patamabhorn's profile+ life goes on +PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    16/06/2008

    ย่างเข้าเดือนหก

     
    ฝนมันก็ต๊ก พรำพรำ กบมันก็ร้อง งึมงำ
    (ใช่ป่าววะ กบอะไรร้องงึมงำๆ)
     
    แหะๆ ร้องต่อไม่ได้แล้วอ่ะ
     
    แบบว่างานม่ะเสร็จ นอนม่ะหลับ แต่ขี้เกียจ
    เถลไถลมาเขียนบล็อกมั่งดีกว่า
    ไม่ได้เขียนมานานเหมือนกัน ชักจะเริ่มลงแดง
     
    ไม่มีประเด็นอะไรนะคะบล็อกนี้(หลังๆ เวลาเขียนไม่มีประเด็นรู้สึกอายเด็กมัน)
    ((แต่เอ๊ะ หล่อนเคยเขียนแบบมีประเด็นด้วยรึ??))
     
    ขอพร่ำและพล่าม โอนลี่ がっかり
     
     
    ก่อนอื่น ขอบ่นเทนนิสก่อง อินค้างมาจากเมื่อหัวค่ำ
     
    รายการใหญ่ๆ ผ่านไปมากมาย ได้ดูเกือบหมด แต่จิตตกเพราะเชียร์น้องโจไม่ขึ้นเลยจิงๆ
    เล่นเคลย์คอร์ตก็แพ้นาดาลเรียบวุธ ทั้งมาสเตอร์ที่ฮัมบวร์กและเฟรนช์โอเพ่น
    ก่อนหน้านั้นก็ถอนตัวในรอบรองที่มอนติคาร์โล ตอนเจอเฟด อ้างว่าเป็นหวัดซะงั้น
    ให้คนเค้าด่ากันทั้งโลกว่าไม่มีสปิริต แต่พี่ไม่ด่าหนูหรอกนะ คนหล่อทำไรไม่ผิด ฮ่าๆๆ
    (ยังดีที่ได้แชมป์ที่โรม เพราะนาดาลเจ็บ ชิงตกรอบไปก่อน ฮ่วย)
    คะแนนไล่นาดาลมาติดๆ แค่สองร้อยกว่าแต้ม หวาดเสียวมาก
     
    ตอนนั้นถ้ารอบรองที่ฮัมบวร์กน้องโจชนะ จะได้ขึ้นมือสองทันที
    เป็นแมตช์ที่มีตำแหน่งมือสองโลกเป็นเดิมพัน
    แต่นาดาลมันก็ไม่ยอมง่ายๆ อะนิ เลยฟาดกันเป็นแมตช์โหดประจำปีเลย
    น้องโจเล่นดีไม่มีที่ติ ยิงวินเนอร์(หรืออย่างน้อยมันก็ควรจะเป็นวินเนอร์) กระจาย
    แต่นาดาลมันก็ไปงัดแงะแกะเกาเอามาจนได้ วินเนอร์น้องโจตายห่านหมดเลย
    ดูแล้วเสียอารมณ์ เซ็งชีวิตอย่างแรง แบบน้องโจทำดีมากๆๆๆๆๆๆ แล้ว
    ถ้าเล่นกับคนอื่นมันควรจะสองเซ็ตรวดไปแล้ว ไม่ใช่โดนงัดกลับยันเตแบบนี้
    เซ็งแทนว่ะค่ะ
     
    แล้วนี่ยังมาชวดแชมป์คอร์ตหญ้ารายการอุ่นเครื่องก่อนวิมเบิลดัน
    ดูรอบรองน้องโจฟอร์มดีมาก ชนะพี่อ้วนหกหนึ่ง หกศูนย์ แข่งไปสี่สิบห้านาที โอ๊ว
    นึกว่าจะชนะนาดาล ที่(มันน่าจะ)ไม่ถนัดคอร์ตหญ้าได้ แต่ก็ไม่ได้
    คนดูช็อกนะเนี่ย คือเกมแบบน้องโจน่าจะทำได้ดีกว่านี้ในคอร์ตหญ้าอ่ะ
    เพราะเล่นคล้ายๆ เฟด แต่ดันมาแพ้นาดาลได้ เจ้าตัวคงเสียเซ้วเหมือนกัน
    รอดูว่าวิมเบิลดัน น้องโจจะอยู่สายไหน ตอนนี้อยู่สายไหนก็น่ากลัวพอกัน
    นาดาลมันน่ากลัวจริงๆ
     
    คือไม่ได้อะไรหรอกนะ ฝีมืออะมันสู้กันได้ คิดว่าน้องโจเหนือกว่าหน่อยๆ ด้วย
    (ในคอร์ตหญ้านะ ส่วนเคลย์คอร์ตให้เค้าไปเหอะ เค้าคนสเปน)
    แต่ใจอะ ทำไมน้องโจไม่นิ่งเลย พลาดแล้วพลาดเลย ออกอาการตลอด
    ได้เซ็ตพอยท์ไม่รู้กี่ครั้ง ก็ทำไม่ได้ ต่างจากน้องโจคนเดิมสมัยขึ้นมาใหม่ๆ
    ที่พยายามจะเอาชนะเฟดให้ได้ ช่วงฮาร์ดคอร์ตปีที่แล้วมากเลย
    แววตาต่างกันยังกับคนละคน ดูแล้วไม่อินเหมือนตอนนั้น แทบหมดศรัทธาอ่ะ 
    ถ้าใจยังไม่นิ่งอย่างนี้ เห็นทีจะขึ้นมือหนึ่งยากแน่ๆ
     
    คนเรามันอยู่ที่ใจจริงๆ นิ LOVE
     
    (อินว่ะค่ะ ยิ่งกว่าตอนดูบอล เพราะสมาธิมันจดจ่ออยู่กะคนๆ เดียว มะใช่ทั้งทีม ฮ่าๆ)
     
     
    จบข่าว อะ เปลี่ยนเรื่องๆ
     
    ต่อด้วยอะไรดี
     
    อัพเดทเรื่องสั้นละกัน ช่วงนี้อยากเขียนจัง พล็อตอื้อ เพราะดูหนัง(ลึกลับๆ)เยอะ
    แต่หาเวลาไม่ค่อยจะได้ พอจะว่างก็มีอย่างอื่นทำตลอด
    ไม่ชอบเขียนเรื่องนึงนานๆ เพราะต้นเรื่องกะท้ายเรื่องจะคนละฟีวมั่กๆ
    ไม่สามารถควบคุมให้มันเหมือนกันได้เลยอ่ะ อนาถ
     
    เรื่องใหม่ๆ และลิงค์ใหม่ๆ
    อัพเดทลิงค์ถาวรไปในตัวเลยแล้วกันนะ
     
    ฝนสีน้ำเงิน (ลิงค์ชั่วคราว)
     
     
    ส่วนลิงค์เรื่องเก่าๆ รวมไว้ ที่นี่
    เรื่องจะทำเวบเก็บนิยายก็เป็นความฝันต่อไป
    เอาไว้เกษียณอายุราชการก่อนคงมีเวลาว่างพอจะทำ แหะๆ
     
    เวลาเอาไปลงในพันทิป ก็จะมีดีอยู่อย่าง คือมักจะมีกองบก.ติดต่อมา
    หรือมีคนแนะนำให้ติดต่อไป(เป็นคนดีจิงๆ) อย่างใดอย่างหนึ่ง
    แต่ก็มักจะมีเรื่องให้ต้องแคล้วคลาดทุกที ไม่รู้ทำไม
    ดวงคงจะไม่ได้พิมพ์รวมเล่มน่ะ
     
    เพราะคราวนี้มาอีกแล้วอ่ะ กองบก.สำนักพิมพ์อมรินทร์เลยเชียว
    หลังไมค์มาบอกว่าไปอ่านเรื่องสั้นมาแล้วชอบ สนใจจะคุยเรื่องงานเขียน
    พอเราเมลไปเค้าบอก เรื่องคุณมีเสน่ห์นะคะ มีเรื่องยาวสนใจส่งให้เราพิมพ์มั้ย
    แป่วววววววว (สลด)
     
    คืองงว่า อ่านเรื่องสั้นหนูแล้วทำไมถึงคิดว่าหนูจะมีเรื่องยาวด้วยอะคะ???
    คนเขียนเรื่องสั้นกะเรื่องยาวมันไม่เหมือนกานนนน ฮือออออ
    คือความอดทนมีไม่พอ เขียนเรื่องยาวไม่ได้ เลยมาเขียนเรื่องสั้นอ่ะ
    เฮ้อ
     
    บอกเค้าว่ามีเรื่องยาวอยู่เรื่องนึง แต่มันเด็กและเชยมาก
    เริ่มเขียนตั้งกะอายุสิบเจ็ด มาเขียนต่อจนจบตอนยี่สิบ (ปัจจุบันเลยเบญจเพส เฮ่อ)
    ก็เรื่องนั้นแหละ มีอยู่เรื่องเดียว
    เค้าบอกให้ลองส่งมาก่อน ถ้าเชยก็รีไรท์ได้
    โอย จะเอาเวลาที่ไหนไปรีเนี้ย พูดเหมือนง่ายเยย
    แต่ดูแล้วคงไม่ผ่านอ่ะ เรื่องเด็กโคตรรรรรรร และไร้สาระอย่างหนัก
    นี่ส่งให้เค้าไปเกือบเดือนแระ เค้าบอกใช้เวลาพิจารณาไม่เกินสองเดือน
    คงไม่ผ่านอ่ะ แนวเรื่องกะแนวสำนักพิมพ์ คนละเรื่องเลย เหอๆๆ
     
    ชีวิตนี้คงเขียนเรื่องยาวไม่ได้อีกแล้วมั้ง
    นอกจากเกษียณแล้วอย่างที่ว่าแหละ
    อยากเขียนทีละนิดๆ แบบจบแล้วจบเลย ไม่ค้างคาอ่ะ
    งั้นเขียนเรื่องสั้น(แต่ยาวสาดดด)ต่อไปละกัน
    ทำได้แค่เนี้ยจิงๆ อ่ะ 号泣
     
     
    อะช่างมันเหอะ
    ง่วงแล้วอะ
    ตัดจบ หนีไปนอนดื้อๆ เลยจะผิดมากป่าว
     
    จริงๆ ยังมีอะไรอยากพล่ามอีกเพียบ แต่ฟ้าสว่างแล้วอ่ะ
    นอนเหอะ เพื่อโกรทฮอร์โมน ที่คงหยุดหลั่งแล้วละคืนนี้อ่ะ
    สว่างแล้นหนิ เฮ่อ
     
     
    บ่นอีกนิด
    อยากไปถ่ายรูปจัง อะจิไซ่กับฮานะโชบุกำลังบานสวยเลย
    มะวานว่าจะไป ดันไม่มีแดด แถมมีงานค้างคา
    วันนี้ก็ติดสอน เอาไว้เสาร์หน้าละกัน ฝนอย่าตกนะ
    เลยอาทิตย์หน้าไปฮานะโชบุจะโรยหมดแล้ว อดกันพอดี
    หมายเหตุ รูปทสึสึจิ ตอนเดือนห้าชียังไม่ได้เอาลงเลยค่ะ
    จะแรดไปถ่ายอย่างอื่นอีกแล้ว หลายใจจิงๆ
     
    อยากได้เลนส์มาโครจริงๆ จังๆ แล้วอะ
    เลนส์แทมรอนเอฟสองจุดแปดตลอดช่วงที่มีอยู่เนี่ย อะไรๆ ก็ดี
    เสียแต่ถ่ายดอกไม้มาโคร้มาโครไม่ได้ดั่งใจเลยอ่ะ
    ระยะโฟกัสยาวป่วงมากๆ เซร็ง
    อยากได้เลนส์ไวด์ๆๆๆ หนักๆ ด้วย
    เฮ้ออยากไปหมด
    เงินล่ะเงินๆๆๆๆๆๆ
     
    เออยังไม่ได้บอกเลยนิว่าซื้อโน้ตบุคใหม่
    ของเดลรุ่นตัวบางๆ อะ แต่มันยังไม่มาเลย
    ตอนนี้คอมที่บ้านเจ๊งสนิทไปแล้ว ต้องหอบโน้ตบุคที่แลบมาใช้
    พะรุงพะรังอนาถามากๆ
    รีบๆ มาหน่อยเหอะเพ่ อยากใช้วินโดว์วิสต้าใจจะขาดแล้ววววว
     
     
    โอย สว่างคาตากันเลยทีเดียว
    โกรทฮอร์โมนช้าน วันนี้หายเกลี้ยงเลยสิ
    พรุ่งนี้ก็ไม่สวยสิ
    (แล้ววันไหนสวยวะคะ)
     
     
    นอนนอน
    ไนท์ไนท์
     
     
    21/05/2008

    26

     
    เขียนบล็อกด้วยหัวข้อแบบนี้มา 3 ปีแล้ว ปีนี้เป็นปีที่ 4 เหวออออออ
    23 24 25 26
     
    แล้ววันที่ตัวเลขจิตตกแบบนี้ก็มาถึงจนได้..
    26
    26
    26
    กรี๊ดดดดดดดดด
    (ขอเวลาสงบนิ่งทำใจ-ลดธงครึ่งเสา 1 นาที)
     
    (บ่น)
    หลอนจัง 26 นี่รู้สึกกราฟดิ่งลงอย่างรุนแรง
    ถ้า 27 จะหลอนแค่ไหนกันนะ..
    แม่บอกตอนแม่อายุ 26 แม่คลอดเราแล้ว..
    โอ..
    เราจะได้คลอดมั่งเมื่อไหร่เนี่ย
    อาจจะได้บอกลูก ตอนลูกอายุ 35 ว่า
    ตอนแม่อายุ 35 แม่คลอดลูกแล้วนะ..
    แล้วลูกเราก็คงไปบอกหลานว่า ตอนอายุ 45..
    (เพ้อ)
     
     
    แล้วนี่มานั่งเขียนทำไมเนี่ย
    (สำนึก)
    ตอนนี้ยุ่งจังเลย เปเปอร์ แลบ พรีเซ้น ประดังประเดกันมากๆ
    พอเข้าเดือน 6 แล้วคงดีขึ้น
    เหมือนทุกอย่างมาสุมกันอยู่ที่ปลายเดือนห้าหมดเลย
    แต่ก็ดี พอหมดแล้วก็หมดเลย ^ ^
    (วาดหวัง)
     
    ทสึสึจิบานแล้ว เริ่มโรยแล้ว
    ไฮเดรนเยียกำลังจะบาน
    โลกกำลังจะเปลี่ยนจากสีชมพู สีแสด ไปเป็นสีม่วง น้ำเงิน
    สีดอกไม้ของเดือนหก
     
    ทำไมดอกไม้เดือนหกมีแต่สีม่วง น้ำเงิน
    สีของเม็ดฝนรึเปล่า..
    สีเขียวของใบไม้เริ่มเข้มขึ้นเรื่อยๆ
    เมื่อสายลมอุ่นๆ ที่หอมกลิ่นดอกไม้ของเดือนห้าจากไป
    เม็ดฝนและไอชื้นๆ ของเดือนหกก็จะมาแทน
    และเมื่อฝนเดือนหกจากไป แสงแดดหน้าร้อนของเดือนเจ็ดก็จะตามมา
    (ไม่ขอนึกถึงเดือนแปดกับเก้า เพระเป็นเดือนที่ทรมานที่สุด..)
    (เพ้อ-2)
     
    ว้า..เพ้อจัง
    เบลอๆ ยังไงก็ไม่รู้
    รู้สึกรวบรวมความคิดไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่
     
    เลิกเพ้อละ ดึกขนาดนี้แล้วหนิ..
    งานยังกองอยู่เลย..
     
    มาสเปเชี่ยวแท้งกันก่อน..
     
    ขอบคุณทุกๆ คนที่อุตส่าห์จำได้ อุตส่าห์มาอวยให้ในวันนี้
    (ปีหน้าไม่ต้องก็ได้ ทำลืมๆ ไปเหอะ พอเกิน 25 เราก็ว่าจะลืมๆ วันเกิดตัวเองเหมือนกัน 55)
     
    ขอบคุณคนในแล็บทุกคน ที่ทำให้รู้สึกดีดี แม้จะไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษเลย
    แต่ก็รู้สึกน่ะ ขอบคุณค่ะ..
     
    ขอบคุณคุณแมว สำหรับการ์ดน่ารักๆและลูกโป่ง(และไม้หนีบผ้า)
     และเค้กครีเอทๆ อันนั้น เจ๋งมาก อิอิ
    ส่วนของขวัญจริงๆ เด๋วขอคิดอะไรแพงๆ ได้ก่อน จะให้ซื้อให้นะ
     
    ขอบคุณเจ้าของช่อดอกไม้ช่อโต ลิลลี่หอมมากๆ เปิดประตูบ้านเข้ามารู้สึกดีจัง
    กลบกลิ่นแกงกะหรี่ในครัวได้เลย ของเค้าหอมจริงๆ กุหลาบขาวกับสตาติสก็สวยมากมาย..
     
    ขอบคุณอากาศดีๆ ลมเย็นๆ ฟ้าใสๆ ที่ไม่ได้เห็นมาหลายวัน เป็นฟ้าหลังพายุจริงๆ..
     
    ขอบคุณบริษัทผลิตไพรเมอร์ ที่ยอมรับซะทีว่าไพรเมอร์เมิงเจ๊ง แล็บเราเลยไม่เดิน
    ไม่ใช่เพราะมิสของเรา แต่เป็นเพราะไพรเมอร์เมิงงงงงงงนั่นแหละ
    สะใจปนโล่งอก อยากเรียกค่าปลอบขวัญจิงๆ เอาเวลาเดือนนึงกับแรงกายแรงใจของเราคืนมานะ
    ขอบคุณมากที่มายอมรับ(จนได้)ในวันเกิดเรา อิอิ
     
    ขอบคุณฟุโระกลิ่นฮิโนะคิ น้ำมันหอมกลิ่นฮันนี่ซักเกิล ทำเอาหายเหนื่อยไปมากมาย
     
    ขอบคุณดีวีดี โยะนิโมะคิเมียวฯ แผ่นสุดท้าย ที่ทำให้หายเซ็งในวันที่ไม่มีรายการทีวีที่ชอบดู
     
    และขอบคุณใครอีกหลายๆ คน ที่เค้าไม่รู้ตัวหรอกว่าทำให้เรามีความสุขแค่ไหน
    พี่ทีเอที่มาซ่อมคอมให้ รุ่นน้องที่มานั่งเม้าเรื่องละครคิมุระ คุณป้าที่โรงอาหารที่อุ่นปลาให้
    ใครบางคนที่ไม่ได้ยินเสียงมานาน..
    และอีกหลายๆ คน..
     
    ขอบคุณนะคะ
    ถึงมันจะเป็นวันธรรมดาๆ วันนึง แต่คุณก็ทำให้เรามีความสุขละ
    ใช่..
    คุณนั่นแหละ..
     
    ขอบคุณค่ะ..
     
     
    27/03/2008

    Springtime in the city always such relief from the winter freeze

     
    แล้วฤดูใบไม้ผลิก็มาถึงอีกครั้ง..
     
    ไม่ได้เข้ามาดูสเปซเลย มัวไปเล่นฮิห้าอยู่ตามความนิยม
    แต่พอกลับเข้ามาก็ยังรู้สึกชอบสเปซมากกว่านิดหน่อยนะ
    ดูเป็นพื้นที่ส่วนตัว บ่นด่าอะไรได้ตามใจดี
    ฮิห้าคนเค้าไม่ค่อยเขียนอะไรกัน
    จะเขียนก็กลัวประหลาด เหะๆ
     
    เมื่อลมหนาวพัดผ่านไป ดอกไม้ก็บาน
    เป็นอย่างนี้เรื่อยไปนั่นแหละ
     
    ซากุระบานแล้ว
    ไปกักไกที่โตเกียวมา ทันได้เห็นซากุระดอกแรกที่โตเกียว
    ไปแช่อนเซ็นและทำตัวหนืดๆ กันที่ฮาโกเนะ
     
    ไปที่เดิมๆ คอร์สเกือบเดิมๆ
    ลงเรือข้ามทะเลสาบอาชิโนะโกะ นั่งโรปเวย์ เคเบิลคาร์ แช่น้ำ กินอาหารเย็นแบบเว่อๆ
    แช่น้ำก่อนนอน นอนคุยเรื่องเดิมๆ คุยกันมาแปดปีแล้วไม่รู้จักเบื่อซะทีสิน่า
    ไม่รู้มีใครจามไปกี่คนกับเรื่องที่เราคุยกันเนี่ย ฮ่าๆๆ
     
    ตื่นเช้าไปแช่น้ำอีก กินอาการเช้าบุฟเฟ่ต์แบบยัดๆ อีก 
    ไปโชโคคุโนะโมริ ลันล้ากับรูปปั้นต่างต่างนานนา
    ไปกราสโนะโมริ ลันล้ากับบรรยากาศสวยๆ อีกแล้ว..
     
    กินบุฟเฟ่ต์ร้านเดิมๆ : ร้านจีนที่ไชน่าทาวน์ ยากินิคุที่วะดะมาจิ อ้อ ครั้งนี้ขาดฮาเบสึโตะสินะ
    กินลันช์เซ็ตที่ร้านเดิมๆ : มังโก้ทรีที่ลูมิเนะโยโกฮาม่า ร้านเวียดนามบนลูมิเนะอีกเช่นกัน
    ช็อปปิ้งที่เดิมๆ : ชารุ บิบุเระ โยโกฮาม่า คราวนี้เพิ่มเอาท์เล็ตแถวมหาลัยที่ไปกักไกด้วย อิอิ
     
     
    ที่ต้องไปเก็บที่เดิมๆ เหล่านี้ให้หมดก็เพราะว่า
    แมวจะย้ายมาเป็นคนคันไซเต็มตัวแล้วในวันที่ 1 เมษานี้ละ
    เราจะไม่ได้ไปเป็นแขกบ้านแขกเมืองที่โยโกฮาม่าแล้ว
    ครั้งนี้ไปบ้านแมวครั้งสุดท้าย เห็นแล้วเซ้าเศร้าอ่ะ
    กลิ่นน้ำมันหอมแบบนี้ เสียงเพลงแบบนี้ แสงไฟแบบนี้
    กาน้ำร้อนบิ๊กเบิ้ม ชาแรดๆ หลายชนิดที่มันใส่ไว้เต็มตะกร้า
    เก้าอี้ตัวเก่าที่ถูกเอาไปทิ้งไว้นอกระเบียงอย่างน่าสงสาร
    ฯลฯ
    แต่ทำไมแมวมันไม่เห็นเศร้าเลย บ้านมันแท้ๆ
     
     
    กลิ่นฤดูนี้หอมจริงๆ
    สายลมหอมมากมาย
    กลิ่นดอกไม้ ดอกอะไรบ้างก็ไม่รู้ แต่หอมอุ่นๆ
    หอมแบบสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่จริงๆ
     
    ซากุระที่โกเบก็เริ่มบานแล้ว
    เพิ่งบานได้ดอกสองดอก ยังตามโตเกียวไม่ทัน
    ดีแล้วละ
    เพราะถ้าบานเต็มที่ จะได้ไปดูที่เกียวโตได้พอดี
     
    เอาเข้าจริง
    เราก็หลงรักฤดูนี้ได้เหมือนกันแฮะ ~
     
    ^ ^
     
    4/02/2008

    เป็นอะไรก็ไม่รู้

     
     
    เนือยๆ เซ็งๆ เหม่อๆ แปลกๆ เป็นมาสองสามวันแล้ว
    ไม่รู้เป็นไร เอาเป็นว่า บ่นไปเรื่อยๆ ละกัน
     
     
    1.ช่วงนี้หนาวมาก หิมะ ฝน หมอก เมฆ อะไรก็ไม่รู้มากันใหญ่
    ฟ้าเป็นสีเทาทุกวัน
    ที่เราเฉาๆ นี่สงสัยจะเป็นโรคขาดแสงแดด
     
     
    2.ปีนี้หนาวจัง
    รู้สึกไปเองรึเปล่าไม่รู้ว่าไม่ได้หนาวอย่างนี้มาสิบปีแล้ว
    ตั้งแต่ปี 98 ที่หิมะตกหนักที่สุดในรอบหลายๆ ปีที่โตเกียว
    ปีนี้ก็อารมณ์นั้นเลย
    ภูเขาหลังบ้านตอนนี้ขาวโพลนหยั่งกะเทือกเขาแอลป์
    เพิ่งเคยเห็นหิมะอยู่นานๆ เป็นอาทิตย์ก็ปีนี้แหละ
     
     
    3.สองสามวันนี้เหนื่อยจัง งานเยอะ สอนเยอะ วิ่งเยอะ พูดเยอะ
    เคยมั้ยที่พูดติดต่อกันทั้งวันจนรู้สึกว่าคอมันเหนื่อยน่ะ
    สองสามวันนี้พูดเยอะจริงๆ
    แต่ไม่ค่อยได้นอน
     
    กินก็ไม่ค่อยเป็นเวลา
    แต่กินเยอะนะ เมื่อเย็นทำสุกี้แห้งกระทะใหญ่มาก
    กินได้สองจาน แล้วกินหมดด้วยวุ้ย จุกเลย
     
     
    4.นอนดูละครเรื่องใหม่ Sasaki fusai no jingi naki tatakai
    (ชื่อยาวจริงๆ)
    ชอบมากเลย
    ไม่เจอละครที่ทำให้หัวเราะและร้องไห้ได้พร้อมๆ กันแบบนี้มานานละ
    ทุกอย่างลงตัวไปหมด บทก็ดี๊ดี คม แต่ขำ กำลังดี มีอะไรให้คิด
    วันนี้นั่งหัวเราะกระจาย
    แต่ตอนจบร้องไห้เฉยเลย
    อ่อนไหวกับฉากขอคืนดี T T
    สงสัยจะได้เสียเงินซื้อดีวีดีอีกเรื่องแล้ว
     
