก่ แต่ไปหาพ่อที่นั่นพอดี
ถ้าไปเกิดที่นั่นอาจจะมีชีวิตอีกอย่างก็ได้..
ตอนป.3 พ่อมาเรียนเสธ.ที่กท. แล้วได้ย้ายมาลงที่กองพลทหารปืนใหญ่ที่ลพบุรี ก็เลยให้เราย้ายรร. จากที่อนุบาลอ่างทอง ไปเรียนที่ลพบุรี
ถ้าตอนป.4 ไม่ได้ย้ายมาเรียนที่ลพบุรี ก็คงเรียนที่อ่างทอง จบป.6 ต่อรร.ประจำจังหวัดต่อไป ทำนองนั้น.. แต่นี่พอมาอยู่ลพบุรี มีการแข่งขัน เรียนพิเศษ ได้เรียนอังกฤษตั้งแต่ป.4 ...
ถ้าตอนป.4 ไม่ได้ส่งเรียงความกับกลอนเข้าประกวดตอนวันอะไรต่อมิอะไร ก็คงไม่รู้ว่าตัวเองชอบการเขียน ถ้าไม่ได้เรียนงานฝีมือกับอ.อุดม ก็คงเย็บกระทงใบตอง เย็บสวน ทำพานพุ่ม ร้อยมาลัยตุ้ม ทำตัวกระรอก ไปจนถึงทำปลาร้าทรงเครื่องไม่เป็น แล้วก็คงไม่ได้ประกวดทำกระทงกันทุกปีด้วยเนอะ น้องต้อง ออย..
ถ้าตอนป.5 ไม่ได้อยู่ห้อง 5/1 ห้องครูประชิด ก็คงไม่มีใครกวดขัน จ้ำชี้จ้ำไชจนท่องตารางธาตุได้ ท่องสูตรคูณได้ถึงแม่ 25 จำประโยชน์ของวิตามินได้หมดเลย..
ถ้าตอนเข้าม.1 เลือกไปอยู่ที่อื่นที่ไม่ใช่สาธิต ก็คงไม่ได้เจอ อ.ประทีป พฤษากิจ ที่ทำให้เรารักภาษาไทยมากกว่าที่เคยรักมากๆ อยู่แล้ว คงไม่ได้ไปเรียนอ.วิชัย ที่เป็นพื้นฐานที่ดีมากๆ ของเด็กลพบุรีทุกคน แล้วก็คงไม่ได้มาสอบทุนกพ. นี่ด้วย
ถ้าตอนม.1 หนังสือ ระเบียงแดดเช้า ที่เป็นหนังสือที่ซื้อเองเล่มแรกไม่สนุก ก็คงไม่คิดจะอ่านอะไรต่อมาอีกเรื่อยๆ อย่างวันนี้ และนิยายเล่มแรกที่ซื้ออ่าน คือหัตถาครองพิภพ ก็ทำให้หลงรักนิยายหัวปักหัวปำเหมือนกัน..
ถ้าตอนม.3 ไม่สมัครเข้าประกวดทำขนมไทย ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง กัน ก็คงไม่รู้ว่าพวกเรานี่ก็มีฝีมือด้านการทำขนมเหมือนกันเนอะ ต้อง ออย 5555 จนทุกวันนี้ถ้าจะต้องทำขนมไทยอวดคนต่างชาติให้เป็นหน้าเป็นตา ก็มีฝอยทองนี่แหละที่ยังมีความมั่นใจอยู่ นอกนั้น..
ถ้าตอนม.3 สอบไม่ติดค่ายช้างเผือก ก็คงไม่ได้รู้จักโย และใครอีกหลายๆ คน ที่กลายมาเป็นเพื่อนกันในวันนี้
ถ้าตอนม.3 เลือกทุนพสวท. ที่บดินทร์ ตอนนี้ก็อาจจะได้อยู่อังกฤษ (เฮ้อ แล้วทำไมไม่เลือกวะ)
ถ้าตอนม.4 เลือกอยู่เตรียม ไม่เลือกมาทุนนี้ ก็คงได้อยู่ห้องเตรียมสถาปัตย์อย่างที่อยากอยู่ แล้วหลังจากนั้นชีวิตก็คงเป็นอีกอย่าง.. อย่างที่ก็จินตนาการไม่ค่อยออกเหมือนกัน..