    แปลกใจ ที่ไปดูเรตติ้ง ตอนแรก 17 กว่าๆ
    แต่ตอนสองเหลือ 11 เอง
    วันนี้ตอนสามจะเหลือเท่าไหร่เนี่ย
    อาทิตย์ที่แล้วตรงกับถ่ายทอดไรป่าวนะ มันลดฮวบแบบน่าสงสัย
     
     
    5.ละครวันจันทร์ Bara no nai hanaya ก็ดี
    โทนเรื่องแปลกดี อุ่นๆ สวยๆ ซี้งๆ น่ารักดี
    เป็นแนวที่ไม่ได้เห็นมานานเหมือนกัน
    รู้สึกแนวอย่างนี้ที่ได้ดูล่าสุดคือ Pride (เก่าไปมั้ย)
    หรือเป็นเพราะนางเอกคนนี้ ละครเลยออกมาเป็นแบบนี้
     
    แต่ยังมีความบิวด์ + ความเป็นคนดีเว่อร์ๆ ของพระเอก
    ที่มันเกินค่าเฉลี่ยละครยี่ปุ่นไปหน่อย
    เริ่มสงสัยว่าพระเอกจะมีความหลังอะไรแน่เลย
    ประเภทเคยฆ่าคนมาก่อน (คิดไปได้)
    แต่โดยรวมชอบนะ ดูแล้วอิน ซึ้งดี (แม้จะเว่อร์ๆ)
     
    ดูอยู่สองเรื่องเอง
    เด๋วนี้ดูละครน้อยลงมากๆ สงสัยเรื่องมาก จู้จี้มากขึ้นตามวัยมั้ง
    บางทีไม่ชอบดาราก็ไม่ดูเลย ไม่ลองดูด้วย
    บางทีชอบดารา แต่ดูแล้วเกลียดก็มี
    อย่างเรื่องนักมวยกะแม่ชี ที่คาเมะเล่น วันเสาร์น่ะ
    ชอบคาเมะนะ แต่ไม่ไหวจริงๆ
     
     
    6.เพิ่งไปหาหนังรักเก่าๆ มาดูซ้ำ อารมณ์ประมาณอยากร้องไห้
    แล้วก็ได้ร้องสมใจ เรื่องโหดๆ ทั้งนั้น
    The Notebook
    My best friend's wedding
    Ten things i hate about you
    A walk to remember
    Love letter
    Ditto
     
    7.เปลี่ยนดอกไม้เป็นนะโนฮานะกับกุหลาบสีส้มหม่นๆ แล้ว
    ยังไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้เลย ไม่รู้จะได้ถ่ายมั้ยเนี่ย
    นะโนะฮานะโทรมเร็วมากๆ สองวันเริ่มร่วงแล้ว
    ถ้าโทรมหมดเด๋วเอาไปผัดน้ำมันหอยกินดีกว่า กินได้นี่
    จะมียาฆ่าแมลงมั้ยนะ เด๋วเป็นอย่างคดีเกี๊ยวซ่า
     
     
    8.บ้านกับตู้เย็นรกมาก
    ไม่มีเวลาจัดทั้งสองอย่าง
    จริงๆ คือมี แต่เอาไปบ้าทำอย่างอื่นหมด
     
    บ้าเทนนิสไปสองอาทิตย์ แต่คุ้มมาก น้องโจได้แชมป์แสลมแรก
    บ้าหนัง ดู 6 เรื่องติดต่อกัน แล้วซึมไปอาทิตย์นึงเพราะอินจัด
    บ้าเขียนเรื่องสั้น ทำเหมือนตัวเองว่างเนอะ ติสท์แตกมากๆ
     
    บ้านก็เลยมีแต่ชีท/ผ้ากองอยู่
    ชีทคือรื้อแล้วขี้เกียจจัด
    เวลาหาก็คุ้ยๆ เอา ดูติสท์ดี (ตรงไหนวะ)
    ส่วนเสื้อผ้าใส่แล้วไม่ซัก ไม่เป็นไร หน้าหนาวไม่มีเหงื่อ
    ซกมกว่ะ
    เปล่านะ ก็มันไม่มีแดดอ่ะ ไม่อยากตาก
     
     
    9.ส่วนในตู้เย็นมีผักเยอะจริงๆ
    ตอนซื้อมีโครงการสวยหรู เหมือนส.ส.ตอนหาเสียง
    แต่พอซื้อมาแล้ว เหมือนอุ่นใจแล้วว่าเรามีอาหารดีๆ อยู่นะ
    มันคงออสโมซิสผ่านตู้เย็นเข้าร่างกายเราได้เองแหละ
    เลยทิ้งให้แห้งเหี่ยวคาตู้อยู่เป็นประจำ
     
    ตอนนี้มีมะเขือเทศ แครอท กะหล่ำ บร็อกโคลี่ มันฝรั่ง เลตัส
    คื่นฉ่าย ผักโขม ไควาเระ ต้นหอม หัวหอม เห็ดสองชนิด
    วันนี้เดินผ่านซุปเปอร์ ยังมีหน้าไปซื้อสลัดมากล่องนึงอีก
    หน้าไม่อายจริงๆ
     
    คืนนี้มันฝรั่ง แครอท กะหล่ำ หัวหอม เลยได้ออกไปนอนที่ระเบียง
    เอาน่า อุณหภูมิต่ำกว่าในตู้เย็นอีก ไม่เป็นไรนะจ๊ะ
    พรุ่งนี้ถ้ากลับเร็ว (มันเป็นไปได้ ฤ?) จะได้ทำซุปเนื้อซะที
    วางโครงการและสะสมวัตถุดิบมาสองอาทิตย์แล้ว
    โครงการระดับชาติจริงๆ
     
     
    10.หนังสือสั่งมายังไม่ได้อ่านอีกหลายเล่ม
    กับที่อ่านแล้วแต่ยังไม่จบซะทีอีกหลายเล่ม
    กำลังชอบ カフーを待ちわびて
    ซื้อมาดองไว้ครึ่งปี เพิ่งจะได้อ่าน
    ภาษาโอกินาว่าเยอะไปหน่อย แต่สนุกดี
    เห็นว่าจะเป็นหนัง ต้องรอดู ทะเลคงสวยขาดใจ
     
    หนังสือไทยก็ยังไม่ได้อ่านอีกหลายเล่ม
    หลังจาก มาลัยสามชาย ของอ.วินิตาจบไป
    สุดยอดอ่ะ แปลกทั้งเนื้อเรื่องและนางเอก
    ถ้าเป็นละคร สงสัยจะดัง + สะใจน่าดู
    แต่ใครจะเล่นได้เนี่ย ต้องงามพร้อมจริงๆ
     
     
    11.อยากดูรักแห่งสยาม เมื่อไหร่จะได้ดูว้า
    อยากดู A lot like love
    ถูกใจทั้งดารา (แอชตัน)
    และเนื้อเรื่อง (จากกันไปนานๆ แล้วกลับมา..)
    มีเหตุผลอะไรที่เรื่องนี้ไม่เข้ายี่ปุ่นอ่ะ เฮ้อ
     
     
    12.จะวาเลนไทน์แล้ว ทำไงดี
    (ทำไรหรอ??)
    อืมมมมมมม
     
     
     
     
    13.ตกลงเป็นไรวะเนี่ย
    พล่ามมาถึงป่านนี้
    (พิมพ์แบบไม่หยุดคิดเลยทีเดียว เป็นเอามาก)
     
     
    14.ถือว่าเป็นการอัพเดทชีวิตละกัน
    หลังจากอัพเรื่องประหลาดๆ มาหลายบล็อกแล้ว
     
     
     
    29/01/2008

    but, it's life : ภาคใต้-อีกครั้ง ..

     
     
    ไม่ได้เขียนถึงเรื่องนี้มานาน แต่ก็ยังได้ข่าวที่น่าปวดใจอยู่เป็นระยะ
    ..สามจังหวัดชายแดนใต้..
     
    พ่อกลับมาได้เกือบครึ่งปีแล้ว แน่นอนว่าเราย่อมสบายใจขึ้นในระดับหนึ่ง
    แม้พ่อจะบ่นว่าอยากอยู่ใต้ต่อ เพราะงานสบายกว่าที่ลพบุรีก็ตาม
    แต่เราไม่เชื่อหรอก..
     
     
    พ่อบอกเสียดายนะเนี่ย
    ทั้งเงินประจำตำแหน่ง เงินค่าเสี่ยงภัย เบี้ยเลี้ยงอะไรต่อมิอะไร
    แหม..
    คือ ใครที่รู้จำนวนเงินก็คงจะรู้ว่า มันไม่คุ้มเลย ไม่เลยแม้แต่น้อย
    เราได้ยินครั้งแรกยังอึ้ง แต่ก็นะ กองทัพจะเอาเงินมากๆ มาจากไหนกันล่ะ
    ไม่ได้ดูถูกเงินจำนวนน้อย หรือดูถูกระบบราชการทหารไทยนะ
    แค่อยากจะบอกว่า รู้หรอก..
    ว่าพ่อเอาเรื่องนี้มาอ้าง ให้เรากะแม่ขำๆ กันเท่านั้นแหละ
     
    เข้าใจอะนะ
    ไม่งั้นจะเป็นลูกพ่อได้เหรอ..
     
     
    พ่อเรากลับมาแล้ว แต่พ่อคนอื่นยังอยู่อีกเป็นพันเป็นหมื่นคน
    ในฐานะของลูก เราสบายใจขึ้นบ้าง
    แต่ในฐานะของคนไทย มันยังคงไม่มีอะไรดีขึ้นเหมือนเดิม
    ข่าวแย่ๆ ร้ายๆ ก็ยังมีมาให้ได้ยินไม่ขาดสาย
    เมื่อเร็วๆ นี้ก็เพิ่งมีการระเบิดและจ่อยิงซ้ำกันไป
    มีนายทหารจปร. เสียชีวิตด้วย 1 นาย
     
    ณ ตรงนั้น โจรมันคงไม่แยกแยะหรอกว่าใครชั้นประทวน
    ใครชั้นสัญญาบัตร
    ใครเป็นลูกใคร เป็นพ่อใคร เป็นที่รักและเป็นห่วงของใคร
     
     
    วันนี้..
    เพิ่งได้รู้ว่า
    อีกสองสามเดือนข้างหน้า เพื่อนที่เรารักที่สุดคนหนึ่ง
    จะต้องลงไปปฏิบัติหน้าที่ตรงที่พ่อเราเคยอยู่
    คนละจังหวัดกัน แต่ก็พื้นที่สีแดงเหมือนๆ กัน
     
    และไม่ได้ไปกับหน่วยแบบที่พ่อเราไป แบบชั่วคราว
    หรือมีผลัดพักทุกๆ เดือนด้วย
    แต่ไปอยู่เป็นการถาวร เนื่องจากเป็นหน่วยที่จะต้องลงบรรจุ
    ในฐานะแพทย์ทหารประจำหน่วยนั้น
     
    กำหนดอยู่อย่างต่ำคือสองปี แล้วจึงจะลาเรียนต่อ
    หรือโยกย้ายได้ เมื่อมีรุ่นน้องมาลงแทน
     
    ยังไม่ได้คุยกับเจ้าตัวโดยตรง และคงจะยังไม่คุย
    ท่าทางคงอยากใช้เวลาอยู่คนเดียวอีกนาน
    เพราะเจ้าตัวหวังจะไปเรียนต่อในปีนี้ ในกรณีที่โชคดีอย่างที่สุด
    แต่เมื่อผลมันออกมาแบบโชคร้ายอย่างที่สุดแบบนี้
    คือเป็นหนึ่งในหลายคนที่ต้องลงไปประจำจังหวัดนราธิวาส
    จะรู้สึกยังไงกันนะ..
     
    ซีวิครุ่นใหม่ที่เพิ่งถอยออกมา
    คงได้ไปลุยดงระเบิดแถวนั้นพร้อมเจ้าของ..
     
     
    ถ้าคุยกัน เจ้าตัวคงบอกเสียงหัวเราะๆ เหมือนเดิมว่ารวยดีไง
    จะได้มีตังค์ผ่อนรถ
    แน่นอนว่า คนพูดถูกปลูกฝังมาให้เข้าใจชีวิตของแพทย์ทหารได้เป็นอย่างดี
    จนไม่มีความกังวลประหลาดๆ เหมือนคนที่ไม่เคยสัมผัส อย่างเราๆ
     
    ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ ชินซะแล้ว..
    ฉันรู้ว่าเธอจะต้องพูดแบบนี้
     
    แย่จัง ฉันช่วยอะไรไม่ได้เลย
    ขอโทษด้วยที่พ่อฉันไม่ได้อยู่เตรียมทหารรุ่นเดียวกะเจ้ากรมแพทย์ฯ
    และไม่รู้จักผอ.รพ.เลิดสิน หรืออะไรที่เธอบอกอยากจะไปเรียนศัลย์กระดูกน่ะ
     
    แต่ฉันก็รู้อีกแหละว่าถึงฉันจะช่วยได้ เธอก็ไม่ให้ช่วยหรอก
    เอาไว้อีกสองปี เธอได้ขึ้นมาเรียนต่ออย่างที่ต้องการแล้วค่อยเจอกันนะ
    ใครเรียนจบก่อนคนนั้นเลี้ยง อย่างที่เธอว่าก็แล้วกัน
     
     
    มีชีวิตรอดกลับมาเจอกันให้ได้นะ
    กลับมาแบบยังยิ้มให้ฉันได้ก็พอแล้ว
     
     
    ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ
    เนอะ..
     
     
    27/01/2008

    天王星人 หญิงสาวจากดาวยูเรนัส

     
    เนื่องจากกำลังฮิตตำราดูดวง 6 ดาว ของเจ๊โฮโซกิ
    ถามเพื่อนๆ ที่นี่จนเบื่อหมดแล้ว เลยไปดูให้เพื่อนที่ไทยบ้าง
    แล้วก็ขำกลิ้ง เพราะเพื่อนเลิฟๆ ที่ยังคุยกันวิดวิ้วอยู่ตอนนี้
    มาจากดาวดวงเดียวกันทั้งสิ้นสี่คนเข้าไปแล้ว (รวมตัวเราด้วย)
    คือดาวยูเรนัสค่ะ
    ลักษณะของผู้หญิงดาวนี้ คงไม่ต้องอธิบายกันมากแล้วอะนะ
    เพราะได้เลกเชอร์ให้เจ้าตัวฟังไปครบทุกคนแล้ว
    (ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันถึงคบกันได้ 555)
     
    สรุปง่ายๆ ว่าเป็นพวก มายเพส ทำอะไรเรื่อยๆ ตามใจตัวเอง จริงจังไม่เป็น
    ลูสเรื่องเวลาอย่างหนัก โดยไม่คิดว่าตัวเองผิด (ตรงอย่างหนัก)
    เจ้าชู้ หลงคนง่าย เพราะชอบสัมผัส และเกินเลยได้ง่าย (อ่ะอึ้งค่ะ ตรงได้อีก)
    ใครอยากอ่านภาษายี่ปุ่นไปอ่านเต็มๆ ได้ ที่นี่
    อยากรู้ว่าตัวเองดาวอะไรก็ลองคำนวณดู ที่นี่ เค้าจะมีให้ใส่วันเดือนปีเกิดอะนะ
    แล้วเค้าจะคิดออกมาให้เลย ลองอ่านดิ ของเรา เราว่าตรงดีอ่ะ
    ของไอ้แมวก็ตรง มันพวกดาวพฤหัส พวกเย็นชา แสดงความรักไม่เป็น หึ
     
    แล้วข้างล่างสุดจะมีที่ให้คำนวณความแมตช์ ความเข้ากันของผู้หญิงกะผู้ชาย
    โดยใส่วันเดือนปีเกิดของทั้งสองคน แล้วเค้าจะคิดเปอร์เซนต์ความแมตช์ให้
    แมวมันเคยลองทำดูนานแล้ว แล้วเอามาเล่าให้ฟัง ว่าเว่อร์มากๆ
    แต่เราเพิ่งเคยเห็นด้วยตาตัวเองเนี่ยแหละ เว่อร์จริงๆ ด้วย 555 
     
    ก๊อปมาให้อ่านเต็มๆ เฉพาะฉบับยี่ปุ่นนะ ไม่กล้าแปล มันเว่อร์ 55
    สรุปง่ายๆ ว่าเข้ากันได้ 100เปอเซนต์
    เพราะต่างก็เป็นส่วนเติมเต็มในสิ่งที่อีกฝ่ายขาด อะนะ
    เว่อร์เจงๆๆๆ
     
     
    1984年11月10日生まれの男性「木星人の陽(+)」

    1982年5月20日生まれの女性「天王星人の陽(+)」
    の相性は
     

    100%です !!!
     
     
    欠点を補い合う最高のカップル
    愛情が深い半面、だらしないところがある天王星人のあなたにとって、
    朴訥な木星人がブレーキ役しなり、理想的なパートナーになってくれます。
     
    仕事でもお互いの欠点を補い合えるので、共同経営者としても
    最高の組み合わせといえるでしょう。
     
    もしも恋愛関係になれば、魅かれ合うものを生涯もちつづけ、
    けっして別れることはありません。
    優しい性格が相乗効果をもたらし、暖かい家庭を築くことでしょう。
     
    ただしセックス面では、開放的な天王星人は、
    保守的な木星人に、多少、物足りなさを感じることもあるかもしれません。 

     
    ไอ้ย่อหน้าสุดท้ายนี่ทะแม่งๆ วุ้ย คินินารุ ว่ะ 555
    (ใครอยากฟังคำแปลอย่างละเอียดเชิญหลังไมค์ว่ะ อิอิ สาวดาวยูเรฯ ก็เขินเป็นนะ)
    แอบเคือง มันว่าเรา ดะระชิไน โกรธธธธ (แต่ก้อจริง เป็นความจริงที่เจ็บปวด เหอะๆๆๆ)
     
    อ้อ 100 เปอ นี่ ไม่ใช่จะได้กันง่ายๆ นะ
    เพราะลองกับอีกหลายๆๆๆ คน(ผู้ชายสิ แน่นอน) ก็ไม่เกิน 60 เรยอ่ะ
    ขนาดกับคนที่คุณก็รู้ว่าใคร ก็ 60 อ่ะ
    แถมบอกด้วยว่า ต้องใช้เวลา กว่าจะเปิดใจเป็นเพื่อนกันได้
    อ่ะ อึ้งอีก ตรงได้อีกนะ..
     
     
    แสดงว่าเลือกคนถูกแล้วใช่ป่าว 555
     
     
    15/01/2008

    Early Spring Mode~

     
     
    ไม่ได้เปลี่ยนดอกไม้ที่บ้านมาเกือบเดือน
    เพราะสเปรย์มัมสีขาวกับเหลืองที่เรา(แหกฤดูกาล)จัดไว้ตั้งแต่ต้นเดือนธันวา ทนทานมากๆ
    ตัดก้าน เปลี่ยนแจกันมาเรื่อยๆ จนเหลือแต่ดอก เอาลอยน้ำไว้ ยังไม่ยอมเหี่ยวยอมเน่าเลย
    แล้วเราก็นะ ไม่เคยตัดใจทิ้งดอกไม้ที่ยังไม่เหี่ยวได้เลย จริงๆ
    ก็เลยต้องย้ายไปไว้ในครัว (สงสารจัง คงหนาว) 
    ว่าแล้วก็ออกไปหาดอกไม้ใหม่ๆ มาเปลี่ยนซะที
     
     
    เดือนมกรา ที่จริงยังเป็นกลางหน้าหนาวอยู่เลย
    แต่บรรยากาศรอบตัวมันกลายเป็น early spring ไปแล้วเรียบร้อย
    ตั้งแต่เริ่มปีใหม่นั่นเลย
    ก่อนอื่นก็เสื้อผ้านี่ไง พอเริ่มปีใหม่ปุ๊บ ก็เซลของหน้าหนาวปั๊บ
    เซลเสร็จ ทีนี้ของสปริงออกมาทันที
    ตอนนี้เลยได้เห็นเสื้อบางๆ สีชมพูอ่อน เหลืองอ่อน เขียวอ่อน เต็มไปหมด
    ทั้งที่เป็นเดือนที่หนาวที่สุดของปีนี่แหละ
    แต่สาวๆ ที่นี่ก็ใส่กันได้เนาะ ความพยายามเป็นเลิศค่ะ นับถือจริงๆ
     
     
    ตามประสาคนเลือดกรุ๊ปบีที่ชอบทำอะไรตามสิ่งแวดล้อมรอบข้าง
    ฉะนั้นขอเข้าโหมด early spring ด้วยคน
    แต่เอาแค่ดอกไม้กับกลิ่นอโรมาที่จุดในบ้านก่อนนะ
    เสื้อผ้าไม่ไหวอ่ะ ยอมแพ้ ขอพอกหลายๆ ชั้นแบบหน้าหนาวจัดๆ ต่อไป
     
     
    เปลี่ยนอโรมาเป็นกลิ่นกุหลาบแล้ว
    ปีนี้จุดกลิ่นแซนดัลวูดมาตลอดออทั่มกับหน้าหนาว
    จนห้องมีกลิ่นคล้ายๆ วิหารอะไรซักอย่าง ขลังไปอีกแบบ 55
    พอเปลี่ยนเป็นกุหลาบ เลยรู้สึกเบาโล่งโปร่งสบายขึ้นมากทีเดียว
    ค้นพบอีกอย่างว่า ชอบกลิ่นกุหลาบของ Beaux Art มากกว่า MUJI ละ
    นึกถึงบรรยากาศบ้านเก่าที่โตเกียวเลย ตอนนั้นใช้แต่ของ Beaux Art
     
     
    ดอกไม้
    คาร์เนชั่นมาแล้ว เต็มไปหมดทุกร้านเลย รู้สึกได้ถึงความสปริงหน่อยๆ
    เลือกคาร์เนชั่นสีชมพูอ่อนมา
    เอามาคู่กับสต็อค สีงาช้าง นวลๆ สวยดี สีเหมือนกลีบดอกลั่นทม
    เล่นสีสปริ๊งสปริงตั้งแต่เดือนหนึ่งอย่างนี้ เดือนต่อๆ ไปจะทำไงเนี่ย
    แต่เดือนหน้ากะว่าคงเป็นซุยเซน นาร์ซิสซัส ดอกหลงตัวเอง 55
    ดอกไม้ประจำเดือนสอง แต่ตอนนี้ก็ออกมากันเต็มร้านแล้วอะนะ
    (สงสัยมานานแล้วว่าซุยเซนนี่มีชื่อไทยมั้ย หรือต้องเรียกทับศัพท์อังกริดหว่า)
     
     
    ตอนค่ำจะเอารูปที่ไปเที่ยวตอนปีใหม่ในกล้องลงคอมพอดี
    ก่อนเอาลงเลยถ่ายดอกไม้วันนี้แถมมาด้วย
    อธิบายพร็อพรอบข้างก่อน
    มีตะเกียงอโรมา จุดรมห้องไว้
    ตะกร้าส้ม หยิบมาจากในครัว
    และแก้วชา เทนจะ ที่ตอนนี้กำลังมาเนียคสุดริด อร่อยมั่กๆ
     
     
    ว่าแล้วก็มานั่งหนาวงั่กๆ
    วันนี้โกเบอุณหภูมิต่ำสุด ณ ตอนนี้ 1 องศา ลมแรงสุดขีด
    นั่งจิบชาหวานๆ ในห้องกลิ่นกุหลาบ กับดอกไม้สีสปริ๊งสปริง
    และเริ่มสำนึก..
    ว่ามันไม่ค่อยจะเข้ากะเวลาหนาวดับจิตอย่างนี้เลย
    พลาดซะแล้ว..
     
     
    0 1720 1780 2050 214
    29/11/2007

    4 ก้าว

     
     
    7 วันที่ผ่านมาเป็นอาทิตย์ที่โหดร้ายที่สุด แต่ก็ดีที่สุดอีกเหมือนกัน
    ทำให้รู้ว่าการก้าวเดิน บางทีก็ไม่ยากอย่างที่คิด
    มันยากตอนจะเริ่มก้าวน่ะแหละ ทำยังไงถึงจะง้างเท้าให้ย่างก้าวได้
    แต่พอมันก้าวไปได้ก้าวนึง มันก็ก้าวต่อได้เองแหละ ใช่มะ
     
    วันนี้เดินมาได้ 3 ก้าวแล้ว
    เป็นก้าวที่ยากที่สุด แต่ก็จำเป็นที่สุดอีกเหมือนกัน
    ผ่านมาได้ด้วยดี จนรู้สึกว่า รู้งี้ก้าวซะนานแล้ว
    ความลังเล จะก้าวไม่ก้าวดี จะก้าวยังไงดี นี่แหละ ที่ทรมาน
    ตอนลังเลมันโคตรไม่มีความสุขเลย เครียดเป็นบ้า
    แต่พอตัดสินใจก้าวได้ มันก็สบายใจขึ้นเยอะ
    โล่งไปเยอะเลย
     
    เหลืออีกก้าวนึง คงต้องก้าวเร็วๆ นี้
    คิดว่าอยากกว่าทั้ง 3 ก้าวที่ก้าวมาทั้งหมดอย่างยากลำบากใน 7 วันนี้
    แต่ก็คิดอีกว่าถ้าก้าว ก้าวที่ 4 นี้ได้เมื่อไหร่
    ก้าวต่อๆ ไปจะเดินได้อย่างราบเรียบและรวดเร็วกว่าที่เคยมากทีเดียว
    รอลุ้นให้ก้าวที่ 4 ได้สำเร็จก็แล้วกัน
     
    ขอบคุณทุกคนที่ทั้งผลัก ทั้งดัน ทั้งฉุดกระชากลากถูให้ก้าวซะที
    ไม่งั้นมันก็จมอยู่ในปลักอย่างนั้นแหละ
    จนเกือบจะลืมวิธีก้าวไปแล้ว
     
    ถ้าก้าวที่ 4 สำเร็จเมื่อไหร่
    ต่อไปนี้ก็แค่เดินไปตามทางที่ควรจะเดิน แค่นั้นเอง
    แล้วก็เพิ่งรู้ว่าการมีเพื่อนเดิน มันดีอย่างนี้เอง
    ถ้าต้องเดินคนเดียว เดินไม่ไหวเด็ดขาด
     
    ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ
    อยากให้ถึงเดือนหน้าเร็วๆ จัง
     
     
     
    22/11/2007

    Thank you

     
    Thank You/ Kavana
     
     
    Everybody's going home,
    It's time again to say goodbye,
    And I wanna say thank you for being there..

    I know the time is getting late,
    And I don't wanna keep you here,
    The time has come for me
    To show you how much I really care..

    Friends come and gone,
    But we've been through it all together,
    And time goes to show I owe it all to you..

    Another year has come around,
    And I'm so lucky that I ever found you,
    Thank you, thank you, thank you, baby

    And everyone that I've ever known,
    Could not compare to the love that you've shown,
    Thank you, thank you, thank you, love..

    Through the hard times, you understood,
    And without you there, I never could
    have coped with my problems on my own,
    The years have gone by so fast,
    The memories I have will last,
    Inside my heart forever now..

    And friends come and gone,
    But people like you are hard to find,
    And time just goes to show,
    I wouldn't change a thing..

    I've always known how lucky I am
    to have you here beside me
    so before you go, I wanna say,
    Thank you, my baby, thank you..

    Thank you, thank you, thank you, baby..

    And friends come and go,
    But we've been through it all together,
    And time just goes to show I owe it all to you..
    You... You...

     
     
     
    ถึงเธอคนเดิม
     
    ขอบคุณนะ ขอบคุณจริงๆ
    ในวันที่มืดที่สุดอย่างนี้ ฉันเชื่อเสมอว่าเธอคือคนที่เข้าใจกันที่สุด
    เพราะเราต่างก็ผ่านอะไรมาเหมือนๆ กัน
     
    ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้ว่าฉันไม่ได้คิดไปเองคนเดียว
    ขอบคุณที่ยังเข้าใจกัน อาจจะมากกว่าที่ฉันเข้าใจตัวเองซะอีก
    ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า ฉันยังมีเธอคนเดิมเสมอ แม้อยู่ไกล ณ ขอบฟ้านั้น
    ขอบคุณที่ยังมีคำตอบให้ทุกคำถามของฉันเหมือนเดิม แม้ว่ามันจะซ้ำซาก
    ขอบคุณที่ยังเรียกฉันด้วยคำเดิม และแทนตัวเธอเองด้วยคำเดิม
    ขอบคุณสำหรับเวลาเกือบสองชั่วโมง ที่เธอควรจะได้พักผ่อนกับเพื่อนๆ
    ขอบคุณที่อุตส่าห์ยุติความสนุกสนานของเธอ มาฟังเรื่องไร้สาระของฉัน
    ขอบคุณที่รับฟัง ขอบคุณสำหรับกำลังใจ
    ขอบคุณสำหรับทุกคำ ทั้งด่า ว่า บ่น ปลอบ แซว ล้อเลียน ประชด
    เธอยังทำได้ดีทุกอย่างเหมือนเดิม
     
    ไม่ได้คุยกันจริงจังแบบนี้มากี่ปีแล้วนะ ตั้งแต่หน้าร้อนปี 2000 ใช่ไหม
    ตอนนั้นเธอมีปัญหา ปัญหาเหมือนๆ กันนี่แหละ แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจมันดี
    วันนั้นฉันได้แต่รับฟัง กับให้กำลังใจได้แค่ว่า เธอต้องทำได้สิ เธอเก่งอยู่แล้ว
    คำที่ฉันไม่เคยคิดเลยว่า เมื่อได้ยินกับตัวเอง ในวันที่ทำอะไรไม่ได้นั้น มันแย่แค่ไหน
    ขอโทษที่วันนั้น เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ฉันคงทำให้เธอเครียดมากขึ้น
    ถ้าย้อนเวลาได้ ฉันจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น นอกจากคำเดียวกับที่เธอพูดในวันนี้
    "เราต้องยอมรับความจริง" 
     
     
    จนวันนี้ ฉันรู้แล้วละ ว่าพอฉันได้เจอปัญหาเดียวกัน ทำไมเธอจึงเข้าใจฉันดี
    ความฝันบางอย่าง ที่เราเคยพูดกันไว้ นานแล้วนะ
    และเมื่อไม่มีเธอมาย้ำมันให้ฟัง ด้วยถ้อยคำแรงๆ แบบวันนี้ ฉันก็ลืมไปแล้ว
    ขอบคุณที่เตือนสติกัน
     
    ขอบคุณที่ทำให้ฉันเข้าใจ ว่าฉันอาจจะไม่ได้เก่งอย่างที่ตัวเองคิด
    ไม่สิ ฉันไม่เก่งอย่างที่ตัวเองคิด จริงๆ ซะด้วย
    ฉันไม่ได้ทำอะไรได้ทุกอย่างอย่างที่อยากทำ
    มันเป็นความจริงที่เจ็บปวดนะ ว่าเราไม่สามารถทำหรือเป็นในสิ่งที่เราคิดว่าเราทำได้ เป็นได้
    เหมือนกับที่เธอเคยผ่านมันมา
    เธอน่าจะทำได้ แต่เธอก็ทำไม่ได้
    เหมือนฉันในวันนี้ ที่น่าจะทำได้ แต่ก็ทำไม่ได้
     
     
    ณ วันนี้ ฉันถามว่าเธอมีความสุขกับชีวิตไหม
    ชีวิตที่เธอเองก็ไม่ได้เลือก แต่มีอะไรบางอย่างขีดเส้นให้เป็นอย่างนี้
    ถ้าเธอเลือกเองได้ เธอก็คงไม่เลือกอย่างนี้ ฉันรู้
    ฉันเองก็เหมือนกัน
    แต่เราสองคน คงเหมือนกันตรงที่มั่นใจเสมอ ว่าตัวเองทำได้
    และทุกข์ทนกับความไม่สามารถของตัวเองอันนั้น
    เมื่อประจักษ์ว่าเราทำไม่ได้จริงๆ
     
    เธอตอบว่า ไม่หรอก แต่ก็พอทนได้
    เธออวดฉันด้วยว่าเธอซื้อรถใหม่แล้วนะ ซีวิครุ่นใหม่เลย
    ทั้งที่ปีหน้าจะต้องลงใต้ จะมีเงินผ่อนรึเปล่าก็ไม่รู้
    เงินเก็บก็มีไม่เท่าไหร่ อนาคตจะเป็นยังไงก็ไม่รู้
    ฉันไม่คิดบ้างหรือว่า เธอเองก็ผิดหวังกับชีวิตตัวเอง
    แต่ชีวิต ก็เป็นสิ่งที่ต้องเป็นไป..
     
     
    ขอบคุณนะที่แนะนำวิธีรักษา
    ออกตัวเสียอีกว่าเธอเป็นหมอ พูดในฐานะหมอนะ ไม่ได้ว่าฉัน
    ไม่ได้ตั้งใจพูดแรง
    คงหักล้างกันได้พอดี กับที่ฉันบอกว่าเธอเป็นคนนอกวงโคจรฉันไงล่ะ
    ไม่ได้ตั้งใจพูดแรงเหมือนกัน แต่ฉัน ยังไงก็ยังเป็นฉันน่ะ ไม่ว่าจะกี่ปี
    ฉันก็ยังไม่กล้าบอกเธออยู่ดีนั่นแหละ ว่าฉันนึกถึงเธอที่สุด ในเวลาอย่างนี้
    ทั้งที่เธอก็ดูจะเอือมระอา เพราะเธอก็รู้อยู่แล้ว ว่าฉันเป็นอย่างนี้
    ปากแข็ง เฮฮา ไหลไปเรื่อยๆ อย่างนั้นแหละ
    แต่สุดท้ายก็ร้องไห้กับเธอได้ทุกทีไป
     
    มีผู้ชายสามคนในโลกเท่านั้นเองที่ฉันร้องไห้ด้วยได้
    นอกจากพ่อ และคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตฉันในอนาคต
    ก็มีแต่เธอนี่แหละ..
    ที่ฉันไม่เคยมีฟอร์มอะไรได้เลย จนแล้วจนรอด
    หรือถึงจะมี เธอก็รู้ทันฉันไปทั้งหมดนั่นแหละ จริงไหม
     
    ขอบคุณที่ยังปล่อยให้ฉันได้วางฟอร์มบ้าง
    ก่อนจะกัดแรงๆ เหมือนเดิมว่า อย่าเป็นนางเอกละครช่องเจ็ดนักเลย
    ฉันว่าปากเธอจัดขึ้นนะ นี่ถ้าไม่บอกว่ามีโครงการจะแต่งงานตอนอายุสามสิบ
    ฉันต้องคิดว่าเธอจะกลายเป็นอะไรแบบพี่หมออ่วมไปอีกคน
    ซึ่งฉันก็เคยปฏิญาณไว้แล้วนะ ว่าถ้าเธอสาวไปอีกคน
    ฉันจะบวชชีไม่สึกเลย
     
     
    ขอบคุณที่มานั่งฟังฉันร้องไห้ เพ้อคลั่ง คร่ำครวญในสิ่งที่ตัวเองรู้คำตอบดีอยู่แล้ว
    ทั้งที่ฉันก็ไม่เคยคิดหรอกว่า จะต้องมานั่งงอแงกับเธออีก
    เมื่อวันเวลามันได้หมุนเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้แล้ว..
     
     
    ขอบคุณอีกเหมือนกันที่แนะนำวิธีฆ่าตัวตายแบบไม่เจ็บให้
    พวกหมอนี่รู้อะไรที่ไม่ควรรู้เยอะจริง อย่าใช้ในทางที่ผิดล่ะ
    ขอบคุณที่บอกว่า ที่กล้าบอกวิธีนี้แก่ฉัน เพราะรู้จักฉันดี ว่าฉันจะไม่ทำแน่ๆ
    ขอบคุณที่เชื่อมั่นในความเข้มแข็ง ที่ฉันเองก็ชักไม่เชื่อในตัวเองแล้วสิ
     
     
    ขอบคุณที่ทำให้รู้ตัวสักทีว่า ฉันไม่ได้รักเธอ
    อย่างน้อยก็ไม่ได้รักอย่างรุนแรงและเรียกร้องอย่างเมื่อก่อนนั้น
    แต่ฉันยังคงผูกพันกับเธอ คงเพราะความเหมือนกันบางอย่างของเรา
    ที่ทำให้ฉันอยากจะคุยกับเธอเสมอ ยามที่รู้สึกย่ำแย่ แบบนี้
    ไม่ใช่เพราะความคิดถึง โหยหา อาวรณ์ อย่างที่เคยเป็นเมื่อสิบปีที่แล้ว
    แต่เป็นความอยากพูด อยากระบาย อยากได้ยินเสียงหนึ่งที่ได้ยินแล้วสบายใจ
    อยากให้ใครคนหนึ่ง ที่ฉันเชื่อมั่นว่าจะเข้าใจฉันได้โดยไม่ต้องอธิบายอะไรเลย
    มาดุ ด่า ว่า ขู่ ปลอบ แซว กัด สั่งสอน เหมือนในวันก่อน
     
     
    ฉันคงต้องผ่านมันไปให้ได้เอง เหมือนที่เธอบอกว่า เธอเองก็ผ่านมันมาได้เอง
    โดยไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีใครเข้าถึงความรู้สึกทั้งหมดในใจเธอ แม้แต่ฉัน
    เธอบอกว่า วันนั้น เธอไม่เข้าป่าไปบวชไม่สึกก็บุญแล้ว
    ตอนนั้นมันอยากทำอย่างนั้นจริงๆ
    เข้าใจนะ ฉันเองในวันนี้ ก็รู้สึกไม่ต่างกัน
    และขอโทษมากๆ ที่ในวันนั้น ฉัน คนที่หัวใจบอกว่ารักเธอเหลือเกิน
    กลับทำอะไรเพื่อเธอไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียว
    แต่เธอเองในวันนี้ ในวันที่เราสองคนเหลือเพียงคำว่าเพื่อนเก่าที่ห่างเหิน
    เธอกลับทำอะไรเพื่อฉันได้มากเหลือเกิน
    อย่างน้อยฉันก็รู้สึกเช่นนั้น
     
     
    วันนี้ ฉันบอกว่าเธอเก่งนะ ที่ผ่านมันมาได้ ใช่..เธอเก่งเสมอ สำหรับฉัน
    เธอหัวเราะ แล้วบอกว่าฉันต่างหากที่เก่งเสมอ สำหรับเธอ
    ฉันมาถึงวันนี้ได้ ทำไมฉันไม่นึกว่าตัวเองเก่งบ้าง
    ก็คงเหมือนกับเธอละมั้ง ที่ไม่ยักคิดว่าตัวเองเก่ง
    ทั้งที่เธอน่ะเก่งจริงๆ รู้ไหม
     
     
    ขอบคุณ ขอบคุณจริงๆ
    ขอบคุณ ขอบคุณในทุกๆ อย่าง
    ขอบคุณจากใจ
    และขอโทษที่ทำให้ต้องมาไม่สบายใจไปด้วย
    ทั้งที่ภาระหน้าที่ของเธอก็เยอะอยู่แล้ว
     
    ถ้าฉันผ่านวันนี้ไปได้
    ฉันจะรายงานเธออีกที อย่างที่ฉันบอกนั่นแหละ
    หวังว่าคงได้รายงานเธอด้วยรอยยิ้ม ไม่ใช่หยดน้ำตาเหมือนในวันนี้
     
    ขอบคุณ ขอบคุณ
    ขอบคุณที่ทำให้รู้สึกว่า คนที่เข้าใจเราด้วยคำๆ เดียวเมื่อเริ่มพูดกัน
    แม้จะไม่ได้เห็นหน้า โดยไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น 
    คนๆ นั้นมีอยู่จริง..
     
    ขอบคุณนะ
    ฉันรักเธอ คำนี้ฉันกล้าพูดแล้วละ
    แม้จะไม่เคยกล้าเลย ตลอดสิบเอ็ดปีที่เรารู้จักกันมา
    เมื่อในวันนี้ฉันรักเธอจริงๆ และไม่เห็นมีฟอร์มอะไรที่ต้องวางกันอีก
    ฉันรักเธอจริงๆ
    ในฐานะคนที่เข้าใจถึงทั้งหมดในความรู้สึกฉันที่สุด
     
     
    ขอบคุณ
    และหวังเหลือเกินว่า เมื่อเราได้เจอกันอีกครั้ง จะเมื่อไรก็ตาม
    ฉันจะมองเธอได้เต็มตา และยิ้มให้เธอได้อย่างเต็มหัวใจ
     
    ขอบคุณ
     
     
     
     
    24/10/2007

    เรื่องกินเรื่องใหญ่

     
    เรื่องตายเรื่องกลาง เรื่องตะรางเรื่องเล็ก
     
    ไม่ใช่และ 555
     
     
    ว่างจัด นั่งเปิดโฟลเดอร์รูปเก่าๆ สมัยพระเจ้าเหายังไม่เกิด
    เจอโฟลเดอร์ที่ลืมไปแล้วว่าเคยมีด้วย ง่ะ - -*
    มันคือโฟลเดอร์รูปอาหารที่ทำเอง และเคยถ่ายเก็บไว้ค่ะ !! โอ้วววว พระเจ้าจอร์จ
    ลืมไปแล้วนะเนี่ย ว่าเราเคยให้ความสำคัญกับการกินและสุขภาพมากขนาดนั้น
     
    สมัยก่อนตอนว่างๆ สมัยที่ยังไม่ประสบชะตากรรมรากงอกในแล็บแบบนี้
    ชอบไปกว้านซื้อหมูเห็ดเป็ดไก่มาทำอะไรกินอย่างอลังการงานสร้างสุดๆ
    อาหารไทยนี่อยากกินอะไร สามารถดิ้นรนหาทางทำกินได้ทุกอย่างแล้ว
    กระทั่งก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ซุปหน่อไม้ เต้าเจี้ยวหลน ทำได้หมดแล้วค่ะ
    อินี่ความพยายามมันสูงจริงๆ ค่ะ ตะเกียกตะกายเหลือเกินนนนนนนน -*-
     
    บ้างครั้งก็เป็นการโชว์พาว ทำให้เพื่อนในสาขา กับเพื่อนในชมรมกิน
    ซึ่งก็พากันติดใจ จนไม่กล้าเมืองไทยไปตามๆ กัน 555
     
     
    (ฉะนั้นขอข้ามประเด็นความอร่อยไปนะ แหม ก็มือสมัครเล่นอ่ะ จะเอาอะไรมากมาย
    กินได้ก็บุญเท่าไหร่แล้วววว)
     
     
    มา มาดูกันเลยว่าที่ถ่ายเก็บไว้มีอะไรบ้าง
    (ความจริงมีอีกมาก แต่วันที่นึกครึ้มถ่ายมันไม่บ่อยนัก เพราะมักจะหน้ามืดโซ้ยหมดซะก่อน)
     
     
     
    **ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ**
     
     画像 095
     
    อะฮ้า อย่าคิดว่ากระจอกๆ งานนี้ขนซื้อเครื่องก๋วยเตี๋ยวมาจากเมืองไทยเลยนะ
    ไปสัมภาษณ์แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวเรือที่ยุดยามา พร้อมกับไปเดินซื้อเครื่องปรุงตามโพย
    ได้เครื่องปรุงมาทั้งแผง แผงนึงมี 12 ซอง ซองละ 10 บาทเอง ใช้ครั้งละซอง
    ต้มกินได้ทั้งปีเลย เครื่องนี้จะคล้ายๆ เครื่องพะโล้ แต่มีสมุนไพรหลายชนิดกว่า
    แต่ตามซุปเปอร์ บิ๊กซี โลตัสอะไรนี่ ไม่มีนะ ต้องไปเดินตลาดสดเท่านั้นค่ะ แขวนขายกันตรึม
    นี่รูปประกอบค่ะ ↓
     
    KC380003KC380002
     
    ส่วนเวลาต้มก็เอาใส่หม้อ ใส่คนอร์ก้อนแทนกระดูกวัว แล้วก็ใส่ต้นคื่นฉ่ายหั่นอีกกำมือนึง
    ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ น้ำตาล เกลือ พอให้ได้รูปรสกลิ่นสีที่พอจะคล้ายๆ
    เคี่ยวไปเรื่อยๆ ถ้าอยากทำเนื้อเปื่อยก็เอาเนื้อมาหั่น แล้วใส่หม้อเคี่ยวไปพร้อมกัน
    เหมือนเนื้อเปื่อย เนื้อตุ๋น เมืองไทยมั่กๆ ขอบอก
     
    แล้วเวลาจะกินก็เอาเส้น ถั่วงอก ผัก มาลวก ใส่ถ้วย แล้วตักน้ำซุปและเนื้อเปื่อยราดตาม
    หรือถ้าจะกินเนื้อสด หมูสับ หรือตับ ก็ลวกใส่กันตรงนี้ (ต้มเก็บไว้ไม่หร่อยนะฮะ)
    แล้วโรยหน้าด้วยต้นหอม (ผักชีแพง ใส่เฉพาะวันที่ได้ฟรีจากนักเรียนมา 555)
    กระเทียมเจียว พริกไทย ปรุงรสตามแบบเมืองไทยคือน้ำปลา น้ำตาล พริก น้ำส้ม
     
    เป็นอาหารที่ทำกินบ่อยมากกกกกกกที่สุดในรอบปี
    ถึงปัจจุบันนี้ก็ยังทำอยู่ เพราะต้มน้ำซุปไว้ทีนึงแล้วอุ่นกินได้หลายวัน
    ซื้อผัก หมูมาเก็บไว้แล้วทำกินได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องลงไปซื้อบ่อยๆ
    พวกเส้น เครื่องปรุงต่างๆ ก็หาง่าย เพราะอยู่โกเบ ไชน่าทาวน์ที่นี่มีทุกอย่าง
    มีกระทั่งปลาร้า 555 (ไปทีไรคุณลุงเจ้าของร้านแกเรียกซื้อปลาร้าทุกที ไม่รู้หน้าส่อมากรึไง)
     
     
     
    **ราดหน้า/ผัดซีอิ๊ว**
     
     画像 147
     
    อ่าฮะ อย่างที่บอกไปแล้ว ว่าไชน่าทาวน์ที่นี่มีทุกอย่าง แถมยังใกล้บ้านมากๆ
    ดังนั้นจึงไม่ยากอะไรที่จะไปหาเส้นใหญ่ เส้นเล็ก เส้นหมี่ มาเก็บไว้
    เวลาหิวจัด ขี้เกียจหุงข้าว เพราะกว่าจะสุกก็นานเหลือเกิน
    ก็ผัดพวกก๋วยเตี๋ยวกินนี่แหละ ทั้งราดหน้าและผัดซีอิ๊ว เพราะมันง่ายมากๆ
    ถ้าราดหน้าก็มีเส้น ผัก หมู แป้งมัน เต้าเจี้ยว แค่นี้พอแล้ว
    ถ้าผัดซีอิ๊วก็เพิ่มไข่เข้าไปอีกอย่าง โดยไม่ใส่เต้าเจี้ยว แต่ใส่ซีอิ๊วดำแทน
    วิธีทำอย่าให้เขียนเลย มันง่ายเกินไป 55
    แค่เอาเส้นลวก แล้วเอาไปผัด มั่วๆ เอานี่แหละ แล้วปรุงรส
    เหมือนกินที่เมืองไทยเยยยยยยย (เก่งเนอะ เอิ๊กกกกกกกก)
     
     
     
    **ส้มตำ**
     
     画像 114
     
    อันนี้ต้องวันที่ขยันมากๆ เท่านั้น เพราะมันใช้เวลามากกว่าอาหารทั่วไป
    เพราะต้องมานั่งขูดแครอทเป็นเส้นๆ วันดีคืนร้ายไอ้ที่ขูดก็บาดมือเอาอีก เจ็บแสบมาก
    เครื่องปรุงก็ค่อนข้างจะจุกจิก บางทีซื้อนั่นมาแต่ลืมนี่ ก็หมดอารมณ์ทำแล้ว
    แครอทต้องเลือกเอาที่อ่อนๆ เพราะจะไม่มีกลิ่นฉุนของแครอท กับไม่แข็งเกินไป
    มะเขือเทศลูกเล็ก มะนาว กระเทียม กุ้งแห้ง ถั่วลิสง พริกขี้หนู(อันนี้เอามาจากไทย แช่แข็งไว้)
    ไม่รวมน้ำตาลปี๊บ มะขามเปียก (ที่ขนมาจากไทยอีกเช่นกัน) น้ำปลา ฯลฯ
     
    เนี่ย เยอะขนาด ซื้อทีไรต้องลืมทีละอย่างสองอย่างเป็นประจำ
    ต้องเป็นวันที่มีสติดีๆ อารมณ์ดีๆ มีเวลาเยอะๆ จริงๆ ถึงจะทำได้
    แต่กินแล้วรู้สึกดีนะ รู้สึกได้กินผัก ให้ความรู้สึกได้วิตามินเกลือแร่ครบถ้วนบริบูรณ์ดี ชอบ
    ชอบทำไก่ย่างกินกับส้มตำด้วย แต่อันนี้ซื้อผงหมักไก่ย่างมาจากเมืองไทย
    แต่ย่างแล้วยังไงมันก็ไม่ส้มๆ แดงๆ หอมๆ อย่างที่ไทยแฮะ
    สงสัยต้องไปสัมภาษณ์แม่ค้าไก่ย่างอีกคน 55
     
     
     
    **ลาบ**
     
     画像 156
     
    อาหารสามัญประจำบ้านอีกหนึ่งอย่าง
    อันนี้ก็ทำง่ายมากเลย เพราะมีแค่หมูสับ หัวหอม ต้นหอม มะนาว ก็โอเคแล้ว
    ส่วนข้าวคั่วมีประจำบ้านอยู่แล้ว แม่คั่วให้เอาติดตัวมา (เก๋มะแม่เดี๊ยน มองการณ์ไกลเจงๆ)
    เวลาจะใช้ก็เอามาคั่วซ้ำให้หอมๆ อีกทีนึง ก็ซำบายแร้ว
     
    วิธีทำก็ง่ายมั่กมาก เอาหมูสับไปรวน ใส่น้ำซุปนิดนึง น้ำมะขามเปียกนิดนึง
    ใส่หัวหอมซอย โรยข้าวคั่วกับต้นหอม ปรุงรสด้วยมะนาว น้ำปลา น้ำตาล
    ถ้าหน้าร้อนก็ไปจิ๊กใบมินต์ที่ขึ้นเองริมถนนแถวนี้มาใส่ด้วย ก็จะหอมยิ่งๆ ขึ้นไปอีก
    เวลากินกับข้าวยี่ปุ่นแล้วมันให้ความรู้สึกเหมือนกินกับข้าวเหนียวดี
    กะว่าวันหลังจะลองปั้นแล้วจิ้มดูนะเนี่ย 555
     