ถ้ามาญี่ปุ่นแล้ว เค้าให้เราไปอยู่โรงเรียนภาษาเอบีเค ไม่ใช่อาโอยาม่า ก็คงจะมีชีวิตอีกอย่าง.. อาจจะทะเลาะกับคนในรุ่นมากกว่านี้ หรืออาจจะรักคนในรุ่นมากกว่านี้ก็ได้..
ถ้าตอนเข้าม.ปลาย ไม่ได้อยู่ห้อง 1เอ ก็คงมีชีวิตอีกอย่าง คงไม่ได้รู้จักนัตจัง กับคิมุริน
ถ้าตอนเข้ามหาลัย ไม่ได้มาอยู่ที่นี่ ก็คงมีชีวิตอีกอย่าง.. เคยคิดว่าถ้าได้ไปอยู่ฮอกไกโดจะเป็นยังไงนะ.. ตอนนั้นเลือกเป็นอันดับสามนะ เสียดายไม่ได้.. ตอนนั้นอยากเรียนประมงมากๆ
และถ้าตอนเข้ามหาลัย เลือกโนโคได.. เรียนเกษตรไปเลยตั้งแต่ต้น อาจจะไม่มาทุรนทุรายอยากเปลี่ยนสาขาตอนนี้ (อ้าว)
เฮ้อ..
สรุป ไม่เปลี่ยนอะไรเลยอะดีแล้ว.. สำหรับสิ่งที่ตัวเองเลือกให้ตัวเอง
ที่บางครั้งอยากจะกลับไปเปลี่ยนบางอย่าง ก็คืออยากเปลี่ยนอะไรๆ ที่เคยทำไม่ดีกับใครต่อใครไว้ เถียงพ่อแม่คอเป็นเอ็น อาละวาดจะเอาอย่างใจ ทำลงไปได้ไงเนี่ย ยังรู้สึกเหมือนเร็วๆ นี้เองที่เรายังเป็นวัยรุ่น เถียงกับพ่อแม่จะเป็นจะตายเรื่องการแต่งตัว เสื้อผ้า ต่างๆ นานา ร่ำร้องจะซื้อเทปนักร้องคนโปรด จะไปดูคอนเสิร์ต ซื้อรูปมาแปะเต็มห้องไปหมด พกในกระเป๋าตังค์ด้วย ซื้อนิตยสารดาราทุกเล่ม อดหลับอดนอนดูบอล แล้วก็บ้านักบอลกันอย่างจริงจัง หรือไม่ก็แต่งกลอนหวานๆ หวิวๆ อ่านกันกุ๊กๆ กิ๊กๆ ในหมู่เพื่อน แล้วตามกรี๊ดรุ่นพี่แบบในการ์ตูนญี่ปุ่น 5555 เฮ้อ ทำไปได้..
ไม่อยากเปลี่ยนอะไรเลย.. แต่อยากทำให้คนเราที่เคยทำให้เค้าไม่สบายใจ (คือพ่อกับแม่นั่นแหละ บ่อยที่สุด) สบายใจขึ้นอีกหน่อย อยากทำตัวให้ดื้อน้อยลงกว่านี้อีกหน่อย..
(ไม่ใช่อะไร กลัวมีลูกเองแล้วจะเจอลูกนิสัยอย่างนี้ คงเอาขี้เถ้ายัดปาก)
ขอบคุณหนังเรื่องนี้ ที่ทำให้คิดถึงอะไรต่ออะไรมากมาย..
*****
ปล. สำหรับเรื่องอื่นๆ ที่ไรท์ไว้ ทำไมดูแล้วเซ็งจิตทั้งนั้นเลยอ่ะ อย่างเช่น War of the world โอ้ยยยย ทำไมมันแป้กอย่างนี้.. Hitch ก็เฉยๆ (หรือเป็นเพราะพระเอกม่ายหล่อพอ?) Must Love Dogs ก็เฉยๆ (เนื้อเรื่องโอและ แต่วัยมัน..แก่ปายยย)
อ้อ ดูฟูลเฮาส์ 17 แผ่นเกือบจบแล้ว โอ๊ยยยยยยยยยย ไม่อยากจะด่า แต่ขอด่าหน่อยดิ ผิดหวังมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เห็นกระแสแรงเหลือเกิน ชอบกันทั้งประเทศ เลยนึกว่ามันจะต้องดีราวๆ หนัง Il Mare หรือ The Classic ไรเงี้ย..