     
     
    **ซุปหน่อไม้**
     
     画像 002
     
    กินส้มตำกะลาบมาหลายปี วันหนึ่งไปเจอหน่อไม้รวกในใบย่านางกระป๋องที่ไชน่าทาวน์เข้า
    เลยเกิดพุทธิปัญญา ว่าทำไมเราไม่ลองทำซุปหน่อไม้มั่งล่ะเนี่ย เครื่องปรุงก็ไม่ได้ต่างกันเรย
    ก็เลยไปตบหน่อไม้กระป๋องนั้นมาโดยเร็ว จัดการทำตามวิธีเดียวกับลาบ
    แต่ใส่พริกที่ใส่เอาไปคั่วให้หอมอีกนิด เพื่อกลบกลิ่นหน่อไม้
    ซึ่งก็ได้ผลดีนะ เพียงแต่รู้สึกว่ามันขาดผักชีใบยาวไปอย่างนึง เลยยังไม่เหมือนของจริงนัก
    เจ้าผักชีนี่ในยี่ปุ่นก็หายากเหลือเกิน ที่ไชน่าทาวน์โกเบก็ไม่มี เคยเห็นแต่ใบแห้ง ก็ไม่อยากได้
    มีแต่ผักชีแบบใบฝอยๆ ซึ่งกลิ่นและรสมันไม่เหมือนกันนะ
    สำหรับเด็กบ้านนอกที่กินผักสวนครัวมาตั้งแต่เด็กอย่างเรา มันใช้แทนกันไม่ได้จริงๆ
    (ต้มยำก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีผักชีใบยาวนี่ ไม่ไหวเลย)
     
     
     
    **แกงเลียง/แกงส้ม**
     
    food07 014
     
    เคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่พูดกันมั้ยว่า จะวัดรสมือใคร ก็แค่ดูจากแกงง่ายๆ เช่นแกงส้ม แกงเลียง นี่ละ
    อะจริงด้วย เพราะมันเป็นพริกแกงที่โขลกง่ายมากๆ หลักๆ ก็มีพริกแห้ง กระชาย หอมแดง แค่นี้เอง
    นอกจากนั้นก็เป็นเครื่องปรุงกลิ่นและรส ที่แล้วแต่จะใส่ตามใจเจ้าของสูตร
    บางบ้านก็เป็นปลาร้า กุ้งแห้ง ปลาแห้ง บางบ้านก็เป็นกะปิ ที่บ้านเราก็ใส่กะปิ
     
    พริกแกงส้มกับแกงเลียงที่บ้านเราจะเหมือนกัน แต่แกงเลียงเวลาแกงจะใส่พริกไทยเพิ่มไปอีกอย่าง
    (เท่าที่ไปนั่งฟังยายเลกเชอร์มา ไม่เคยปรุงเครื่องแกงเองหรอก มีแต่ยายทำให้แล้วเอามาฟรีซไว้ 55)
    และถ้าแกงส้มจะเอาไปโขลกกับเนื้อปลานึ่งหรือต้ม
    ส่วนแกงเลียงจะไม่โขลกกับอะไร แต่จะใส่ปลาแห้งหรือกุ้งแห้ง หรือกุ้งสดลงไปในน้ำแกงเลย
     
    แกงเลียงแบบที่บ้านเราน้ำจะข้น แดงเกือบเท่าแกงส้มกันเลย และหอมมากๆ
    ตรงนี้จะต่างจากเครื่องแกงเลียงสมัยนี้ ที่เป็นผง ให้น้ำใสๆ กินแล้วกร่อยๆ ยังไงบอกไม่ถูก
    มันเหมือนซุปผักมากกว่าแกงเลียงน่ะ แต่ก็กินได้นะ อร่อยไปอีกแบบ
     
    เวลาเราทำแกงเลียง แกงส้มกินที่นี่ จะมีพริกแกงทั้งสองแบบ ทั้งแบบโขลกมาเอง กับแบบผง
    ก็แล้วแต่อารมณ์เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะกินของยายมากกว่า มันทำให้หายคิดถึงบ้านดี
    วิธีทำก็เหมือนแกงทั่วไปแหละ เอาพริกแกงละลายน้ำเดือด ใส่ผัก ใส่ปลาใส่กุ้ง
    ผักที่ใส่ก็ถ้าเป็นแกงส้มก็ผักกาดขาว ถั่วแขก หัวไชเท้า กะหล่ำดอก ประมาณนี้ ทีละอย่างสองอย่าง
    แต่ถ้าแกงเลียงก็จะหลายอย่างหน่อย
    ทั้งข้าวโพดอ่อน บวบฝรั่ง(ซูกินี) ผักโขม ฟักทอง เห็ดฟางกระป๋อง (อาจมีเห็ดอื่นๆ อีก)
    หลังๆ นี่เลิกใส่ผักโขม มาใส่โทเมียว(ต้นอ่อนของถั่วลันเตา)แทน เพราะกลิ่นและรสเหมือนตำลึงมาก
    ที่ขาดไม่ได้คือโหระพา บางทีแบบสดมันแพงดีนักก็ใส่แบบแห้ง(ก็บาจิรุขวดๆ น่ะ) พอถูๆ ไถๆ ไปได้
    ปรุงรสก็ง่าย เอาตามใจชอบเลย เพียงแต่ถ้าเป็นแกงส้มเวลาต้มก็ใส่มะขามเปียกลงไปด้วย
    มันก็จะเปรี้ยวแบบส้มมะขามเปียก สมชื่อ
     
    เป็นอาหารสุขภาพอีกสองชนิด ที่เหมาะกับหน้าหนาวมากๆ
    พริกไทยกับพริกนี่เค้าว่ายังช่วยบรรเทาโรคมือเท้าเย็น(ฮิเอโชนั่นแล) อีกนะเออ
     
     
     
    พอก่อน เพราะคราวนี้มีรูปที่ถ่ายเก็บไว้แค่นี้
    วันหลังถ้าทำอะไรนอกจากนี้ แล้วมีอารมณ์ถ่ายรูปไว้ จะเอามาโม้ใหม่
    ช่วงหลังๆ นี่ที่ทำบ่อยๆ (เพราะง่าย ไม่ต้องคิดมาก)
    เห็นจะเป็นสุกี้แห้ง (เพราะมีน้ำสุกี้ขวดๆ ขาย 55) ผัดกะเพรา (ก็มีเครื่องกะเพราเป็นขวดอีก)
    แล้วก็ผัดผงกะหรี่ (ที่เพิ่งรู้ว่ามันง่าย)
    นอกนั้นก็ยำๆ ผัดๆ ทอดๆ แบบขอไปทีทั้งหลายแหล่ ไม่ค่อยมีอะไรตื่นเต้น
     
     
     
    ปัจฉิมลิขิต
    ทั้งหมดที่เขียนมา เวลาทำกินเอง รสชาติจะประมาณว่า อืม ก็..ก็..พอกินได้ (ถ้าหิวจัดๆ)
    แต่ถ้าอยู่กับไอ้แมว แล้วอ้อน(หรือข่มขู่)ให้มันทำ ส่วนเราเตรียมเครื่องให้มันอย่างเดียว
    จะเข้าขั้นอร่อยมากถึงมากที่สุด
     
    ฉะนั้นอย่าหวังให้เราเป็นแม่ศรีเรือน มีเสน่ห์ปลายจวัก โขลกน้ำพริกทีได้ยินไปอีกคุ้งน้ำ ฯลฯ เลย
    ให้ไอ้แมวมันเป็นไปคนเดียวก็พอแร้วววว
    เอิ๊กกกกก
     
     
     
    17/10/2007

    นานนานเหงาที..ก็คงดีเหมือนกัน..

     
    ดึกแล้ว ง่วงนะเนี่ย
    เหนื่อยด้วย
    ไปนอนแล้วแต่นอนไม่หลับ
    กำลังเหงาอย่างหนัก
     
    เมื่อกี๊แวะไปเยี่ยมบล็อกหลายๆ คนมา
    หลังจากไม่ได้เข้าเลยร่วมสองสามเดือนได้มั้ง
    แต่ยังไม่ค่อยได้อ่านเลย ไม่ค่อยมีสมาธิ
    แบบว่าเหงาอยู่
     
     
    ช่วงนี้คุณแมวไปทำงานต่างจังหวัดเดือนกว่า
    กลับบ้านเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์
    ก็เลยคุยกันได้แต่ทางโทรศัพท์
    นี่เพิ่งผ่านไปอาทิตย์เดียวเอง
    ไม่นึกเลยว่าจะเหงาได้ขนาดนี้
     
    คือปกติก็อยู่ห่างกันมาตั้งหลายปีแล้ว
    จะหกปีอยู่แล้ว ก็ไม่เห็นจะเหงาเลย
    แต่คือปกติเปิดกล้องกันทุกวันไง
    เปิดทิ้งไว้ตลอดเวลาที่อยู่บ้าน
    ฉะนั้นมันก็ไม่ต่างกับอยู่ด้วยกันตลอดอ่ะ
     
    เคยมีเวลาไม่ได้เปิดกล้องทุกวันบ้าง
    เช่นเวลากลับไทย แบบไม่พร้อมกัน
    แต่ก็ไม่ใช่ฤดูนี้อ่ะ
    ใบไม้ร่วง อากาศหน้านี้มันฆ่าคนได้จริงๆ นะ
    ทั้งลม ทั้งฝน หดหู่เป็นบ้าเลย
     
     
    จริงๆ ปลายเดือนก็จะได้เจอกันแหละ
    จะไปดูใบไม้เปลี่ยนสีกัน
    ที่ Kamikochi กับ Karuizawa ประมาณอาทิตย์ปลายเดือนน่ะ
    เป็นการเที่ยวแบบหรูๆ อย่างที่ไม่เคยทำเลยนะเนี่ย
    เพราะนั่งรถด่วนไปละ ไม่ได้ใช้ตั๋ว 18 แบบมาราธอนอีก
    คือมันนอกฤดู 18 อะนะ ถ้าใช้ได้ก็จะใช้อยู่ 55+
     
    โรงแรมก็หาได้เรียบร้อยแล้ว เป็นในเครือ Dormy inn เหมือนเดิม
    กลายเป็น Dormy inn mania กันไปแล้ว 55
    อธิบายก่อนว่ามันเป็นบิสิเนสโฮเตลนี่แหละ
    เราเคยไปนอนกันที่อะคิตะ กับคานาซาว่า แล้วติดใจมากกกกก
    เพราะสไตล์การจัดห้อง เป็นแนวมุจิ โมเดิร์น เรียบๆ แต่ดูดีมากๆ
    เตียงกว้าง นิ่ม นอนสบายสุดๆ ห้องก็ใหม่ สะอาดสะอ้านดี
    มีอนเซ็นทุกที่ และมีอาหารเช้าบุฟเฟ่ต์อลังการ
    ด้วยราคาราวๆ คืนละ 3-5 พันต่อคนเท่านั้น
     
    ใครจะไปไหนแนะนำโรงแรมนี้สุดๆ
    ตอนนี้เปิดใหม่เกือบทั่วประเทศแล้ว (แต่ลงไปใต้สุดยังแค่ฮิโรชิม่า)
    ปีที่แล้วที่เราไป อะคิตะกับคานาซาว่า ก็เพิ่งเปิดเหมือนกัน
    และแนวโน้มคงเปิดไปทั่วเร็วๆ นี้แหละ
    เสียดาย ถ้าเค้าเปิดเร็วกว่านี้ซักสองสามปี
    พอดีกับเวลาที่เราเริ่มเก็บสแปร์เที่ยวทั่วยี่ปุ่นเนี่ย
    คงได้ไปนอนทั่วประเทศเลย เสียดายจริงๆๆๆ
     
     
    ส่วนครั้งนี้
    จริงๆ แล้วกว่าจะจัดเวลากันลงตัว ช้าไปหน่อย
    เลยหาที่นอนที่ Kamikochi ไม่ได้แล้ว เต็มเกลี้ยง
    (ขนาดจองล่วงหน้าเดือนกว่านะเนี่ย คือใบไม้แดงมันพีคพอดีอ่ะ)
    ต้องออกมาหาที่นอนที่มัตสึโมะโตะ
    เป็นความเซ็งอย่างยิ่งของเรา
    เพราะชีวิตนี้ใฝ่ฝันอยากไปนอนที่คามิโคจิมากๆ
    พอๆ กับอยากไปสวิสนั่นเลย
     
    แต่ยังดีที่มีโดมิอินที่มัตสึโมะโตะ เพิ่งเปิดใหม่เมื่อเดือน 8 นี่เอง
    แพงนิดนึง ถ้าเทียบกับโดมิอินที่อื่นๆ (คืนละ 6 พัน รวมอาหารเช้า)
    แต่อนเซ็น+โระเทมปุโระของเค้าดูดีทีเดียว ดูที่นี่ เลย
    ติดอันดับอนเซ็นที่ดีที่สุดอันดับ 5 ของแอเรียนั้นด้วยอ่ะ (แอเรียคันโต+โคชิน ก็กว้างอยู่นะ)
    เป็นแรงกิ้งของ jalan น่ะ คิดจากคะแนนที่คนไปพักจริงโหวตให้อ่ะนะ
    ดูตรงนี้ ก็ได้ เป็นข้อมูลเผื่อใครจะเลือกที่พัก อุอุ
     
    ส่วนอีกคืนไปนอนที่ Karuizawa เป็นที่พักในเครือโดมิอินเหมือนกัน
    แต่ไม่ใช่โฮเตล เป็นประมาณรีสอร์ทอ่ะ
    แพงขึ้นมาอีกนิด แต่ดูดีมีชาติตระกูลใช้ได้ ดูดิ 
    อนเซ็นกับห้องไม่ติดแรงกิ้งอะไร (แต่คะแนนโหวตก็สูงอยู่ 4.7 เต็ม 5 อ่ะ)
    แต่อาหารเย็นนี่ ติดอันดับ 10 ในแอเรียแฮะ น่าสนใจจริงๆ
    (เอ๊ะนี่เราบ้าสถิติเกินไปมะ?? แต่เลือกที่พักด้วยสถิติพวกนี้มาตลอด ก็เชื่อได้จริงๆ นะ)
    คือถ้าเทียบกับราคาแล้วมันก็ดูดีเกินราคาอะนะ (11800 อาหารสองมื้อ)
    โดยเฉพาะอาหารเย็น ไฮไลท์ของเค้าเนี่ย
    อ่านความคิดเห็นของคนที่ไปมาแล้วนี่แบบว่า มันจริงเหรอเนี่ยจอร์จจจจ !!
    เอาไว้กลับมาจะมารีวิวละกัน ^ ^ 
     
     
    คุณแมวมันปลอบเราแบบนี้อ่ะ
    ว่ามีรีสอร์ทหรูๆ อากาศดีๆ ใบไม้สวยๆ รออยู่นะ
    ตอนนี้ทนเหงาเอาหน่อย T_T
     
    ตัวมันเองตอนนี้ไปอยู่ที่จังหวัดอะคิตะ
    วันแรกๆ ก็โทรมาบ่นหดหู่ว่าจนหมดแรงเหมือนกัน
    ก็ไม่น่าแปลกใจอะนะ
     
    ก็จังหวัดนี้ เป็นจังหวัดที่มีเปอร์เซ็นต์คนฆ่าตัวตายสูงสุดในประเทศอ่ะ
    เพราะปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งอากาศที่หนาวซะเกือบตลอดปี
    แดดก็ไม่ค่อยมี มีแต่เมฆกับฝนกับหิมะ เพราะอยู่ฝั่งทะเลตะวันตก
    คนที่อาศัยอยู่ก็เป็นคนแก่ซะเยอะ มีปัญหาสุขภาพ+การเงิน กันเยอะอีก
    (คนยี่ปุ่นฆ่าตัวตายด้วยสองสาเหตุนี้เป็นหลัก ไม่ใช่อกหักรักคุดแบบคนไทย)
    แถมคนในภูมิภาคนี้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นพวกมีความอดทนสูง เก็บความรู้สึกเก่ง
    คือจะไม่มีการแสดงอารมณ์มากเกินจำเป็น
    เลยยิ่งทำให้เครียด ฆ่าตัวตายกันง่ายหนักเข้าไปอีก
     
     
    ไอ้แมวไปวันแรกๆ ดูหงอยจนน่าเป็นห่วงเลย
    เสียงงี้เฉาสนิท ละห้อยละเหี่ยสุดๆ
    แต่ตอนนี้ท่าทางชินแล้ว เสียงร่าเริงขึ้นมาก
    เอ๊ะ หรือมันหนีเที่ยวฟะ - -*
     
     
    วันนี้เราเพิ่งมานั่งขีดแปลนเที่ยว
    แต่ไม่มีอะไรมาก เพราะครั้งไม่ได้ไปแบบวิบากแล้ว
    ไม่ต้องหาเวลาบัส เวลารถไฟ เท่าไหร่
    ไปเรื่อยๆ สบายๆ มากกว่า
    เน้นเดินกับขี่จักรยานกินลมชมวิว
    ซึ่งก็คงจะหนาวเอาการอยู่เหมือนกัน
    ไม่รู้กลับมาจะป่วยมั้ย ท่าทางต่างจากที่นี่เป็นสิบองศา
     
     
    จริงๆ ตอนนี้เหงาๆ ก็ดีเหมือนกันมั้ง
    เพราะเวลาหายเหงาคงแฮปปี้มากมาย
    ประมาณฟ้าหลังฝน
    คงสดใสกว่าปกติ ในความรู้สึกของคนที่เพิ่งผ่านฝนมา
     
    ว่ามะ..
     
     
     
    (ย้อนกลับไปอ่าน บล็อกไรวะ โคตรสะเปะสะปะ หล่อนต้องการจะสื่อไรฟะเนี่ย 55)
    (ก็ถือคติ อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเหงา เลยเนอะ แหะๆ)
     
     
    5/10/2007

    long time no blog

     
    แหะๆๆ หายไปเกือบสองเดือน ทำลายทุกสถิติแหลกกระเจิง เย้
    คือว่ามีอะไรต้องทำเยอะ และที่ต้องคิดยิ่งเยอะกว่า เลยไม่ได้เข้าบล็อกตัวเองเลย
    (บล็อกคนอื่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง หายหัวไปเรย ง่าาา)
    รูปและเรื่องจากตอนไปชิโกกุตอนปลายเดือนแปด ก็ยังคงถูกดองต่อไป
    เอาไว้ให้ได้ที่อีกนิดดดดละกัน 555+
     
     
    วันนี้อากาศเย็นสนิทแล้ว เย็นลงชัวร์ๆ และคงจะไม่กลับไปร้อนๆ หนาวๆ แล้วละนะ
    เลยสรุปได้ว่า ตอนนี้เข้าสู้ออทั่มอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
    เลยมาเขียนบล็อกเปลี่ยนฤดูซะหน่อย
    แต่เรื่องที่อยากเขียนมันอัดแน่น ล้นจนไม่รู้จะเขียนอะไรก่อนดีอ่ะ
    เอาเป็นว่ายังไม่เขียนอะไรเลยละกัน(อ้าว)
     
     
    เอาแค่มารายงานตัวว่ายังมีชีวิตอยู่แระกันนะ ฮี่ๆๆ
     
     
    แล้วก็ จะเอารูปเก๋ๆ ที่ไปเจอในพันทิปมาแปะละ
    เป็นรูปพี่โดมกะพี่เคนถ่ายโฆษณาด้วยกัน โฆษณากล้องพานาฯ ลูมิกซ์อ่ะ
    (กรี๊สสสส ซี่รี่นี้นู๋ก็ใช้ แต่ค่อนข้างรุ่นดึกหน่อย ม่ะใช่รุ่นที่เฮียสองคนนี้โปร)
    ช่างเป็นโฆษณาที่ลงทุนเสียนี่กระไร จ้างพี่โดมคู่กับพี่เคนเนี่ย โอ้วววววว
    สุดๆ ทั้งคู่ ไปคนละแบบอะนะ
     
     
    ส่วนที่ว่าเก๋ ก็เพราะว่า
    สำหรับเรา เห็นรูปแล้ว แวบแรกคือ โอ้..
    ใครเอาโยกับไอ้แมวมาถ่ายรูปคู่กันเนี่ย !!?!?
     
     
    คือทุกคนคงเคยได้ยินเราเพ้อ(แบบเกินจริง-สำหรับคนอื่น แต่สมจริง-สำหรับเรา กร๊ากก)
    ว่าโยเนี่ยเหมือนพี่เคนเอามากๆๆๆๆๆๆ
    และไอ้แมวเนี่ยเหมือนพี่โดมเอามากๆๆๆๆๆๆ กว่า
    และเคยมีคนเห็นด้วยแล้วนะ ว่าเหมือนทั้งสองคน มีพยานหลายปากเชีย
    (แต่สงสัยว่าจะจำใจเห็นด้วยซะมากกว่า 55)
     
     
    วันนี้เห็นรูปแล้วเลยครึ้มอกครึ้มใจนิดหน่อย
    ว่าคนที่เรารักเราหลงทั้งสองท่านเนี่ย
    เป็นรูปจำลอง จำหลัก ของสุดยอดไอดอลไทยทั้งสองคนเชียวนะ
    สงสัยคนต่อไปควรจะไปหาปลื้มคนหน้าเหมือนพี่ติ๊กอีกคน
    คงจะเกร๋ยิ่งๆ ขึ้นไปอีกแน่นอน 555
     
     
    แค่นี้แหละ แปะรูปๆ
    ว่าแล้วก็ไปทำงานต่อ
    อยากดูละครเรื่องใหม่ของพี่เคนจัง แต่หาเวลามิได้ แงแง
     
     
    ปล.จะบอกว่า มันเหมือนจริงๆ นะ เชื่อกันหน่อยสิ นะๆ
    ไม่เชื่อลองหรี่ๆ ตาดูก็ได้ แล้วจะอึ้ง(?)
     
     
    4/08/2007

    เมา..?

     
    เช้าแล้ว นอนไม่หลับ กินคอกเทลกระป๋องไปแล้วสี่กระป๋อง หมดตู้เย็นแล้ว ยังไม่หลับเลย
    คิดแล้วกินเอทิลแอลกอฮอล์เข้าไป 70 มิลลิลิตรถ้วน เซลล์ตับกับเซลล์สมองตายไปเท่าไหร่แล้ววะเนี่ย
    แถมแคลอรี่เยอะนะน่ะ มิน่า ช่วงนี้อ้วนเอาๆ - -*
     
    นี่ชงรัมโค้กอย่างหนักๆ มากินอีกแก้ว ถ้ายังไม่หลับจะไปหาหมอแล้ว สงสัยดื้อแอลกอฮอล์
     
     
     
    เหนื่อย แต่นอนไม่หลับ ประหลาดมาก
     
    เมาด้วย แต่ไม่หลับ ช่วงนี้เป็นประเภทเมาฟุ้งซ่าน ช่วยด้วย
     
    สงสัยพรุ่งนี้มีอะไรต้องทำเยอะมาก เลยฟุ้งซ่าน
     
    สอนสามคาบ ส่งรายงานฟิลด์ ซักผ้า ล้างจาน เตรียมตัวไปเที่ยว
    วันอาทิตย์จะไปเที่ยว สงสัยตื่นเต้น เพราะไม่ได้ไปมานานมาก 55
     
    ช่วยด้วย เมาแต่ไม่หลับ
    ดูหน้าตัวเองในกระจก น่ากลัวโคตร แดงเถือกเป็นจ้ำๆ เชีย
    แสดงให้เห็นถึงการสลายแอลกอฮอล์ที่ไม่ทันการณ์
    ก็หล่อนกินเป็นน้ำหวานเลยหนิ กรอกเอาๆ
    ขนาดเราเคยตรวจยีนตัวเองแล้วนะ ว่าสลายได้เร็ว ก็เร็วกว่าเพื่อนทั้งสาขาอ่ะ
    เป็นแล็บตรวจความคอทองแดง ตอนปี 3 น่ะเอง 555
    พอรู้ว่าสลายได้เร็ว ทีนี้กินใหญ่เลยเรา รู้สึกไม่ทิ้งภาระให้ตับมากเกินไป
    มีข้อเสียคือหายเมาเร็วไปหน่อย อุตส่าห์กิน อยากเมานานๆ ว้อย..
     
     
    เมาาาา
    ว่าจะงดเหล้าเข้าพรรษาซ้าหน่อย ได้สองวัน ศีลแหกกระเจิงเลย เพราะเครียดแท้ๆ เฮ้อ..
     
     
    วันนี้ 4 สิงหา ก็ครบ 11 ปี แล้วละ..
    อะไรหว่า..
    ช่างมันเหอะ..
    เรารู้คนเดียวก็พอ
     ...
     
     
     
    ไม่ได้อัพบล็อกมานาน นอกจากเรื่องเมาแล้วอัพสั้นๆ อีกนิดดีก่า
     
     
    1.เพื่อนตอนป.ตรีเรา อายะ มีลูกแร้ววววว เป็นคนแรกของรุ่น วันนี้ไปเยี่ยมมา เพิ่งคลอด
    น่ารักเชียว ท่าทางคุณแม่คนใหม่ก็ไม่อยากกลับมาเรียนต่อแล้วด้วยสิ เหอะๆ
    อิจฉาจัง ก็ถ้าเรามีลูก คงไม่อยากกลับมาเรียนต่อเหมือนกันอ่ะ
    ระหว่างไอ้การนั่งเป็นป้าอยู่ในแล็บทั้งวัน กับการไปเลี้ยงเด็กน่ารักๆ ทั้งวัน เลือกง่ายจะตาย
    ใครจะเลือกอันแรกฟะ - -*
    อิจฉาอีกอย่าง มันหาแฟนได้ยังไงนะ คบกันตั้งแต่รร.เรียนพิเศษก่อนเข้ามหาลัย คบกันจนเรียนโท
    หล่ออีก เก่งอีก รวยอีก น่ารักอีก พระเจ้า..
     
     
    2.วันนี้ไปกินเหล้า เอ๊ย ข้าว กับเพื่อนป.ตรีมาสองคน ช็อปด้วย
    ได้เครื่องสำอางมาตรึม อะไรที่ดังๆ ในห้องโต๊ะเครื่องแป้ง พันติ๊ป ก็ล้วนแต่ไปสอยมาแล้ว ฮุฮุ
    เบสคิส รองพื้นเรฟลอนฝาดำ แป้งลูสพีเค แชโดว์มาโจะ มาสคาร่าฟาซิโอ อุอุอุ
    ว่าแต่ จะแต่งไปไหนวะเนี่ย - -*
    แต่งไปแล็บก็คง.. นะ.. (ละไว้ในฐานที่เข้าใจ)
    เด๋วแต่งไปเที่ยวันอาทิตย์แล้วกัน ประเดิมหลายอย่างเชียว อิอิ
    แต่ไปกะเดียวเนี่ย.. ชักกลัวปากมันเหมือนกัน..
     
     
    3. คนยี่ปุ่น (อาจจะเฉพาะเพื่อนเรา) ก๊งๆ เรื่องเครื่องสำอางมากกว่าคนในพันทิปนะ 55
    สังเกตได้จาก วันนี้ เรากลายเป็นพนักงานเชียร์แขก เชียร์มันทั้งสองไปหลายอย่างเชีย
    ได้สาวกไลนเนอร์มาโจะเพิ่มมาอีกสองคนแร้ว (จากที่มันทั้งสองไม่เคยรู้จักมะโจะมาก่อน พระเจ้า..)
    และได้สาวกลิปเมเบอลีนเพิ่มเช่นกัน วอเตอร์ชายนี่ สีสวยๆๆๆ ถูกดีด้วย
    แต่แอบค้อนมันไปหลายที ผิวใสอย่างงี้ยังจะใช้เบสทำไมกันยะ หึ
    แล้วมาถามหาเบสดีๆ จากคนหน้าเงือกๆ อย่างชั้นเนี้ยนะ เคืองนะ 
    แสดงถึงความเป็นเด็กสายวิทย์ หรือพูดตรงๆ คือเด็กวิดยา .. จริงๆ ว่ะ เฮ้อ..
     
     
    4.ช่วงนี้จั๊กจั่นแถวนี้หนวกหูมากกกกกกกกกก  ก็มันใกล้ภูเขานี่หว่า
    และมันจะเริ่มร้องเวลาฟ้าสว่าง ซึ่งเป็นเวลาเข้านอนของเราเช่นกัน
    ฉะนั้น.. อยากจับมาทำน้ำพริกจั๊กจั่นมากกกกกก.. โกรธธธธธ... - -*
     
     
    5.อ้วนอ่ะ กางเกงเอวต่ำใส่ที่มีอยู่ไม่ได้เลยซักตัว ทำไงดี เศร้า..
    พุงหลามมากๆ ด่าไอ้แมวไว้ยอะ ตอนนี้ต้องหุบปากสนิทเลย เข้าตัว ฮือๆๆๆ
    ไม่กล้าชั่งน้ำหนักตัวเองมาเป็นเดือนแล้ว
    เป็นคนประหลาดอ่ะ หน้าหนาวจะผอม หน้าร้อนจะอ้วน
    เพราะกินน้ำอัดลมทั้งวัน ไอติมอีก ขนมพวกลอยแก้วอีก
    ร้อนนี่ หงุดหงิด อยากกิน - -*
     
     
    6.จะดูแลสุขภาพ และลดพุง ท่องไว้ๆ
    กลับมาเริ่มเกินซัพลิเมนท์แล้ว เพราะทนร่างกายตัวเองไม่ได้
    สารอาหารที่ได้แต่ละวัน ช่างต่ำต้อยด้อยค่าเสียจริง
    รู้สึกอ่อนแอๆ ยังไงไม่รู้ เลยต้องหันมาใส่ใจกันหน่อย
    กำลังบ้าข้าวซ้อมมือ กินมาสองเดือนและ รู้สึกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (คิดไปเอง 55)
    กับบ้าผักหน้าร้อนอยู่ โดยเฉพาะกระเจี๊ยบเขียวกับหน่อไม้ฝรั่ง กินทุกวันเลย ติดแล้ว 55
    เด๋วอีกสามเดือนจะมาแจ้งผล อิอิ
     
     
    7.ห้องรกฟ่ะ กำลังเก็บของเตรียมกลับไทย เอ๊ย ไม่เอา ไม่พูดเป็นลางสิ
    คือกำลังรื้อและเก็บเสื้อผ้าเก่าๆ ขายกับทิ้งอ่ะ ทำไมเยอะจัง ตกใจ..
    หรือไม่ควรจะขายเสื้อผ้าสมัยอ้วนๆ ดีวุ้ย เพราะท่าทางอีกไม่นานคงจะกลับกลับไปอ้วนได้เท่าเดิม 55
    ถ้ากำจัดของพวกนี้ไปได้ บ้านเราคงจะเบาขึ้นเยอะเลย สาธุ
    ต้องรีบละ อุอุ
     
     
    8.ตุ้มหูหายข้างเดียว.. มีใครประสบปัญหานี้เหมือนกันบ้าง..
    เหลือข้างเดียวทุกคู่เลย (เป็นเฮียวเกงที่แปลกมาก)
    ทำไมมันต้องหายข้างเดียวด้วย หายไปไหนก็ไม่รู้ แล้วทำไมไม่หายไปทั้งสองข้างนะ
    เหลือให้เห็นตำตาทำไมว่าเคยมีคู่นี้อยู่ แต่หายไปแล้วข้างนึง
    แล้วก็ใส่ไม่ได้อ่ะ เคืองนะเฟ้ย.. - -*
    เด๋วจับมาใส่สลับคู่มั่วๆ เลยดีมะ เป็นเทรนด์เซตเตอร์เองเลย 55
     
     
     
    9. "ก็อยากจะขอแลกทุกสิ่งที่มี กับหนึ่งนาทีที่มีเธออยู่ข้างกาย"
    เพลงปนัดดา อยู่ในอัลบั้มเอ็มพีสามไหนก็ไม่รู้ รันไปเจอพอดี
    โดนอย่างบอกไม่ถูก เลยฟังซ้ำๆ ตั้งแต่ดึกจนเข้าแล้ว จิตมั้ย 55
    ยอมแลกจริงๆ นะ..
     
     
     
    10.รัมโค้กหมดแก้วแล้ว มึนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
    แต่ไปนอนเหอะ เด๋วจะสว่างกว่านี้ - -*
     
     
     
     
    ** หมายเหตุ**
    ทั้งหมดนี่เขียนตอนเมา (มากๆ) ฉะนั้นอย่าคิดไรมาก ถือว่าคนเมาคุยให้ฟังละกัน 555
     
     
     
     
    " ไ ม่ ว่ า เ ป็ น ที่ เ ท่ า ไ ห ร่ ข อ ง เ ธ อ     เ ธ อ ก็ คื อ ที่ สุ ด เ ส ม อ ไ ป . . . "
     
     
     
    ไม่มีไร แค่เพลงที่ชอบร้องเวลาเมาๆ
     
    ราตรีซาหวัดทุกๆ ท่าน  +_+
     
     
          
    11/07/2007

    เมื่อปลายฝนจะผ่านพ้นไป..

     
     
    ช่วงนี้ไม่ค่อยได้อัพเดทชีวิตเลยเนอะ สองสามเดือนที่ผ่านมานี่ เป็นการเขียนบล็อกแบบจดจ่อกับอะไรบางอย่างมากเกินไปยังไงไม่รู้ รู้สึกค่อนข้างจะเสียจริต 555+
     
    จะเข้าหน้าร้อนแล้ว ความจริงตามปฏิทิน ควรจะเข้าได้แล้วละนะ แต่ปีนี้ฝนมาช้า ทำให้จากไปช้าด้วย หน้าร้อนแบบจริงๆ จังๆ ก็เลยยังมาไม่ถึงซะที ซึ่งก็ดีแล้ว ขนาดแค่หน้าฝนปนร้อนอย่างตอนนี้ ยังร้อนอบอ้าวจนคนจะคลั่งกันหมดแล้ว ช่วงนี้ยังดีที่ตอนกลางคืนยังเย็นๆ ลมที่พัดยังไม่มีไอร้อนระอุแบบที่ชอบพัดมาในเดือนแปด และเวลาฝนตกก็ยังรู้สึกถึงไอเย็นของน้ำฝนอยู่บ้าง ไม่ใช่ยิ่งกระหน่ำยิ่งร้อนเหมือนฤดูไต้ฝุ่นในเดือนเก้า
     
    แต่ได้ข่าวว่าไต้ฝุ่นกำลังจะขึ้นฝั่งเป็นลูกแรกของปีแล้ว คงไม่เกินวันพฤหัสหรือศุกร์นี้ ก็เข้าสู่หน้าร้อนอย่างสมบูรณ์แล้วสินะ..
     
     
    จริงๆ เราไม่ชอบหน้าร้อนเลย โดยเฉพาะหน้าร้อนที่นี่ เพราะมันทรมานจริงๆ หรือเป็นเพราะเราจำหน้าร้อนเมืองไทยไม่ได้ก็ไม่รู้ ว่ามันทรมานแค่ไหน เพราะไม่เคยกลับไทยช่วงเดือนมีนา-เมษาเลย 10 ปีมาแล้ว แต่ในความทรมานของหน้าร้อนที่นี่ ก็ยังมีอะไรสนุกๆ ที่ทำแล้วรู้สึกถึงความเป็นหน้าร๊อน หน้าร้อน แบบที่ทำให้ฤดูอื่นไม่ได้ เยอะแยะเลย
     
    อย่างเช่น การกินน้ำแข็งไส ของโปรดเลย ทุกปีต้องหากินให้ครบทุกรส ทุกที่ที่มีขาย อันนี้ไม่สามารถกินในฤดูอื่นได้แน่ เพราะถึงอยากกินก็ไม่มีขาย แล้วอีกอย่างก็การแขวน ฟูริน-ภาษาไทยเรียกอะไรหว่า ที่แขวนไว้แล้วพอลมพัด มันจะดังกรุ๊งกริ๊งๆ น่ะ (กระดิ่ง/กระพรวน/โมบายล์??) ที่นี่หน้าอื่นไม่สามารถแขวนรับลมได้ เพราะไม่ได้เปิดหน้าต่างรับลมเลย เนื่องจากอาจจะแข็งตายได้ แต่หน้าร้อน เวลาเปิดหน้าต่าง ลมพัดมา เสียงกรุ๊งกริ๊งๆ แข่งกับจั๊กจั่นที่กรีดปีกกันระงมอยู่ข้างนอกนี่ทำให้รู้สึกเย็นลงเยอะ ได้บรรยากาศหน้าร้อนมากๆ
     
    ถ้าอาหารการกินก็ต้องแตงโม แช่เย็นๆ โอ๊ยยย สวรรค์เลย ก็กินได้ปีละหน้าเดียวนี่นา แถมแพงจนอยากบินกลับไปกินที่ไทย แล้วก็ผักหน้าร้อนอย่างเช่นมะระ สึรุมุระซะกิ ผักบุ้ง ถั่วแระ ข้าวโพด เหล่านี้กินแล้วให้อารมณ์หน้าร้อนสุดๆ แล้วปลายๆ หน้าร้อน ซักกลางเดือนเก้า พอมีสาลี่ออกมาก ก็ได้หนุกหนานกับสาลี่แช่เย็นอีก รสแบบเย็นๆ หนาวๆ เหมือนเป็นสัญญาณบอกว่า นี่จะออทั่มแล้วนะ
     
    ดอกไม้หน้าร้อนก็สวย ชอบอะสะกะโอ (มอร์นิงกลอรี่) ที่สุดเลย ชอบดอกไม้ที่เปลี่ยนสีได้ แบบตอนเช้าสีอ่อน ตอนเย็นสีเข้ม ดูแล้วไม่จำเจดี แต่ละวันถ้าดูคนละเวลา ก็ได้เห็นดอกต่างสีกันไป เหมือนมีหลายต้นอยู่ในต้นเดียวกัน (งงมะ) แล้วก็กุหลาบ ดาวเรือง พิทูเนีย สีจัดๆ กันทั้งนั้น ดูแล้วสดใสดี ไม่เหมือนดอกไม้หน้าฝน คือดอกไม้เดือนหกเนี่ย ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมมีแต่ดอกไม้สีม่วง สีน้ำเงิน บานกันเต็มไปหมด มันเกี่ยวกับแสงแดดที่น้อยเพราะฝนตกตลอดด้วยรึเปล่านะ ทั้งไฮเดรนเยีย ลาแวนเดอร์ ไอริส ทสึยุคุสะ (ชื่อก็บอกแล้ว ว่าหญ้าหน้าฝน) และอีกมากมายหลายอย่าง ล้วนแต่สีโทนนี้ทั้งนั้นเลย..
     
     
    นี่ตกลงเราจะอัพเดทอะไรเนี่ย ชีวิตหรือฤดูกาล เพ้อไปเรื่อยอะนิ เฮ้อ
     
    เอาเป็นว่าเด๋วเขียนไปเรื่อยๆ ง่วงเมื่อไหร่ก็จบละกัน
     
     
    ช่วงนี้งานยุ่ง ไม่ใช่ยุ่งเฉยๆ แต่เป็นแนวยุ่งวุ่นวาย ชีพจรลงเท้า ไม่ค่อยได้อยู่กับที่เลย ไปโน่นมานี่ตลอด ความจริงได้เปลี่ยนบรรยากาศ ก็ดีเหมือนกันแหละ แต่มันก็เก็บกดเหมือนกันนะ ที่ได้ออกนอกสถานที่ แต่ไปทำงาน ไม่ได้ไปเที่ยว แถมป้ำๆ เป๋อๆ หลงๆ ลืมๆ อะไรต่อมิอะไรจนเซ็งความเหวอของตัวเองจริงๆ ให้ตายเถอะจอร์จ อีกอย่างไปนอกสถานที่เนี่ย มันไม่ใช่ที่ดีๆ เจริญๆ แบบไปแล้วปิ๊ดปิ๊วสวยงามอ่ะ มันไปแล้วก็เจอฝน เจอแดด เจอลม เจอร้อน เจอฝุ่น เจอโคลน เจอมหันตภัยนานัปการอย่างนี้ อยากอยู่กับที่มากกว่าโว้ยยยย นี่นักเรียนนะ ไม่ใช่จับกัง ฮืออออออ
     
    งานเร่งด้วย จะพรีเซนต์แล้ว เครียดดดดด แต่ก็นะ อีกไม่นานก็จะปิดเทอมแล้ว คือเราก็ไม่เกี่ยวอะนะ ไม่ได้หยุดเหมือนเดิม แต่ปิดเทอมนี่ดีที่ว่า แมวมันจะมาสอบที่นี่ไง พอสอบปลายภาคเสร็จเด๋วก็คงเสด็จมา ทีนี้ละ เราก็จะกินดีอยู่ดี มีอะไรอร่อยๆ ไม่ซ้ำแบบกินทุกวัน โฮะๆๆๆ (เห็นแก่กินจริงๆ ชั้น) กลับบ้านมาก็มีคนรออยู่ อันนี้ชอบมากเลย ไม่ชอบเลยที่ไขเข้าบ้านมาแล้วบ้านมันมืดๆ หนาวๆ หรือถ้าหน้าร้อนก็ร้อนๆ อับๆ มันดูไร้ชีวิตมาก ทำให้หดหู่หนักกว่าที่เหนื่อยมาทั้งวันเข้าไปอีก ไม่ดีเลยอ่ะ
     
    แต่ไม่ชอบตอนที่ตอนเช้า เราต้องออกไปทำงาน แต่มีคนนอนอืดให้เห็นตำตาเนี่ย มันแบบว่า แสลงงงงงง
     
     
    กำลังวางแผนเที่ยวด้วย แมวสอบโกเบเสร็จว่าจะไปชิโกกุกัน แต่วางแผนยากมากอ่ะ เกาะอะไรก็ไม่รู้ รถไฟก็น้อย รถบัสก็น้อย โรงแรมก็น้อย นี่ยังไร้ไอเดียอยู่อีกหลายที่ คืออยากไปแต่ไม่มีปัญญา เช่นอยู่ไกลปืนเที่ยงขนาดหนัก ในหุบในเหวอะไรก็ไม่รู้ มีบัสวันละสองเที่ยว เที่ยวเช้ากับเย็น หรือมีรถไฟวันละสามเที่ยว เช้า กลางวัน เย็น เที่ยวสุดท้ายออกตั้งแต่ห้าโมงเย็นอีกตังหาก โอ๊ย ตกลงมันมีคนอาศัยอยู่กันมั้ยเนี่ยจังหวัดพวกนี้
     
    ถ้ารีบไปสอบเอาใบขับขี่ที่นี่ซะตั้งแต่วันนี้จะทันมั้ยเนี่ย แต่ก็นะ ไม่อยากขับเองอะ กลัวเที่ยวไม่สนุก (และกลัวเอ้อระเหยลอยชายเกินไปจนไม่ได้เที่ยว)
     
     
    พอก่อนดีก่า ง่วงแล้ว
     
     
    เออ ต้องขอชี้แจงนิดนุง ว่ามีความจำเป็นต้องลบเลิฟไดอารี่บางส่วนทิ้ง (และบล็อกเก่าๆ บางบล็อกด้วย) เพื่อความสบายใจของตัวเองและคนข้างเคียง แต่ยังเก็บเป็นไฟล์ไว้นะคะ พร้อมทั้งคอมเมนต์ของทุกคนด้วย ไม่ได้ลบทิ้งไปเฉยๆ ค่ะ ถ้าใครอยากอ่านอีก(เพื่ออะไรเนี่ย 55) ก็มาขอได้จ้ะ ยินดีซำเหมอ
     
    เออ สำหรับเลิฟสตอรี่ที่ผ่านๆ มา อยากรู้กันป่าวว่าแมวมันอ่านแล้วมีปฏิกิริยายังไงมั่ง 55+
     
    ไม่กล่าวถึงตอนต้นๆ นะ เพราะมันอาจจะงอนเอาได้ เอาสองตอนสุดท้ายของมันเนี่ย สำหรับตอนสี่ มันอ่านแล้วอินดีแท้ ถึงกับน้ำตาซึมเลยทีเดียว แถมมีชมเราด้วยว่าเข้าใจเลือกประเด็นมาเขียน (คือจริงๆ มันมีอีกหลายประเด็น แต่เราเลือกมาอันเดียว ที่เราคิดว่าเป็นประเด็นใหญ่ที่สุด) แต่พอมันมาอ่านตอนห้า มันบอกว่า เราเขียนแบบนี้เหมือนกลายเป็นคู่กรรมสองเลย ไม่ซึ้ง ไม่มีความคลาสสิกแล้ว (แน่ะ เข้าใจเปรียบเปรยนะยะ) บ่นเป็นแมวกินผึ้งอยู่หลายวันเลยเชียวละ
     
    แหม ก็มันไม่ได้มีอะไรคลาสสิกจริงๆ อ่ะ จะให้เอาความคลาสสิกจากไหนมาเขียนฟะเนี่ย มันเรื่อยๆๆ อย่างนี้จริงๆ ถ้าจะโทษต้องโทษมันนั่นแหละ ที่ไม่รู้จักก่อความตื่นเต้นเร้าใจ ผิดแปลกแหวกแนวบ้างเลย ชิส์
     
     
    ส่วนเรื่องชุนกับแมวสเปเชี่ยว รอก่อนน้า เด๋วให้หายยุ่งๆ ช่วงนี้ก่อน กลับมาแน่ ตอนนี้พยายามรวบรวมข้อมูลไอ้แมวอยู่ มีทุกวันเลย เก็บไม่หวาดไม่ไหว
     
     
    อย่างเช่น วันก่อน เราพยายามโรแมนติก ชวนมันดูพระจันทร์ ผลคือ..
     
     
    เรา - แกดูพระจันทร์ดิ เต็มดวงสวยมากเลยอ่ะ ดวงใหญ่บะเริ่มเลย วันนี้บลูมูนด้วย บลา บลา
    แมว - ไม่เอา เราดูพระจันทร์ไม่ได้ (ทำเสียงขรึม ชวนเชื่อ)
    เรา - (งงแกมรำคาญ) ทำไมอ้ะ
    แมว - เด๋วกลายเป็นหมาจิ้งจอก !!!
    เรา - (งงแกมเหวอ) อะไรนะ ??? หมาอะไรนะ ??
    แมว - (ตอบหนักแน่นอย่างมั่นใจ) หมาจิ้งจอก !!!
    เรา - (ขำจนหน้าเขียวแล้ว) หมาป่าาาาาา หมาจิ้งจอกอะไร เอามาจากไหน 
    แมว - (ทำหน้างุนงงเป็นที่สุด) อ้าว มันต่างกันยังไง
    เรา - หมาป่าคือโอกามิ หมาจิ้งจอกคือคิตสึเนะ ต้องเอาภาษาอังกริดด้วยมั้ย ถึงจะเก็ต??
    แมว - อ๋อออออออ เข้าใจละๆ เออว่ะ ไม่เหมือนกันเนาะ แกนี่เจ๋งว่ะ รู้ได้ไงอ่ะ
    เรา - (ถอนใจเฮือก) แกสิ ไม่รู้ได้ไงอะ ????
     
     
    มีงี้ทุกวันเลยจ้ะ เฮ้อออออ
     
     
     
    แล้วก้อ.. สำหรับนิยาย ไม่ได้เขียนมาชาติเศษๆ แล้ว ไม่มีมู้ดเลย สงสัยจะโตเกินความรักแบบฝันๆ หวานๆ เหงาๆ แบบเมื่อก่อนแล้ว ตอนนี้ถ้าให้เขียนสงสัยเป็นแนวไอ้แก่กับอีแก่(ที่อยู่กันมาแปดสิบปีได้)ตีกัน 555  แต่เรื่องเก่าๆ กำลังคิดจะเอาลงบล็อกไว้ที่ไหนซักที่นึง แล้วจะลิงค์มาให้ในนี้ละกันจ้า ที่ไม่เอาลงในนี้เพราะซ่อนหน้าไม่เป็น ถ้าโชว์ทั้งหมดหน้าบล็อกคงอ่านยากพิลึกเลยอ่ะ เอาไว้ให้บ้าพลังก่อนนะๆๆ (ไม่แน่อาจจะบ้าช่วงเร็วๆ นี้แหละ เพราะเครียดจัด 55)
     
     
    ฝนยังตกอยู่เลย แต่รู้สึกได้จากลมที่มีละไอร้อนๆ ปนมาบางครั้ง ว่านี่กำลังเข้าปลายฝนแล้วละ..
     
     
    สวัสดีหน้าร้อน 
     
     
     
     
       
    20/06/2007

    Waiting for the wind of change..?

     
    ขอหยุดเรื่องรักๆ เอาไว้ก่อน..
     
    วันนี้เป็นเรื่องเครียด ที่คงเกิดจากการบริโภคข่าวสารมากเกินไป
    แต่มันคือความจริง ที่พวกเรา-คนอยู่ไกล และไม่เคยได้เผชิญด้วยตัวเอง
    บางครั้งก็รับรู้แค่เพียงผิวเผิน และลืมเลือนมันไปง่ายๆ เพราะความไกลตัว
     
    ตัวเราเองก็เถอะ เมื่อก่อน ก็เป็นการรับรู้เพียงผ่านๆ
    อ่านข่าว ดูข่าว ฟังข่าว แล้วก็เป็นทุกข์ จากความสลดหดหู่ สงสารและเคืองแค้น
    แต่ธรรมชาติของมนุษย์ มักจะพยายามหาสิ่งรื่นรมย์ให้ตัวเองเสมอ เพื่อหลีกหนีจากความทุกข์
     
    ฉะนั้นไม่นาน ความเพลิดเพลินและเป็นสุขกับสิ่งอื่น ก็ทำให้เราลืมความทุกข์ไปได้โดยเร็ว
    โดยเฉพาะเมื่อความทุกข์นั้น อยู่ไกลตัวเสียเหลือเกิน
     
    แต่เมื่อมันใกล้ตัวเข้ามาล่ะ..?
     
     
    19 มิถุนายน 2550  เวลา 8:15 น. ตามเวลาประเทศไทย
    เกิดเหตุระเบิดบนถนนลาดยาง ในเขตอ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี แรงระเบิดทำให้รถกระบะคันหนึ่งกระเด็นไปไกลถึง 30 เมตร พลิกคว่ำ และพังยับเยินทั้งคัน มีผู้บาดเจ็บสาหัส 5 ราย และในจำนวนนี้ มี 3 รายที่ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตในเวลาต่อมา ทราบชื่อว่าเป็น  นายชยภัทร์ รักษายศ นายอำเภอไม้แก่น พ.ท.สุรศักดิ์ โฆสุธา รอง กอ.รมน. อำเภอไม้แก่น และนายอาหะมัด ละหาร อาสาสมัครพลขับ
     
    อ่านแล้วรู้สึกมันก็เหมือนกับข่าวไฟใต้ทั่วๆ ไปนั่นแหละ คนไทยส่วนใหญ่ก็คงเหมือนกัน ตอนนี้เหมือนกับทุกคนชินชาไปแล้ว พอมีระเบิด มียิงกันทีนึง ก็ อืม.. อีกแล้ว เศร้าจัง.. แต่ไม่ได้ตกอกตกใจกันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว จนบางครั้งเราก็ตกใจกับความรู้สึกตัวเอง ว่านี่มันหมายความว่า คนไทยเราชิน จนเห็นเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วหรือไง? กับการที่มีคนตายรายวันนี่น่ะ?
     