แต่ดูแล้วมันไม่เอาไหนเลยอ่ะ อาจจะเป็นเพราะเราหวังไว้มากด้วยมั้ง ว่ามันจะต้องดีกว่านี้ นี่ดูแล้วแบบ โอ้ยยยยย นี่เมิงจะงอนกันอีกนานมั้ย ยิ่งกว่าละครไทยอีก ไร้สาระที่สุด ความสมเหตุสมผลไม่มี ไม่สมจริง ขายบ้านโดยที่เจ้าของบ้านไม่รู้ เอ้า ประเทศไหนทำได้เนี่ย ปลอมกันยังไงฟะ จะได้ทำมั่ง แล้วพอรู้ว่าเพื่อนหักหลัง เอาบ้านไปขาย เบิกเงินหมดบัญชี แต่ดันสงสารลูกเพื่อน ไม่ทำไรอีก จะบ้าหรอ โคตรการ์ตูน
แล้วบ้านหลังเบ้อเร่อ มีดอกไม้สดอยู่ทุกมุมของบ้าน แล้วใครมันมาเปลี่ยนดอกไม้ฟะ แล้วเปลี่ยนตอนไหน เห็นตบตีกันอยู่สองคนเนี่ย แล้วทั้งเรื่องเป็นอะไร เด๋วๆ ก็กินข้าว เด๋วก็แปรงฟัน แปรงกันบ่อยมาก ฟันสึกหมดแล้วมั้งน่ะ
แล้วทะเลาะกันได้ไร้เหตุผลสิ้นดี วันๆ ไม่ทำมาหากินอะไร หาเรื่องงอนกันอยู่เนี่ย แล้วเด๋วดีเด๋วร้าย จะงอนก็งอนไม่ตลอด เด๋วๆ พอฝ่ายนึงดี อีกฝ่ายผีเข้าอีกแล้ว ไม่มีที่จะดีพร้อมกันหรอก แล้วอีนังตัวอิจฉาเป็นอะไร ทำตัวไร้เหตุผล เด๋วก็มาชอบพระเอก เด๋วก็บอกจะไป แล้วก็กลับมาใหม่ ไอ้พระเอกกับนางเอกก็เหมือนกันแหละ ผีเข้าผีออก บททำเหมือนจะลึกนะ แบบตัวละครมีมิติ เด๋วยิ้มเด๋วร้องไห้ กลุ้มอกกลุ้มใจ แต่กลุ้มทีมีแต่เรื่องไร้สาระจริงๆ เลย สรุปทั้งเรื่องนี้มีแต่ตัวละครประเภทผีเข้าผีออก เด๋วดีเด๋วร้าย มันควรจะเป็นตัวละครที่อยู่ในวัยม.ต้นเป็นอย่างมากนะ ไม่น่าจะเป็นคนทำงานแล้วอย่างนี้
แล้วไอ้พระรองอีกคน เป็นนักธุรกิจใหญ่โต แต่นางเอกโทรหาทีไรมันนั่งทำงานอยู่หน้าคอมทุกที แล้วว่างดีเนอะ ออกมาหานางเอกได้ตลอดด้วยนะ โอ้ย บริษัทไม่เจ๊งเหรอพี่
สรุปละครไทยดีกว่า ฟันธง พวกชอบด่าละครไทยแล้วบูชาละครเกาหลี หวังว่าคงไม่ได้บูชาเรื่องนี้หรอกนะ เราว่าละครไทยยังมีคติสอนใจ มีอะไรลึกซึ้ง สมเหตุสมผลกว่านี้ ที่ด่าๆ กันว่าทำไม่ดี บทไม่ดี น้ำเน่าน่ะ ละครเกาหลีชนะขาดลอย บทเห่ย ไร้เหตุผล ยิ่งกว่าน้ำเน่าอีก
ละครไทยจงเจริญ !
(แต่ที่ชอบที่สุดคงจะต้องบอกว่าเป็นละครญี่ปุ่น ตอนนี้ชอบ おいしいプロポーズ กับ ブスの瞳に恋してるม้ากกกก)
แฟนฟูลเฮาส์อ่านแล้วอย่าเพิ่งกระอักเลือด ถ้าใครดูแล้วรู้สึกว่าเรื่องนี้มันดี คือดูแล้วอิน สนุก เพลิดเพลิน ช่วยบอกวิธีดูอย่างถูกต้อง และ Theme ของเรื่องที่เค้าพยายามสื่อด้วย เผื่อจะค่อยๆ ดูอีกรอบอย่างพิจารณามากขึ้น นี่ดูมาถึงแผ่นที่ 15 แล้ว ยังจับ Theme ไม่ได้ และจับสาระใดๆ ไม่ได้ทั้งสิ้น เฮ้อ
|
|
|