    เราอ่านข่าวตอนเย็นๆ แล้วก็ส่ายหน้า สวดมนต์ให้วีรบุรุษที่ไร้ชีวิตอีกเช่นเคย เหมือนกับหลายๆ ครั้งที่เคยทำมา ความหดหู่ค่อยๆ จางหายไปด้วยภาระหน้าที่ที่สุมหัวอยู่ กับเพลงบัลลาดร็อคแรงๆ ที่เปิดกรอกหูตัวเองทั้งวัน เพราะมันทำให้หายเครียดได้มากกว่าเพลงชนิดอื่น จนตอนดึก ได้คุยกับพ่อ แล้วพ่อก็ทำให้เราขนหัวลุก โดยการบอกเสียงหัวเราะๆ ว่า ที่ระเบิดครั้งนี้เนี่ย มันห่างจากค่ายอิงคยุทธที่พ่ออยู่ไปสามสิบกว่ากิโลเอง แถมพ่อเพิ่งผ่านทางสายนั้นเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง !!
     
    อ้าว !!! ไหนบอกไม่ไปไหนไง?? ไหนบอกทหารปืนใหญ่อยู่แต่ในบังเกอร์ ไม่ใช่ทหารพราน ไม่ใช่ทหารราบ ไม่ใช่ตำรวจตะเวนชายแดนไง??
     
    มีหักมุมตอนจบอีกว่า พันโทที่เสียชีวิตคราวนี้ พ่อก็รู้จัก เป็นรุ่นน้องจปร. แถมเคยทำงานร่วมกัน 
     
    เอาเข้าไป..
     
    แล้วยังหัวเราะได้อีกเนอะ.. ทหารนี่เค้าฝึกกันมายังไงวุ้ย???
     
    ก็ก่อนหน้านี้ ช่วงที่มีคดียุบพรรค ก็มีม็อบล้อมมัสยิดกลางจ.ปัตตานี มีการขู่จะระเบิดอะไรต่อมิอะไร จนต้องมีการตัดสัญญาณมือถือ เพราะกลัวจะใช้ในการจุดระเบิดได้ ช่วงนั้นสามจังหวัดชายแดนใต้ กลายเป็นดินแดนสนธยา ราวกับอยู่อีกประเทศนึง เพราะสัญญาณมือถือใช้ไม่ได้เลย ต้องโทรเบอร์บ้านกันอย่างเดียว และโทรติดยากแสนยาก เป็นเวลาถึง 5 วัน ตั้งแต่ 31 พค. ถึง 4 มิย. คืนวันที่ 4 แม่บอกว่าสัญญาณมือถือใช้ได้แล้ว เราโทรไปหาพ่อ เสียงปลายสายมีอะไรโหวกเหวกๆ แว่วเข้ามา เลยถามพ่อว่า แอบหนีไปเกะอีกแล้วหรอ พ่อบอกขำๆ ว่า เปล่า อยู่กองบก. เราก็ อ้าว นี่มันสี่ทุ่ม(เมืองไทย)แล้วนะ ทำไมยังอยู่บก.อะ พ่อบอกเสียงเรื่อยๆ เหมือนเดิมว่า วันนี้มีข่าวว่ามันจะโจมตีค่าย ตอนนี้ตรึงกำลังเตรียมรับมือกันอยู่
     
    หาาา???
     
    เชื่อแล้วว่าทหารนี่ไม่เหมือนคนทั่วไป ตรึงกำลังเตรียมรับมือโจร แต่คุยโทรศัพท์ได้ชิวมาก นับถือจริงๆ สาธุ
     
    แต่คืนนั้นก็ไม่มีอะไรรุนแรง นอกจากระเบิดกวนเมือง แต่อยู่นอกค่าย มันจะเข้ามาในค่ายได้ไง นี่ค่ายทหารนะ ไม่ใช่ค่ายลูกเสือ พ่ออวด (โอ๊ยยย ยังขำได้อีก) แต่คืนนั้นกว่าพ่อจะได้นอนก็ตีสอง พอเช้าก็เอาเครื่องขึ้นบินลาดตระเวนแต่เช้าอีก ฟังดูเหนื่อยนะเนี่ย
     
    อ๋อ ไม่ต้องงง พ่อเราเป็นทหารบกแน่นอน ไม่ใช่ทหารอากาศ แต่หน่วยที่พ่อคุมไป คือหน่วยตรวจเรดาห์ไง โดยใช้เครื่องบินเล็ก ซึ่งก็ไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดลำนึงก็ประมาณเอาใส่ท้ายรถกระบะได้เต็มๆ พอดี (เคยเห็นพ่อขนขึ้นมาซ่อมที่ลพบุรี) เป็นเครื่องบินบังคับวิทยุ แล้วพ่อก็ไปเพื่อบังคับคนที่บังคับเครื่องบินอีกที งงมั้ย คือเราก็งง ว่าเค้าคัดเลือกคนคุมกำลังไปยังไง จะว่าเลือกคนที่เก่งเรื่องเครื่องยนต์กลไก อิเลคทรอนิคส์ ก็ไม่ใช่แน่ๆ เพราะพ่อเราเนี่ย ไม่ถนัดเรื่องพวกนี้เอาซะเลย แค่กล้องถ่ายรูป คอมพิวเตอร์ ยังใช้ไม่ค่อยเป็นเลย มีอะไรก็ ลูกน้องๆๆๆ ยันเต จนแม่บ่นเอา พ่อก็บอก คนจะเป็นเจ้าคนนายคนต้องรู้จักใช้ลูกน้องสิ จะทำเองทำไม พร้อมกับหัวเราะอย่างมั่นใจจนพุงกระเพื่อม เฮ่อ..
     
    เครื่องบินบังคับวิทยุของพ่อเคยปฏิบัติภารกิจที่เป็นข่าวมาแล้วครั้งนึง ใครได้ข่าวบ้าง ที่มีการลักลอบถอดหมุดรางรถไฟ ในเขตจ.ปัตตานีและยะลาหลายจุด เพื่อให้รถไฟตกราง หวังฆาตกรรมหมู่แบบมโหฬารเลยละ และก็มีขบวนหนึ่งที่ตกรางและพลิกคว่ำไปเรียบร้อย มีผู้บาดเจ็บ 21 คน โชคดีที่ไม่มีใครตาย (สงสัยเพราะรถไฟไทยวิ่งช้า ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ลองมาถอดหมุดรถไฟยี่ปุ่นหน่อยปะไร เหอๆ) หน่วยปฏิบัติการพิเศษของพ่อเรานี่แหละ ที่ทำหน้าที่บินสำรวจ และพบการถอดหมุดอีกนับสิบจุด
     
    เรื่องทางรถไฟนี่ก็มีหักมุมตอนจบเหมือนกัน (แบบขำๆ ตามสไตล์ จะว่าไปคงเพราะพ่อเป็นคนกรุ๊ปบีด้วยมั้ง เลยขำๆ ไปซะหมด) ว่า ก่อนวันที่จะตรวจเจอหมุดถูกถอด ในวันที่ 6 มิย. วันรุ่งขึ้นพ่อเราต้องบินไปออกพื้นที่ประจวบฯ ทีนี้เครื่องบินขนส่งของทอ. ขัดข้อง ไม่สามารถขึ้นบินได้ ก็เลยมีแผนจะไปทางรถไฟ เพราะถึงแม้ก่อนหน้านั้นรฟท.จะปิดทางเดินรถแถว 3 จังหวัดชายแดนหมด แต่มีกำหนดจะเปิดเดินทางในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 7 มิย. แต่มาตรวจเจอหมุดพวกนี้ซะก่อน พ่อเลยไม่ได้ขึ้นรถไฟ แต่รอเครื่องบินทอ.แทน
     
    ยังหักมุมไม่พอ เพราะเมื่อเราถอนหายใจอย่างโล่งอก เปรยกับพ่อว่าเครื่องบินทอ.มันปลอดภัยแหละเนาะ คงไม่มีปัญหาหรอกเนาะ พ่อก็หักมุมอีกฉับว่า ปลอดภัยสิ เห็นมั้ยว่าขัดข้องเค้าก็ไม่ขึ้น ต้องซ่อมจนกว่าจะชัวร์ แล้วเห็นมั้ยล่ะว่าออกช้ากว่ากำหนดแทบทุกรอบเลย เพราะมันขัดข้องทุกรอบไง
     
    อ้าว??? อึ้งกิมกี่
     
    หักมุมสุดท้าย พ่อบอกอย่างมั่นใจว่า เวลาบินจริง เค้าไม่ยอมให้มันขัดข้องหรอก ต้องสมบูรณ์เกินร้อย เพราะถ้าเป็นอะไรไป ตายทันที ก็มันไม่มีทั้งร่มทั้งชูชีพ
     
    เฮ้ย !!!
     
    เครียดเว้ยเฮ้ย..
     
     
    มันใกล้ตัวเข้ามาเรื่อยๆ จริงๆ นะ
     
    คนไทยในภูมิภาคอื่นอ่านข่าว ดูข่าว ฟังข่าวผ่านสื่อกันทุกวัน แต่บางทีก็แค่ผ่านหูผ่านตาไป ลองมารวบรวมดูมั้ย.. ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่นบ้าง ที่ๆ พี่น้องชาวไทยของเรา กำลังถูกสัตว์นรกในคราบมนุษย์คุกคามอยู่อย่างหนัก
     
    เอาแค่ช่วงนี้ก็แล้วกัน เพราะถ้าให้รวบรวมตั้งแต่ต้น ก็ไม่รู้จะไปจับต้นชนปลายที่ไหน เนื่องจากมันมีทุกวัน ฆ่ารายวัน ระเบิดรายวัน เผาโรงเรียนรายวัน เอาเป็นว่าเริ่มจากเหตุการณ์ที่เป็นข่าวเกรียวกราว จนทำให้วิตกกันว่า จากพื้นที่สามจังหวัด มันขยายเป็นสี่จังหวัดแล้วรึยังนะ?
     
     
    27 พฤษภาคม 2550 เกิดเหตุระเบิดในตัวเมืองหาดใหญ่ 7 จุด มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 9 ราย เสียชีวิต 1 ราย
    28 พฤษภาคม 2550 เกิดเหตุระเบิดกลางตลาดสดที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา มีผู้บาดเจ็บ 26 ราย เสียชีวิต 4 ราย ในจำนวนนี้ 2 รายเป็นเด็กอายุ 8 ขวบและ 2 ขวบ
    29 พฤษภาคม 2550 โจรใต้ใช้อาก้าถล่มทหาร ที่อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ห่างจากค่ายอิงคยุทธ(ที่พ่อเราอยู่ แต่เป็นช่วงที่พ่อกลับบ้าน)เพียง 1กม. โชคดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
                             วันเดียวกัน มีการลอบยิงผู้ใหญ่บ้านในเขตอ.เมืองปัตตานี ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
    30 พฤษภาคม 2550 ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาคดียุบพรรค สถานการณ์ภาคใต้สงบนิ่งหนึ่งวัน เรื่องบังเอิญหรือเพราะโจรมันก็มีส่วนได้ส่วนเสียกับคดีนี้ จึงต้องหยุดฟัง???
    31 พฤษภาคม 2550 วันวิสาขบูชา แต่สิ่งมีชีวิตจากอเวจี ที่มันฆ่าผู้อื่นได้ ย่อมไม่มีศาสนาอยู่แล้ว จึงมีเหตุยิงชาวบ้าน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลาเสียชีวิต 5 ราย
                             ตอนบ่ายวันเดียวกันมีการจับกุมผู้ต้องสงสัย 3 ราย ขณะขนส่งเสบียงอาหาร ในจ.ยะลา ส่งตัวให้ค่ายอิงคยุทธสอบสวนด้วย (ทำไมวุ้ย??)
                             ตอนค่ำวันเดียวกัน มีเหตุบุกโจมตีฐานปฏิบัติการทหารพราน ที่อ.บันนังสตา จ.ยะลา ทหารเสียชีวิตทันที 9 นาย และเสียชีวิตภายหลังอีก 3 นาย
                             และเกิดระเบิดที่จ.ปัตตานี ทหารบาดเจ็บ 1 นาย
     
     
    1 มิถุนายน 2550   เวลา 8.30น. มีกลุ่มเด็กและสตรีคลุมหน้า จากนอกพื้นที่(หรือนอกประเทศ?) ทำการปิดถนนเส้นทางสายยะลา-เบตง ที่อ.บันนังสตา จ.ยะลา            
                           กลุ่มม็อบปิดหน้า(อีกแล้ว)อ้างเป็นเครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชนจาก 9 องค์กร บุกยึดมัสยิดกลางจ.ปัตตานี
                           เรียกร้องให้มีการขับไล่ทหารออกจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้
                           เกิดเหตุระเบิดที่จ.นราธิวาส ทหารบาดเจ็บ 3 นาย เหตุเผาโรงเรียนที่อ.ปานาเระ จ.ปัตตานี และเหตุระเบิดที่อ.สายบุรี จ.ปัตตานี มีผู้บาดเจ็บ 7 ราย
    2 มิถุนายน 2550   มีการติดป้ายโจมตีเจ้าหน้าที่ในเขตจ.นราธิวาส ด้วยข้อความเช่น  "เอาความชั่วของมึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไปปฏิบัติที่อื่น ประชาชนไม่ต้องการ"
                           เกิดเหตุระเบิดที่จ.นราธิวาส ทหารบาดเจ็บ 3 นาย มีการลอบยิงเจ้าหน้าที่ที่อ.บันนังสตา จ.ยะลา ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
    3 มิถุนายน 2550   กลุ่มม็อบที่จ.ปัตตานียอมเจรจากับเจ้าหน้าที่ ด้านผู้ว่าฯ เปิดเผยว่า รู้สึกเป็นห่วงผู้ชุมนุม เพราะสถานที่คับแคบ อากาศร้อน เกรงจะเจ็บป่วย (โอ้ว)
                           ส่วนด้านผู้นำม็อบบอกเป็นการเข้าใจผิด ไม่ใช่การชุมนุมประท้วง แค่อยากหาข้อมูล (เอาเข้าไป..)
                           เกิดเหตุซุ่มโจมตีทหารพราน และลอบยิงจนท.ที่จ.นราธิวาสและยะลา มีผู้บาดเจ็บรวม 7 นาย ตำรวจยิงโจรตายไป 1 ตัว (เพิ่งเอาคืนได้)
                           เกิดเหตุระเบิดที่สนามกีฬา อ.บันนังสตา จ.ยะลา มีผู้บาดเจ็บ 17 ราย
    4 มิถุนายน 2550   มีเหตุระเบิดและยิงซ้ำ จนท.รปภ.ครู ที่จ.นราธิวาส เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 2 นาย
                           เกิดเหตุรถไฟตกรางและพลิกคว่ำที่อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี มีผู้บาดเจ็บ 21 ราย สาเหตุเกิดจากมีการลักลอบถอดหมุดรางรถไฟเป็นแนวยาวร่วมสิบเมตร
                           และตรวจพบว่ามีการถอดหมุดทั้งหมด 6 จุด ก่อนที่การรถไฟแห่งประเทศไทยจะประกาศปิดเส้นทางเดินรถในเขตนี้
    5 มิถุนายน 2550   ผู้ชุมนุมที่มัสยิดกลางจ.ปัตตานี ยอมสลายตัว อ้างว่าทางการได้ยอมรับข้อเสนอจนเป็นที่พอใจ คือการตั้งองค์กรอิสระเพื่อจัดการปัญหาไฟใต้                        มีเหตุระเบิดที่จ.นราธิวาส ทหารบาดเจ็บ 1นาย นักศึกษาโดนลูกหลง บาดเจ็บ 1 ราย
     
     
    6 มิถุนายน 2550   พบการลอบถอดหมุดรถไฟในเขตอ.รามัน จ.ยะลา และพบระเบิดใต้ถนนหนัก 30 กก.ที่จ.นราธิวาส แต่จนท.กู้ไว้ได้   
                          เกิดเหตุเผาโรงเรียนในจ.ยะลา และเกิดเหตุเด็กชาย 3 คน ไปเล่นน้ำ งมเจอระเบิด เกิดระเบิดจนได้รับบาดเจ็บทั้ง 3 คน
                          มีการลอบถอดหมุดรถไฟและวางระเบิดปลอมบนทางรถไฟในจ.ปัตตานี แต่มีการตรวจพบเสียก่อน (โดยเครื่องบินบังคับวิทยุของหน่วยพ่อเรานั่นแล)
                          การรถไฟแห่งประเทศไทยประกาศเลื่อนการเปิดเส้นทางเดินรถ
    7 มิถุนายน 2550  เกิดเหตุระเบิดที่อ.เมือง จ.ยะลา และเหตุโจมตีสถานีตำรวจในจ.ยะลา โชคดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
                          เกิดเหตุเผาโรงเรียน 2 แห่ง สถานีอนามัย 2 แห่ง และที่ว่าการอบต.อีก 1 แห่ง ในเขตจ.ปัตตานี
                          เจ้าหน้าที่ในจ.ยะลาและปัตตานี บุกทำลายรังโจร พบผู้ต้องสงสัยและอาวุธสงครามเป็นจำนวนมาก
    8 มิถุนายน 2550  เกิดเหตุระดมยิงผู้ใหญ่บ้านและอาสาสมัคร ในจ.นราธิวาส เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 2 ราย และวางระเบิดรปภ.ครู ในจังหวัดเดียวกัน บาดเจ็บ 2 นาย
                          เกิดเหตุเผาโรงเรียนในจ.ยะลา และระเบิดกลางอ.เมืองยะลา เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 24 ราย
                          รถไฟเปิดทำการตามปกติ แต่มีการตรวจพบหมุดที่ถูกถอดอีกครั้งที่จ.ยะลา ทำให้ต้องประกาศหยุดอีกครั้ง
    9 มิถุนายน 2550  เกิดเหตุยิงถล่มทหารที่จ.นราธิวาส 2 แห่งติดๆ กัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย และระดมยิงชาวบ้าน เสียชีวิต 2 ราย
                          เกิดเหตุเผาโรงเรียนในอ.บันนังสตา จ.ยะลาอีกแห่ง และเหตุยิงดาบตำรวจเสียชีวิตอีก 1ราย
    10 มิถุนายน 2550 คนร้ายดักยิงรถรับส่งนักเรียน ที่จ.ยะลา ทำให้คนขับรถและนักเรียนได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 12 ราย
                          มีการปิดถนนเพื่อสลายม็อบที่จ. นราธิวาส และเหตุยิงอดีตเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 ราย
     
     
    11 มิถุนายน 2550 เกิดเหตุสะเทือนขวัญ โจรใต้บุกจ่อยิงหัวครู 2 คน กลางห้องสมุดโรงเรียนในจ.นราธิวาส ต่อหน้านักเรียนทั้งโรงเรียน
                          โดยขณะเกิดเหตุ มีครูชาวไทยพุทธ 2 คน และครูไทยมุสลิม 1 คน นั่งทำงานอยู่ด้วยกัน โจรได้บอกให้ครูมุสลิมออกไป และยิงเฉพาะครูไทยพุทธ
                          และเหตุใช้อาก้ายิงถล่มครูอีกคนขณะออกสำรวจรายชื่อเด็ก เสียชีวิตทันที ในเขตจ.นราธิวาสเช่นกัน
     
     
    * * * * * * * *
     
     
    พอแล้ว.. สลด รับไม่ไหวแล้ว แค่อ่านยังอยากจะบ้าเลย ปวดหัวไปหมด แล้วผู้ประสบเหตุ ลูกเมีย ญาติพี่น้องของพวกเค้า จะรู้สึกยังไงกันนี่ แล้วมันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยนะ เพราะหลังจากนี้ นอกจากวางระเบิดและฆ่ารายวันกันแล้ว ยังมีการเผาโรงเรียนคืนละ 10 แห่งรวด จนต้องประกาศปิดรร.ไม่มีกำหนด แต่มีข่าวนึงที่สะใจมากเลย คือโจรใต้ลอบวางระเบิดบนถนน (เหมือนที่เคยใช้สังหารทหารมาเยอะแยะนั่นแหละ) แต่เกิดอุบัติเหตุระเบิดขึ้นขณะวาง ตายคาที่ 5555555555+ ขอหัวเราะเยาะหน่อยนะ นี่แหละ โง่แล้วยังขยัน(ทำเรื่องโง่ๆ) ทางทหารท่านว่าให้ฆ่าทิ้ง นี่ไม่ต้องมีใครฆ่ามันเลย ตายได้เอง หึๆๆ
     
       
    เมื่อคืนคุยกับพ่อแล้วหลอน นอนไม่หลับ เลยนั่งค้นคว้าและศึกษาเรื่องปัญหาภาคใต้อย่างละเอียดอีกครั้ง จากหดหู่สุดๆ ก็กลายเป็นสิ้นหวังสุดๆ เพราะดูมันไม่มีทางออกเอาเสียเลย ไม่ว่าทางไหน ไม่ว่าการไม่ใช้ความรุนแรง อย่างที่เรา-พวกแนวหลังทั้งหลาย ที่ดีแต่ปาก-เอาแต่ด่ารัฐบาล ด่าคมช. ด่าลมด่าแล้งกันอยู่นี่ ว่าแผนการณ์ "สมานฉันท์" ของท่านหัวหน้าคมช. นั้นไม่ได้ผล และเป็นการกราบเท้าโจร??? เราว่าท่านก็คงอยากย้อนถามว่า แล้วจะให้ทำยังไง(วะ)??? ถ้าใช้วิธีรุนแรง ใครหือจับยิงทิ้ง ให้อำนาจและสิทธิแก่ทหารเต็มที่ในการฆ่าล้างบาง (ว่าแต่จะฆ่าใคร?? ดูออกหรือว่าคนไหนคนดี คนไหนโจร เพราะมันก็คลุมๆ หน้าเหมือนกันหมดนี่แหละ) ถ้าหุนหันทำอะไรรุนแรงลงไป ใครจะรับรองได้ว่ายูเอ็นจะไม่ยื่นจมูกเข้ามาเสือกทันที เช่นเดียวกับกรณีติมอร์ ซึ่งผลก็เป็นอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ ติมอร์กลายเป็นสองประเทศไปแล้ว อยากให้เมืองไทยเป็นอย่างนั้นกันหรือ???
     
     
    เฮ้อ.. ปวดหัวว้อย... จบเหอะ ก่อนจะบ้าไปจริงๆ
     
    แต่ก่อนจบมีอะไรมาให้อ่าน
    มีคนในพื้นที่ส่งมาให้อ่าน คนเขียนนี่เราเกือบจะรู้จักด้วย (เอ๊ะ ยังไง)
     
    ก็เป็นประสบการณ์หนึ่งของคนในพื้นที่นั้นน่ะแหละ คนที่ผ่านเหตุการณ์ที่พวกเราเห็นในข่าวมาสดๆ และเป็นงานประจำวันเสียด้วย..
    เข้าไปอ่านได้ ที่นี่ เลยค่ะ คนใส่ชุดทหารในภาพ ที่กำลังปั๊มคนไข้อยู่ ก็คือคนเขียนนั่นแหละ
     
    อันนี้ ก็สลด แต่เป็นการแชร์ประสบการณ์กันของคุณหมอหลายๆ คนมากกว่า  
     
     
    เฮ้อ..
    เคยฟังเพลง Wind of Change ของ Scorpions กันมั้ย ที่พูดถึงกรุงมอสโควหลังสงคราม
     
    I follow the Moskva
    Down to Gorky Park
    Listening to the wind of change
    An August summer night
    Soldiers passing by
    Listening to the wind of change 

    Take me to the magic of the moment
    On a glory night
    Where the children of tomorrow dream away
    In the wind of change 
     
    The wind of change blows straight
    Into the face of time
    Like a stormwind that will ring
    The freedom bell for peace of mind
    Let your balalaika sing
    What my guitar wants to say
     
    เมื่อไหร่สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะพัดผ่านแผ่นดินไทยบ้างหนอ..
    หรือจะทำได้เพียงแต่รอ..?
     
     
     
    23/05/2007

    25

     
    ห่างหายไปจากวงการการเขียนและอ่านบล็อกนานเลยทีเดียวเชียว
    ช่วงที่ผ่านๆ มาถึงเขียนก็บ่นๆ พร่ำๆ ประมาณฆ่าเวลา
    แล้วก็ไม่ได้เข้าไปอ่านบล็อกใครเลยสองสามเดือนแล้ว
    ซอรี่นะคะเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มิตรรักแฟนเพลงทั้งหลาย
    เนื่องจากอยู่ในช่วงเปเปอร์เป็นพิษ อ่านจนอ่วมทุกวัน วันละสี่ห้าชม. เป็นอย่างต่ำ
    ทำให้ไม่อยากอ่านอะไรอีกเลย ให้ตายสิโรบิ้น ให้ดิ้นสิโรเบิร์ต
    พันทิปก็ยังเข้านะ แต่ดูแต่กระทู้โพสท์รูป กระทู้นางงาม หรือใครหล่อกว่าใคร 555+
    ไม่ได้อ่านอะไรเป็นเรื่องเป็นราวมานานแล้ว
     
    แต่นี่ใกล้บ้าเต็มทนแล้ว เลยขอกลับสู่วงการซะที
    เด๋วจะเริ่มกลับมานั่งไล่อ่านบล็อกทุกคนตามปกติแล้วครับท่าน
    และคงเริ่มกลับมาเขียนบล็อกตัวเองเป็นบ้าเป็นหลังอีกครา 555+
    ช่วงที่ผ่านมาก็อยากเขียนนะ ว่างๆ บางทีก็นั่งคิดว่าอยากเขียนเรื่องนั้นเรื่องนี้
    แต่พอกลับมา มันเหนื่อยจัง นั่งเมาท์กับแมวแป๊บเดียวก็ง่วงแล้ว
    หลับก่อนได้ลงมือทำอะไรทุกวันเลย แย่จริง
     
     
    ส่วน 25 น่ะหรอ ก้อ..
     
    อายุน่ะสิ !!!
     
    เป็นตัวเลขที่ชวนขนหัวลุกจริงๆ ให้ตาย
    ตอน 24 ยังยิ้มแหยๆ ปลอบใจตัวเองได้
    แต่พอ 25 นี่ แว้กกกกกกกกกกก >__<
     
    วันเกิด เหมือนปีที่แล้วมากมาย คือไปทำงานขายของในงานไทยแฟร์ของคาร์ฟูร์
    (ใครงงกลับไปอ่านของปีที่แล้วก็ได้เจ้า คืองานแต่งชุดไทย ไปยืนชักชวนและเชียร์แขก
    ให้ชิมและซื้ออาหารไทยอ่ะ เป็นงานของสถานทูต ร่วมกับกรมส่งเสริมการส่งออก)
    มักจะมีในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 3 ของเดือนพฤษภา ของทุกปี ซึ่งก็ตรงกะวันเกิดเรามาสองปีแล้ว
     
    แต่ปีนี้ทำใกล้บ้าน สาขาอะมะกะซะกิ ใกล้ดี แต่คนทำงานที่นั่นดูแปลกๆ นะ
    ไม่ค่อยต้อนรับ หรือยินดียินร้ายกับงานนี้เหมือนสาขามิโน(ที่ไกลค่อดๆ) ที่เราไปทำมาปีที่แล้ว
    แบบไปทำเสาร์-อาทิต สองวัน เจอหน้าผู้รับผิดชอบสองครั้งเอง
    ตอนพักก็ไม่มีคนมาพาไปกินข้าว พอไปเรียกก็มาแบบงงๆ แถมจะให้เราซื้อข้าวกินเองอีก
    อุวะ พอบอกว่าเป็นเงื่อนไขว่าทางคาร์ฟูร์ต้องเลี้ยงข้าว ก็มีการให้ไปหาเบนโต แล้วจดบาร์โค้ดมา
    มีการบอกให้กินเหมือนๆ กันด้วยนะ ประมาณว่าเวลาเอาบาร์โค้ดไปพิมพ์จะได้เร็วๆ มั้ง
    ของอะไรก็ไม่เตรียมให้ ถ้วยถังกะละมังหม้อ ถุงขยะ ทิชชู่ ร้อยแปดพันเก้า ต้องวิ่งหาเอง
    หยั่งกะมาขอเค้าทำงานงั้นแหละ นี่มันงานเอ็มบาสซี่นะยะ สถานทูตไทยเรียกชั้นมานะยะ
    สนใจชั้นหน่อยสิ ฮือๆๆๆ
     
    อ้อ แต่มีช่วงที่มาสนใจอย่างแรง คือตอนที่ร้านอาหารไทยเค้ามาสาธิตทำอาหารไทย
    ไม่เห็นมีมันผู้ใดจะบอกดิชั้นล่วงหน้าเลยว่าต้องแปลเวลาพ่อครัวทำด้วย
    เห็นเขียนมาในใบแจ้งว่าให้ไปช่วยแจกอาหารเฉยๆ ปีที่แล้วก็แจกอย่างเดียว
    แล้วจะรู้มั้ยเนี่ยว่าต้องมาเป็นล่ามสดๆ ดิชั้นหั่นลำไยกระป๋องให้เด็กชิมอยู่ดีๆ ก็มาลากตัวดิชั้นไป
    มือยังเปื้อนลำไยอยู่เลย ลากไปถึงที่สาธิตก็ส่งไมค์ให้ แล้วบอกให้พูดๆ ไปเถอะ
    อ้าว ตายอหิวาต์ ตายหัดเยอรมัน พูดไรล่ะพี่
    คนก็ยืนมองกันสลอน ระทึกนะเนี่ย ก็พูดมั่วๆ ตามที่พี่กุ๊กคนทำอาหารเค้าพูด ดำน้ำไปเยอะเชียว
    แต่ในโบร์ชัวร์ที่แจกมันก็มีสูตร มีวิธีทำอ่ะ จะให้เดี๊ยนพูดทำไมวะเนี่ย งงเป็นไก่ตาอักเสบ
     
    พอตอนรอแกงเดือด (ทำแกงเขียวหวาน กับสาคู เห็นทำทุกปีเลยอะ คนดูเบื่อกันมั้ยเนี่ย???)
    พี่กุ๊กก็บอกให้พูดอะไรก็ได้น้อง เอนเตอร์เทนคนดู อย่าปล่อยให้เงียบ
    ว้าย ตายหอมตายกระเทียม ตายกะทิสด นี่นอกจากหนูจะต้องเป็นล่ามโดยไม่ได้ค่าจ้างแล้ว
    ยังต้องเป็น MC อีกด้วยเรอะเนี่ย เสื้อผ้าหน้าผมก็ไม่ได้จัดการมา มันจะดีหรอพี่??
    ดีนะมันไม่ได้อยู่ใกล้บ้านมาก (ห่างไประยะนั่งรถไฟครึ่งชม.) ไม่งั้นไม่กล้าไปเดินซื้อของเป็นปีชัวร์
     
     
    แต่โดยรวมงานนี้ก็สนุกดี มันงานสบายอะนะ ยิ้มๆ แย้มๆ คะๆ ขาๆ กินนี่สิคะ กินนั่นสิคะ ไม่ยาก
    ก็ดีกว่างานล่ามทั่วไปนั่นแหละ ไม่ต้องใช้สมองมากดี
    ไปทำกับพี่เอด้วย เลยได้เมาท์กันเพลิน ไม่น่าเบื่อ ไม่กดดันดี 555+
    (ตามประสาคนกรุ๊ปบีด้วยกัน เนอะพีเอเนอะ 555)
     
    พูดถึงงานล่าม
    ยังไม่ได้เขียนบ่นงานล่ามเมื่อเดือนที่แล้วสินะ ช็อกโลกมากๆ คือไปแปลให้คณะที่มาจากกทม.
    กับกรมต่างๆ กรมประปา กรมผังเมือง กรมอะไรต่ออะไรก็ไม่รู้ มากันห้าสิบคนได้ บัสคันนึงเลย
    ไปดูงานที่เทศบาลโอซาก้า เรื่องการวางผังเมืองและบำบัดน้ำเสีย มีปลัดกทม. มาด้วย
    จริงๆ มีไกด์มากับกรุ๊ปทัวร์อยู่แล้ว แต่วันที่มาดูงานนี้ต้องแยกเป็นสองกลุ่ม
    ที่ DEP (กรมส่งเสริมการส่งออก) โตเกียว เลยหาตัวคนที่คันไซมาเป็นล่ามให้อีกกลุ่มด้วย
    หวยมาออกที่เราพอดี (ได้ไงไม่รู้ งง) เงินดีเชียว ครึ่งวันสองหมื่นสาม
    เอะใจว่ามันต้องยากแน่เลย แต่โทรไปคุยกับคนรับผิดชอบ เค้าก็บอกไม่ยาก
    คิดว่าไม่มีเอกสารให้ดูล่วงหน้า เป็นการนำชมวิธีปฏิบัติงานทั่วไป ฯลฯ
     
    ก็ใจชื้นขึ้น แต่ที่ไหนได้ ไปเจอวันจริง มันเป็นงานล่ามที่นรกแตกที่สุดในชีวิตเลย
    คือต้องไปแปลการพรีเซนต์ของเจ้าหน้าที่ในเทศบาล เรื่องการบำบัดน้ำเสีย
    เอกสารอะไรในมือก็ไม่มี แปลสดๆ พร้อมกับพาวเวอร์พอยน์กันเลยทีเดียว
    แล้วศัพท์เฉพาะทางเป็นหมื่นได้ จะตรัสรู้ได้เองโดยชอบมั้ยเนี่ยชั้น ไหนว่าไม่ยากไง บ้าไปแล้ว
    ดีที่เป็นการแปลจากยี่ปุ่นเป็นไทย คือพอฟังเข้าใจก็อธิบายได้เลย อาจจะติดขัดบ้าง
    แต่ก็คิดว่ายังดีกว่าการแปลจากไทยเป็นยี่ปุ่น อันนั้นถ้าไม่เตรียมตัว ขอตายดีกว่า เสียชื่อหมด
     
    ยืนแปลขาแข็งอยู่สามชม. ตอนหลังๆ พอคณะคนไทยเริ่มป้อนคำถาม เราก็เลยเริ่มจับศัพท์ได้
    เช่นคำว่า บ่อบำบัดน้ำเสีย โรงสูบน้ำ การใช้เรดาห์ตรวจจับ ฯลฯ ปกติคงคิดเองไม่ได้อะนะ
    แต่พอได้ยินแล้วเลยเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ เอามาใช้แปล เลยคล่องปากขึ้นมาก
    เอาตัวรอดไปได้งานนึง (แต่ไม่รู้จะโดนเคลมอะไรป่าวนะ เหอๆๆๆๆ)
    แต่ต้องบันทึกเป็นประวัติส่วนตัวเอาไว้เลยว่าเป็นงานที่ลำบากที่สุดในชีวิตเลยเชียว
    นี่ยังดีนะค่าตอบแทนมันเลยสูงมากๆ นี่ถ้าเป็นเรทโอซาก้า คงได้ราวๆ หมื่นนึง
    ถ้าเป็นอย่างนั้นนี่โกรธจริงๆ ด้วย >__<
     
    เอ.. นี่เราเก็บกดเหมือนกันนะเนี่ย 555+
     
     
    แต่งานให้ชิมของคาร์ฟูร์นี่ก็ต้องใช้ความอดทนไม่แพ้กันเหมือนกันนะ
    ในการที่จะอธิบายซ้ำๆ ซากๆ ว่าสิ่งที่ท่านกินอยู่เนี่ย ไม่ใช่ลิ้นจี่ๆๆๆๆๆๆ
    คือคนที่นี่จะรู้จักแต่ลิ้นจี่ เพราะมันมีในอาหารจีนนั่นเอง
    ทีนี้พอเราเปิดกระป๋อง เงาะ ลำไย ให้ชิม คนพวกนี้เห็นหน้าตาแล้วก็พูดกันทุกคน ร้อยละร้อย
    อย่างมั่นใจที่สุดในโลกเลยว่า "ลิ้นจี่นี่นา"
    โหย อะไรทำให้พี่มั่นใจกันขนาดนั้นคะ ข้างกระป๋องมันก็เขียนชัดเจนนะคะ ว่า
    ''Rambutan'' ''Langan'' เอาลิ้นจี่มาจากไหนกันคะเนี่ย?
     
    (พยายามเข้าใจ ถ้าคนไทยเห็นชุดยูกะตะ ครั้งแรกก็คงเรียกอย่างมั่นใจว่า กิโมโน เหมือนกัน) 
     
    เราก็ต้องยิ้มหวาน บอกว่าไม่ช้าย ไม่ช่าย ค่ะ นี่ผลไม้ไทย เรียกว่าๆๆๆ งี้ๆๆๆ
    กินคล้ายๆ ลิ้นจี่แหละค่ะ แต่ไม่มีกลิ่นลิ้นจี่นะคะ ฯลฯ ตามน้ำไป
    พูดวันนึงน่าจะตกพันกว่ารอบได้ กลับมาแทบจะนอนละเมอเป็นประโยคนี้แล้ว
    ยังอุตส่าห์มีคนสงสัยอีกว่าเงาะกับลำไยนี่มันรสชาติต่างกันยังไง
    โห ตอบยากอ่ะ เราคนไทย ถ้ามีคนมาถามอย่างงี้ อธิบายออกกันมะ???
    อยากย้อนถาม พี่คะ แล้วซากุรัมโบะกับอเมริกันเชอรี่กินต่างกันยังไงคะ
    แล้วปองกังกับเดโคะปองละคะ? แล้วสึดะจิกับไลม์ละคะ?
    พี่ตอบได้หนูให้ลำไยกับเงาะไปเลยฟรีๆ ค่ะ
    พี่จะรู้ไปทำแมวน้ำอะไรกันเนี่ยยยยยย
    ถึงบอกไปพี่จะเก็ตกันหรออออ ห๊าาาา???
    (คิดในใจนะฮะ ภายนอกก็ยิ้มหวาน อธิบายแบบแบ๊วๆ ไป แต่ส่งสายตาพิฆาตหน่อยๆ)
     
    แต่ก็ขายดีนะ เค้าติดใจรสชาติกัน คือจะเห็นได้ชัดเลยว่าเค้าไม่รู้จักมันหรอก
    คือถ้าไม่ได้ชิมก็จะเดินผ่านไปเลย แต่ถ้าได้ชิมแล้วร้อยละ 70 (โดยประมาณ) จะซื้อ
    (หรือซื้อเพราะเกรงใจคนให้ชิมก็ไม่รู้ สายตาขณะรอรีแอคชั่นลูกค้านี่แผดเผาเอาเรื่องอยู่ 555+)
    สาขานี้ลูกค้าดูเป็นคนเมือง ไม่ค่อยตื่นเต้นอะไรมาก ดูแบบเฉยๆ ยิ้มๆ รู้จักประเทศไทยดีใช้ได้
    สาขาปีที่แล้วมันบ้านน้อกกกก คนนี่แบบ บางคนไม่รู้จักประเทศไทย
    ให้ชิมต้มยำกุ้งแล้วบอกเหมือนอาหารเกาหลี แม๊ๆๆๆ เด๋วปั๊ดเหนี่ยวเลย..
    แต่เพราะเค้าไม่รู้จัก เลยออกจะดูตื่นเต้น และต้อนรับมากกว่าสาขาปีนี้ ที่แอบดูเย็นชาไปนิ้ดส์
     
    แต่โดยรวมก็ดีนะ ชอบงานนี้แหละ เป็นพวกชอบเผยแพร่วัฒนธรรมอยู่แล้น 5555+
    (โดยไม่สามารถไปทำอะไรอันแสดงถึงวัฒนธรรมอย่างพวกฟ้อนรำได้ จึงต้องใช้การเมาท์แทน 55)
     
    ตอนเย็นวันเกิด (วันอาทิตย์) กลับมาสอนต่ออีกตังหาก 555+
    เพราะนักเรียนจะไปไทยวันรุ่งขึ้น เลยถูกบังคับกลายๆ ให้สอน เป็นการเตรียมตัวก่อนไป
    ใครที่เรียนกะเราในวันเกิดนี่เปนคนดีทุกคนเลยเนอะ ได้ช่อดอกไม้มาสี่ปีซ้อนแล้ว น่ารักจริง
    (คนละคนกันหมดเลยด้วยนะน่ะ ดอกไม้ไม่ซ้ำกันเรย ว้าววว)
    เมื่อวันศุกร์ก็มีนักเรียนคนนึงหาหนังสือพิมพ์ในวันเกิดเราจริงๆ มาให้
    คือฉบับเมื่อ 25 ปีที่แล้วจริงๆ เลยน่ะ เค้าไปหามาจากห้องสมุด ถ่ายเอกสารจากฟิล์มมาให้
    เกือบตื่นเต้นเลยเชียว ถ้าเดียวมันจะไม่เคยทำให้เรามาแล้วตอนอยู่ม.ปลายอะนะ แหะๆๆๆ
     
    ปีนี้ไม่ได้ไปฉลองที่ไหน แต่แวะซื้อสิ่งอันอยากรับทานมานาน แต่อดใจไว้ในวันพิเศษ
    (ไม่ค่อยจะโรคจิตเลยเนอะ)
    พวกของดีๆ งามๆ แพงๆ อะ ชอบซื้อให้ตัวเองในวันเกิด จะทำให้ไม่เกิดความรู้สึกผิดดี
    คือจะไม่รู้สึกว่าตัวเองฟุ่มเฟือยไง แต่จะรู้สึกว่าเป็นการให้รางวัลตัวเอง เป็นของขวัญมากกว่า
    เลยได้กินเชอรี่แบบผู้ดีๆ หวานกรอบหอมอร่อย (ร้อยกรัมห้าร้อยเยน โอ้แม่เจ้า) เฉพาะวันนี้แหละ
    ปกติกินแบบร้อยกรัม 150 เยน 555+
     
    โห ย้อนกลับไปอ่าน นี่ท่าจะเก็บกดจริงๆ มันยาวเลยนะเนี่ย
    ว่าจะเขียนถึงวันเกิดนิดเดียว พล่ามมาหลายหน้าเชียว อะไรกันเนี่ย
    นอนๆๆๆๆ
     
    คำเตือน
    ช่วงนี้ใครอย่ามาพูดคำว่า 25 ให้ได้ยินบ่อยนักนะ อาจจะโดนกัดได้
    น้ำลายเป็นพิษด้วย
    แฮ่ๆๆๆๆ
     
     
    8/05/2007

    Golden Week 2007

     
    วันหยุด มีไว้หยุด ไม่ได้มีไว้ตะเกียกตะกายไปลำบากลำบนนอกบ้าน
    (จริงแมะ)
     
    ฉะนั้นวันหยุดปีนี้ 7 วันเต็มๆ แมวมาที่นี่ ก็เลยไม่วางแผนไปไหนไกลๆ ลำบากๆ กันอย่างที่เคย
    แต่นั่งๆ นอนๆ ใช้ชีวิตกันได้ชิวๆ หนืดๆ อย่างมากกกก
    เน็ตแทบไม่เล่น ปิดโทรสับ(เปิดเป็นบางช่วง เพื่อธุรกิจ 555+) ไม่พบไม่เจอผู้คนเลย
    สอนเสินหยุดหมด 7 วันนี้สอนไปคาบเดียวเอง มหัศจรรย์อย่างมากทีเดียว
     
     
    วงจรชีวิตแบบชิวๆ ที่ว่า มีดังนี้
    เช้าตื่นเที่ยง แต่งตัวกันสุดริด บ่ายโมงกว่าออกจากบ้าน ไปเดินในเมืองโกเบบ้างโอซาก้าบ้าง
    หาข้าวกินในร้านประจำ สวยๆ เก๋ๆ เน้นแนวเอสนิก (เวียด ไทย เกา นี่สุดโปรดเลย)
    กินเสร็จเดินเที่ยว ดูของ ไม่ค่อยได้ซื้อหรอก กลัวแรดไปกว่านี้
    (เพราะที่แต่งกันอยู่ก็แรดเกินบุคลิกไปมากแล้ว)
    แต่ก็ได้มาเยอะเหมือนกัน เครื่องสำอางกองเต็มบ้านไปหมดแล้ว
    โดยเฉพาะอายแชโดว์กับเฟซคัลเลอร์ สีสปริงและซัมเมอร์ แต่งได้หลากหลาย สนุกดี
    เด๋วนี้โบ๊ะที ตอนเย็นกลับมาเช็ดออก เกือบเป็นลม มันหนาหนักและหลากสีจริงๆ โยม
    มีอยู่วันนึงแต่งเสร็จ แมวมันชม(หรือด่า?)ว่าเหมือน ギャル โคดๆ
    แต่บอกว่าเจ๋งนะเนี่ย เพราะคนยี่ปุ่นที่เป็นแนวนี้โดยกำเนิดไม่ค่อยมี
    แปลว่าไรวะเนี่ย????
     
     
    เดินได้ซักพักก็เข้าคาเฟ่ หากาแฟกับเค้กกิน ทั้งที่ยังอิ่มๆ ไม่หายหรอก แต่มันอยาก แหะๆ
    นั่งบั๊กบ้าง เนสกาแฟบ้าง ร้านคาเฟ่น่ารักๆ ตามแบบโกเบๆ บ้าง แล้วแต่วัน
    แมวนั่งอ่านหนังสือ เตรียมทำชีทกลับไปพรีเซนต์เซมิ ส่วนเราอ่านนิยาย
    日曜日のアイスクリームが溶けるまで จบไปหนึ่งเล่ม
    และเขียนอะไรเรื่อยเปื่อยบ้าง
    บอกแล้ว ชีวิตมันชิวๆๆๆ จริงๆ นะเออ
     
    พอค่ำๆ หน่อย ยังไม่หายอิ่มกาแฟและเค้ก ก็ออกหาข้าวเย็นกินกันแล้ว
    ดินเนอร์ร้านเก๋ๆ ก็พอมี แต่ส่วนมากจะเป็นบุฟเฟ่ต์แบบตะกละๆ ซะมากกว่า 555+
    บางวันก็กลับมาทำกินที่บ้าน กับบางวันก็ดูหนังรอบดึกต่อ กลับบ้านแบบชิวๆ ไม่ต้องรีบ
    เพราะมันใกล้บ้านมากเลยทีเดียว อิอิ
     
    กลับมานั่งหนืดกันอีกระยะ เป็นระยะพอส แมวหลับ เรานั่งอ่านพันทิพ ปรองดองกันดี 55
    ก่อนจะลุกไปอาบน้ำตอนตี 1 ตี 2 แล้วมานอนดูหนังบ้าง ละครบ้าง นอนคุยกันบ้าง
    แล้วหลับไปเมื่อฟ้าใกล้สาง..
     
    โคตรวงจรอุบาทว์เลยอ่ะ เหอะๆๆๆ
    7 วันผ่านไป ไม่ได้ไปไหนเป็นชิ้นเป็นอันเลย วนอยู่แถวเนี้ย ดีเจงๆ..
    เพิ่งมาเสียดายเอาวันเนี้ย นั่งรถไฟไปส่งแมวที่ไมบะระ รู้สึกฟ้าใส๊ใส อากาศก็ดี๊ดี
    ดอกไม้ก็บานกันสีสันสดใสเต็มทุ่งไปหมด เริ่มอยากเที่ยวขึ้นมาทั้งสองคน
    เหมือนวิญญาณการเดินทางเพิ่งกลับเข้าร่าง หลังจากจำศีลอย่างสงบมา 7 วันเต็ม
    แต่ทำไงได้ สายไปแล้วนี่ วันนี้วันสุดท้ายของวันหยุดพอดีเลย
    เอาไว้หน้าร้อน กับออทั่มก็แล้วกัน มีอีกสองแปลนเตรียมไว้แล้น หุหุ
     
    พรุ่งนี้ต้องกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงกันแล้วละ
     
    ไม่มีรูปที่ไปเที่ยวมา มาลงเหมือนทุกฮอลิเดย์
    ฉะนั้นฮอลิเดย์นี้ เอาติ๊กเก้อแปะแทนละกัน หุหุ
    ช่วงนี้แมวมันหล่อโนะ มีแต่คนชม
    แต่ม่ะเห็นมีใครชมเราเลย งือๆๆๆๆ 
    (แปลว่าฉวยเป็นปกติอยู่แร้วใช่ป่าว กร๊ากกกกกก กล้าพูดดดดด)
     
    บางทีได้ทำอะไรไร้สาระ แบบไม่มีกฏเกณฑ์และวินัยบังคับ มันก็ทำให้รู้สึกดีเหมือนกันนะ
     
    เป็นโกลเด้นวีคที่โกลเด้น จริงๆ
    (ยังไม่นับหงส์ที่เข้ารอบชิงยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกส์อย่างสวยงามแกมหวาดเสียว อีกตังหาก โฮะๆๆ)
     
     
    20/03/2007

    พ่อ : 1 ปี ปัตตานี และโจรใต้

     
    ยังไม่หายหวัดดี จริงๆ ควรจะไปนอนได้แล้ว แต่รู้ว่าคงนอนไม่หลับแน่ๆ..
     
    วันนี้คุยกับพ่อ พ่อกลับมาจากปัตตานี เรากำลังดีใจเลยว่า มันครบกำหนด 1 ปีแล้ว พ่อจะได้กลับมาอยู่บ้านซะที  แล้วพ่อบอกว่าจะมาหาเราตอนสิ้นเดือนเมษาด้วย เพราะอยากไปฮอกไกโด..
     
    แล้ววันนี้พ่อก็บอกว่า คงไม่ได้ไปยี่ปุ่นแล้วละปีนี้ พ่อคงต้องอยู่ต่อ..
     
    เหมือนฟ้าผ่าเลย เรานับวันมาเป็นปีนะ ตอนแรกพ่อบอกจะไปอยู่แค่ 6 เดือน เราก็อดทนนับไปจนครบ 6 เดือน แล้วก็กลายเป็น 1 ปี เราก็อดทนนับต่อมาอีกปี แล้วนี่อะไร.. จะต้องยาวออกไปอีกกี่ปี... พ่อก็บอกยังไม่รู้เหมือนกัน..
     
    ทำไมต้องเป็นพ่อเราด้วย..? เราว่าคำถามนี้ใครอีกหลายๆ คนก็คงอยากถามเหมือนกัน เพราะก็ไม่ใช่พ่อเราคนเดียว แต่มีทหาร ตำรวจ อีกหลายสิบเหล่า หลายร้อยหลายพันนาย ที่ได้รับคำสั่งให้ไปประจำแถวนั้น มันเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ หรือมีก็คำตอบสั้นๆ "นายสั่ง"
     
    มันก็คงจะพอทำใจได้ง่ายกว่านี้ ถ้าพ่อเราจะอยู่เหล่าทหารราบ ตำรวจตระเวนชายแดน ทหารสื่อสาร อะไรที่ดูจะจำเป็นกับสภาวการณ์แถวนั้น แต่นี่พ่อเราเป็นทหารเหล่า ปืนใหญ่ ย้ำอีกที ปืนใหญ่ ส่งไปทำไมเนี่ย???? งงมั้ย.. อืม.. เราก็งง แต่ท่าทางพ่อไม่งงนะ
     
     
    หน้าที่ของพ่อก็คือ คุมกำลังหน่วยเครื่องบินเล็กตรวจเรดาห์(โดยฐานะเทียบเท่าผู้การกรม) งงอีกใช่มะ.. คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้.. เครื่องบินลำเล็กๆ บังคับวิทยุ(จริงๆ นะ เคยเห็นของจริงแล้ว เหมือนของเด็กเล่นอ่ะ) นี้ติดเรดาห์สำหรับตรวจจับข้อมูลทางการทหารไว้ พ่อก็มีหน้าที่คุมทหารที่บังคับไอ้เครื่องนี่แหละ.. 
     
    โอเคเข้าใจ ไม่ด่าก็ได้ว่าทำไมต้องส่งนายพันเอกไปด้วย ส่งร้อยเอกไปเครื่องมันจะตกหรอ? ก็หน่วยงานระดับกรม(คืออยู่เหนือกองพัน) ก็ต้องมีผู้บังคับบัญชาเป็นพันเอกสิ พ่อบอกขำๆ ว่า อยู่ลพบุรียังไม่ได้เป็นผู้การ ไปเป็นผู้การที่ปัตตานีก็ได้.. โห.. ยังมีอารมณ์ขันเนอะ..
     
    โอเค.. เป็นเกียรติอย่างยิ่งเลย(ประชด) แต่ที่สงสัย.. ทั้งกองพลทหารปืนใหญ่ค่ายพิบูลสงคราม ลพบุรีเนี่ย มันมีพันเอกอยู่คนเดียวใช่มั้ย????? พันเอกคนนี้ถึงต้องไปอยู่แบบไม่มีกำหนดอย่างนี้.. ถามพ่อ พ่อขำ แล้วบอก พันเอกเฉยๆ มันก็เยอะ แต่พันเอกพิเศษมันไม่ค่อยมี (สำหรับคนอยู่นอกแวดวงทหาร พันเอกพิเศษคือสูงกว่าพันเอกจิ๊ดนึงอะ ประมาณรอเป็นนายพล แต่รอแบบไม่มีกำหนดนะ) พันเอกเฉยๆ เป็นผู้การไม่ได้หรอก..
     
    อ้าว.. แล้วพันเอกพิเศษคนอื่นๆ ล่ะ.. พ่อบอก ก็มีแต่พวก "ฝักใฝ่ฝ่ายใด" ผบ.เค้าจะส่งไปได้ไง ถ้าส่งเด็กตัวเองไป ก็จะโดนครหาได้ว่า ส่งพรรคพวกไปยักยอก เอาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเอง แต่ถ้าส่งเด็กฝ่ายตรงข้ามไป(คือกองพลนี้เค้ามีคานอำนาจกันอยู่ ขั้วอำนาจสองฝ่ายก็หง่อมๆ กันแล้ว เมื่อไหร่จะตายๆ กันให้หมดก็ไม่รู้ เซ็งชิบ) ผลประโยชน์ก็เข้ากระเป๋าเหมือนกัน แต่เป็นเข้ากระเป๋าคนอื่น.. น่าน..
     
     
    แล้วหวยมันก็มาออกที่ "พวกไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด" อย่างบิดาข้าพเจ้านี่ไง.. เพราะไปอยู่มาปีนึง.. ไม่เห็นจะได้อะไรเข้ากระเป๋าเลย มีแต่ควักออก เพราะกลับจากใต้ที คุณหญิงคุณนายของท่านๆ ทั้งหลายก็ฝากซื้อสะบั้นหั่นแหลก (ฝากซื้อ แปลว่า ซื้อมาให้หน่อย เงินไม่ต้องใช่มั้ยคะคุณน้อง แหมๆๆ พี่ละเกรงใจ๊เกรงใจ บลา บลา บลา) ฝากกระทั่งลูกหยี ปริงเกิ้ลกระป๋อง เอากะเค้าสิ ขอให้กินให้คลอเรสเตอรอลขึ้น ไขมันอุดตันเส้นเลือด ซี้ม่องเท่งกันไวๆ นะคะ เวลากลับไปขี้เกียจไหว้เต็มทีแล้ว เสียดายมือ
     
     
    แต่ก็มีคนที่เค้าอยากไปอยู่นะ ก็มันผลประโยชน์ทั้งนั้น ขึ้นชื่อว่า ผู้การ ผู้พัน ผู้บัญชาการ อะไรที่ใหญ่ที่สุดในกรมกองนั้นน่ะ เป็นผู้ดูแลงบประมาณทั้งหมดนี่นา.. เบี้ยเลี้ยงลูกน้อง สวัสดิการซ่อมบำรุง อะไรต่อมิอะไร รับทีเป็นแสน ฟังจำนวนเงินแล้วหน้ามืด อยากให้วิญญาณนักการเมืองเข้าสิงพ่อกะทันหัน จะได้โลภๆ ขึ้นมาบ้าง
     
    คนที่อยากไป เค้าทำบัตรสนเท่ห์ว่าพ่อเราว่ายักยอกด้วย พ่อขำมาก บอกดีเหมือนกัน ถ้าโดนสอบ จะได้กลับๆ บ้านซะที แต่ก็ไม่มีการสอบอะไรทั้งสิ้น เพราะยังไงผบ.เค้าก็ไม่ให้พ่อกลับ และคนเค้าก็รู้กันทั่วว่าบัตรสนเท่ห์นั้นใครทำขึ้นมา ทำทั้งที ให้มันมีชั้นเชิงกว่านี้หน่อยก็ไม่ได้ ทำเป็นตัวโกงในละครหลังข่าวไปได้ ไม่ไหวๆ อ่อนมาก..
     
    อีตาคนเดียวกันนี้ เวลาเจอแม่เราในงานเลี้ยงนายทหารและแม่บ้านของกองพล ก็ชอบบรรยายความโหดร้ายน่ากลัว แบบสุดจะพรรณาให้แม่เราฟัง โหพี่เนี่ยตอนผมไปมานะ ยิงหัวกันทุกวัน ตัดคอ เคยมีเลือดพุ่งเปรอะรถผมมาด้วย ไหนจะระเบิด สะเก็ดระเบิดงี้เต็มถนนเลยครับพี่ โหดเหี้ยมมาก ให้ผมกลับไปอีกผมก็ไม่ไปนะเนี่ย พี่ไม่เป็นห่วงพี่ผู้ชายหรอครับ.. 
     
    ต๊าย สะตอบอแหลมากเลยอ่ะ
     
    อ้อ ลืมบอก ตานี่เคยไปอยู่มาสองปีก่อนพ่อเราไป และ "อยู่" จนออกรถได้เป็นคันเลยทีเดียว พาลูกพาเต้าอาอี้อาอึ้ม ไปทัวร์ตปท.กันเป็นที่ครึกครื้น (ไม่จริ๊ง เค้าบอกเค้าถูกหวยมา เลยรวย) แล้วพอผบ.คนนี้ขึ้นมาแทนคนเก่า ตานี่ก็เลยหมดที่พึ่ง โดนดึงกลับมาดองไว้ ไม่ได้เกิดอีกเลย ฮาาาา..
     
     
    แต่พ่อก็บอกว่าที่พ่ออยู่มันปลอดภัย มันค่ายทหาร มีการตรวจตราแน่นหนา ใครเข้ามาไม่ได้หรอก และพ่อก็ไม่ออกไปไหน เวลากลับจากกท. ก็นั่งเครื่องบินลำเลียงของทอ.(ซึ่งเราว่ามันโคตรน่ากลัวเลยอ่ะ) ไปลงในค่าย นั่งรถเข้าบ้านพัก แค่นั้น ไม่ได้ออกมาข้างนอก ข้าวปลาอาหาร ขาดเหลืออะไรให้ลูกน้องไปซื้อ พ่อไม่ไปไหนทั้งนั้น (แต่แม่บอกไม่เชื่อ โทรไปทีไรเสียงร้องคาราโอเกะทุกที 555+)
     
    จ่าพลขับของพ่อเรา คนที่เคยขับรถรับส่งเราเรียนพิเศษสมัยม.ต้น ตอนนี้ก็ตามไปเป็นพลขับให้พ่อที่โน่นด้วย กลับไปไทยครั้งก่อนเราได้เจอ จ่าเค้ามาอวดเรายิ้มๆ ว่า เด๋วนี้ขับรถให้เสธฯ(พ่อเรา)ผมพกปืนทีละสองกระบอก กับระเบิดอีกสองลูกเชียวนะ เราฟังแล้วก็ เหวอเอ๋อออ.. นี่เค้าลำบากกว่าพ่อเราอีกเนอะ คือเค้ามีหน้าที่คุ้มกันพ่อเราน่ะเอง.. และพ่อก็ไม่ค่อยได้อยู่ให้คุ้มกันหรอก เพราะไม่ออกไปไหน(เชื่อฟังลูก) จ่าเค้าก็ต้องเสี่ยงออกไปแทนทุกครั้ง..
     
    แล้วถามว่าปืนสองกระบอก กะระเบิดสองลูกที่ว่านี่.. เอาเข้าจริง.. มันช่วยชีวิตใครได้แน่ๆ หรือเปล่า..
     
    มีใครกล้าตอบเต็มปากว่า"ได้" มั้ย.. ก็ไม่มี... 
     
    แล้วโจรใต้เด๋วนี้ (ไม่อยากเรียกว่าโจรเลยอ่ะ โจรมันเป็นคนหนิ ไม่อยากยกย่องถึงขนาดนั้น จะเรียกว่าสัตว์ก็สงสารสัตว์ เพราะสัตว์อะไรก็ไม่เลวเท่าไอ้เวรพวกนี้) มันทำอะไรก็ได้แล้ว.. มันไม่กลัวอะไรอีกแล้ว.. ล่าสุดทหารไปกวาดล้างรังมัน จับผู้ต้องสงสัยมาสอบสวน มันก็เอาคืน แต่ตอบโต้ทหารตำรวจไม่ได้ (มันก็กลัวตายเหมือนกันนี่หว่า) ก็เลยตอบโต้ทางชาวบ้านตาดำๆ นี่แหละ
     
     
    อาทิตย์ที่แล้วนี่เองที่เราอ่านข่าว ดักยิงรถตู้โดยสาร ที่จ.ยะลา ในรถคันนั้น มีเด็กผู้หญิงม.ต้น คนนึง เรียนเก่งมาก พ่อเลยจะพาไปสมัครเรียนต่อที่โรงเรียนในเมือง นั่งรถตู้เที่ยวเช้าสุดไปด้วยกัน ระหว่างทางมีต้นไม้ล้มขวางอยู่ คนขับถอยหลังกลับไม่ทัน พวกโอปาติกะมันระดมยิงจนรถยางแตก ไปไหนไม่ได้ แล้วเปิดเข้ามาในรถ เอาปืนจ่อยิงหัวทีละคนๆ จนหมดคันรถ เหลือแต่คนขับที่รอดเพราะแกล้งทำเป็นตาย เล่าว่า พ่อร้องขอชีวิตลูก มันก็ไม่ให้ ตอนพบศพ พ่อกับลูกกอดกันนอนตายอยู่..
     
    มันไม่ใช่คน.. หัวใจมันทำด้วยอะไร.. สิ่งมีชีวิตประเภทไหนกันที่สามารถฆ่าเผ่าพันธุ์เดียวกันทีละชีวิตๆ ต่อหน้าต่อตา โดยไม่สะทกสะท้านอะไรเลย..
     
    จะต้องมีคนตายอีกกี่คน.. ทำไมเราทำอะไรมันไม่ได้เลย..
     
    กี่เวบบอร์ด เข้าไปอ่าน ก็มีแต่ด่าทหาร ด่าตำรวจ ด่ารัฐบาล ว่าทำไมไม่ทำอะไรเลย ทำไมเชื่องช้า ดีแต่พูด ฯลฯ วันนี้เราก็บ่นกับพ่อ
     
    พ่อบอกว่า
     
    "คนอ่านข่าว เหมือนคนดูมวย เชียร์เพราะอยากให้ได้ดั่งใจ แต่รู้ไหมว่าคนชก มันเหนื่อย.."
     
     
    น้ำตาไหลเลย.. ร้องไห้ออกมาจนพ่อตกใจ (ปกติอยู่บ้านจะร้องเวลาทะเลาะกับแม่เท่านั้น ประมาณใช้น้ำตาทำให้แม่ยอมแพ้ 555) ใช่ เพราะเราก็เป็น "คนดูมวย" คนนึง แต่ตอนนี้ พ่อเรากำลัง "ชก" แล้วเรายังจะมีหน้าไปบ่นอีก พ่อชกไม่ดีเลย ทำไมไม่ก้านคอมันไปเลยล่ะ.. พูดออกไปเพราะอารมณ์โมโหจากการอ่านข่าว ทั้งที่ตัวเองไม่เคยรู้อะไรมากไปกว่าข่าวที่ผ่านสื่อ ไม่เคยไปยืนตรงนั้น บนเวทีการ "ชก" อย่างที่พ่อยืน
     
    พ่อปล่อยให้เราร้องอย่างงงๆ อยู่พักใหญ่ (คงงงจริงๆ ประมาณลูกเรากลับไปเป็นวัยรุ่น เซนซิทีฟขึ้นมาอีกแล้วหรอ กลุ้มเลยนะน่ะ) แล้วก็บอกว่า ไม่ว่าจะรัฐบาล ทหาร ตำรวจ ทุกฝ่ายกำลังพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดทั้งนั้นแหละ แต่ปัญหาที่มีมันฝังรากลึกมานาน ไม่ใช่จะไปจับมายิงเป้ากันให้หมดจังหวัดแล้วจะจบง่ายๆ เหมือนที่พวกเอาแต่ด่าชอบด่าไม่รู้จักจบสิ้น
     
    ลองนึกดูสิ ถ้าฝ่ายเราไปยิงมันตายมากหน่อย มีเหรอ ที่พวกองค์กรสิทธิมนุษยชนกะโหลกกะลาทั้งหลาย จะไม่ออกมาเรียกร้องรณรงค์สันติภาพกันให้วุ่นวายไปทั้งโลก (อยากให้ยกวงศ์ตระกูลพวกปากดีๆ พวกนี้ไปอยู่แถวนั้นจัง ถ้าพ่อแม่พี่น้องมันโดนยิงหัวขึ้นมาเมื่อไหร่ คงไม่อยากได้แล้วมั้ง สันติภาพ)
     
    "การค่อยๆ กวาดล้าง อาจจะจับมันยากหน่อย ช้าหน่อย แต่นี่คือวิธีที่ดีที่สุดที่กองทัพทำได้จริง ไม่ใช่วิธีในอุดมคติ ที่ไม่มีวันทำได้" พ่อปลอบเราต่อ (ใครมันควรจะปลอบใครกันแน่เนี่ย) ก็ในเมื่อชาวบ้านไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ให้เบาะแส ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น แล้วจะไปจับมือใครดม? มันก็ต้องค่อยๆ แกะรอย ตามไปเรื่อยๆ อย่างนี้แหละ..
     
    "ทำไมไอ้พวกนี้มันโหดกันจัง" คำถามนี้เราถามเป็นรอบที่แปดร้อยสิบสี่
     
    "เด็กพวกนี้พอเกิดมา กองกำลังมันก็สอนให้รบ สอนให้ทำลายล้าง ให้ข้าวกินพร้อมยาเสพติด แล้วสั่งให้ไปทำงาน ให้ฆ่าตามออเดอร์ ถ้าไม่ทำ ก็ไม่ได้ยา ฉะนั้นมันก็ต้องทำ มันไม่รู้สึกหรอกว่าสิ่งที่มันทำไม่ดี มันกำลังฆ่าคน มันรู้แต่ว่ามันกำลังทำงาน และถ้าทำเสร็จ มันจะอิ่ม มันจะหายทรมาน.." พ่อก็ตอบแบบนี้มาทั้งแปดร้อยสิบสี่ครั้งเหมือนกัน ไม่เบื่อหรือไงไม่รู้..
     
    "แล้วจะต้องมีคนตายอีกเท่าไหร่.." ถามกับลมกับแล้ง และพ่อก็ไม่มีคำตอบให้ แค่บอกเหมือนๆ ทุกครั้งว่า
     
    "นั่นแหละ งานของทหารละ"
     
     
    1 ปีที่นั่นกำลังจะผ่านไป พ่อบอกว่าพ่อมีความสุขดี ดูพุงพลุ้ยๆ นี่สิ หน้าก็ขาวเด้ง เพราะไม่ได้ออกไปโดนแดดเลย กินอยู่ก็อุดมสมบูรณ์ อยากได้อะไรก็มีคนซื้อมาให้ ไม่ต้องโดนแม่ใช้ไปจ่ายของที่บิ๊กซีตอนสิ้นเดือนด้วย
     
    เราก็พยายามจะเชื่อพ่อนะ (พุงกับหน้าพ่อ เป็นอย่างที่ว่าจริงๆ ฮาฮา) แต่แม่บอกว่า หลังๆ นี่โทรไป เสียงพ่อเหนื่อยๆ ทุกทีเลย.. ไม่เหมือนเวลาพ่อโทรมาเอง ที่พ่อคงพยายามทำเสียงให้ร่าเริง ไม่ให้แม่เป็นห่วงอะนะ..
     
    หนึ่งปีที่จะผ่านไป ทำให้เพิ่งรู้สึกขึ้นมาว่า พ่อเราแก่ลงไปอีกปีแล้วสินะ.. ตอนนี้ทั้งพ่อทั้งแม่ 51 กันแล้ว.. มันเร็วจริงๆ เลย.. จริงๆ วัยนี้มันเป็นวัยที่ควรจะได้อยู่สบายๆ ให้ลูกหาเลี้ยงแล้วรึเปล่านะ.. แล้วเรายังมัวทำอะไรอยู่เนี่ย เรียนไม่จบซะที ปล่อยให้พ่อแม่ลำบากอยู่อย่างนี้ได้ไง.. อยากบอกพ่อเหมือนกัน ถ้าต้องอยู่ต่อ พ่อลาออกเลยไม่ดีหรอ.. แต่ก็รู้ว่าพ่อไม่ยอมหรอก คนชอบทำงาน อยู่เฉยๆ คงหงุดหงิดพิลึกเลย..
     
    เฮ้อ
     
    นอกจากเรื่องความปลอดภัย เราเป็นห่วงสุขภาพจิตของทั้งพ่อทั้งแม่มากกว่า แม่ยังดี เพราะอยู่ใกล้บ้านคุณยาย เดินไปกินข้าวเย็นด้วยกันทุกวันได้ แต่ตอนกลางคืนก็ต้องกลับมาอยู่บ้านคนเดียวอยู่ดี ส่วนพ่อ อยู่คนเดียวตลอดเลยที่โน่นน่ะ.. แม่เคยบอก บ้านนี้แข็งแกร่งกันจริงๆ 3 คน อยู่ 3 ที่เลย ฟังแล้วน้ำตารื้นๆ ขึ้นมาซะงั้น..
     
    เมื่อไหร่ 3 คน จะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเหมือนเมื่อก่อนซะทีนะ.. แนนคงอีกไม่นานแล้ว.. แต่พ่อล่ะ.. ต้องเป็นเหยื่ออำนาจ.. เป็นเครื่องมือคานอำนาจของคนอีกสองสามคนต่อไปจนถึงเมื่อไหร่..
     
     
    ตอนที่พิมพ์นี่ก็ยังร้องไห้อยู่ แต่หยุดซะทีดีกว่า..
     
     
    พ่อสั่งไว้ว่า.. เอาไว้ร้องเวลาอ่านนิยายเถอะ.. พ่อยังไม่ได้ทิ้งนางเอกไปไหนซะหน่อย..
     
     
          
    16/03/2007

    White Day แบบป่วยๆ

     
    ไวท์เดย์ปีนี้อยู่คนเดียว.. ไม่ได้อยู่บ้านด้วย..
    ช็อคโกแล็ตจากแมวมาถึงตั้งแต่วันที่ 13 และเราก็ไม่อยู่บ้าน.. หนีเที่ยว
    โดนบ่นเล็กน้อย เพราะกว่าจะได้รับจริงๆ ก็วันที่ 15 แน่ะ..
     
    เป็นช็อคโกแล็ตแบบต้องแช่เย็นด้วย แมวเลยส่งเป็นคูลเมล์มา
    คนมาส่งเค้าคงเป็นห่วงเนอะ แบบมาสองวันแล้วหล่อนยังไม่อยู่อีก
    แล้วของที่ส่ง(ส่วนใหญ่คูลเมล์จะเป็นของสด)จะเน่าเสียมั้ยเนี่ย..
     
    แต่ได้รับแล้วปกติดี ยังไม่เน่าเสียหรือหมดอายุ แถมน่ากินทีเดียว
    แต่ว่า.. ยังกินไม่ได้อ่ะ เจ็บคอ
    ของหวานไม่ดีกับแบคทีเรียในคอ
     
    ยังกินไม่ได้ เอารูปมาแปะพลางๆ ละกัน
    กับอะไรสั้นๆ แต่ได้ใจ.. แบบที่มากับช็อกโกแล็ตนี้..
     
     
    'Cos you bring out the best in me
    Like no-one else can do
    That's why I'm by your side
    And that's why I love you

     
    ส่วนเรื่องเที่ยวเด๋วมาเขียนใหม่นะ ไปที่แปลกๆ มา 
    (จริงๆ ไม่แปลกหรอก แค่รู้สึกแปลกที่เราไม่เคยไปเฉยๆ.. แหะๆๆ)
    สองวัน นั่งรถผ่านทั้งสิ้น 9 จังหวัด อะไรกันเนี่ย..
    แต่ได้เที่ยวจริงๆ ทั้งหมดสามเมือง สามจังหวัดแค่นั้น
    รูปก็ยังไม่ได้เอาลงเลย ค้างไว้ตั้งแต่รูปอะตะมิแล้วสิเนี่ย..
     
     
    ตอนนี้ป่วยๆ เป็นไข้ ปวดหัว เจ็บคอ แต่ไม่มีน้ำมูกแต่อย่างใด
    เมื่อกลางวันวัดไข้ที่มหาลัย ได้ 39.7 องศา
    ที่ห้องพยาบาลแตกตื่นกันใหญ่เลย เพราะมีคลื่นไส้อาเจียนด้วย
    ประมาณเหมือนไวรัสที่ระบาดอยู่ตอนนี้
    ดีที่ท้องไม่เสีย ไม่งั้นโดนจับส่งรพ.แน่เลย
     
    แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นหนักอะไรนะ แค่ปวดหัวมากๆ กับเจ็บคอโคตรๆ แค่นั้น
    แต่ก็รู้สึกเหมือนกันว่า ไม่ได้ป่วยหนักๆ อย่างนี้มานานแล้ว
    ปกติไม่ค่อยเป็นหวัด ถึงเป็นก็ไอๆ จามๆ ไม่ค่อยมีไข้หรืออะไรที่น่าตกใจแบบนี้
     
    จริงๆ เราว่าป่วยครั้งนี้เป็นเพราะใช้ชีวิตทรหดมากกว่า
    รู้สึกป่วยๆ มาหลายวันแล้ว แต่ไม่ยอมกินยา เชื่อว่าแข็งแรงพอ
    คือจริงๆ เวลาไม่สบายเราไม่ค่อยกินยา ชอบให้ร่างกายรักษาตัวเอง
    แบบกินอาหารให้ครบ กินน้ำเยอะๆ นอนเยอะๆ อย่างนั้นมากกว่า
    แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้นอน ด้วยความอยากเที่ยว จึงเร่งทำงาน
    และพอไปเที่ยว ก็ไม่ได้นอนอีก เพราะมัวเมาท์ 555
    แต่ไม่เป็นไร เด๋วพักซักสองสามวันคงดีขึ้น ถ้าไม่มีเชื้ออะไรแปลกๆ นะ
     
    ส่วนไข้ที่สูง ก็คงเพราะอุณหภูมิร่างกายเรา(ซึ่งเป็นคนเมืองร้อน)สูงกว่าคนเมืองหนาวอยู่แล้วด้วย
    จริงๆ ไข้ 39 ที่เมืองไทย มันดูไม่สูงมากใช่ป่าว? ก็อุณหภูมิร่างกายคน เราเรียนกันมาว่า 37 หนิ
    แต่ที่นี่เรียนว่า 36 อะนะ.. 
     
    แมวก็ไม่สบาย เริ่มไม่สบายก่อนเราด้วย อาการคล้ายๆ กันนี่แหละ
    ไม่รู้เป็นโรคติดต่อทางเอ็มเอสเอ็นรึป่าวนิ..
     
     
    เอาแค่นี้ก่อน นี่รอเวลากินยาอยู่ พยายามรักษาตัวอย่างเคร่งครัด(แบบจิตๆ)
    โดยการกินยาลดไข้ทุก 4-6 ชม.
    ต้องตื่นมากินเรื่อยเลย เซ็งตรงนี้แหละ..
     
     
    ปล. เพลง Tsubomi เค้าออก MV มาแล้วละ (แต่ตัวซิงเกิ้ลจะออก 21มีค.)
    ชอบมากๆๆๆ คิดได้ยังไงกันเนี่ย.. สุดยอดดดด เสียดายตอนท้ายโดนตัดไปนิดนึง
    ไม่งั้นจะซึ้งกว่านี้..
    ดูได้ ที่นี่ ค่ะ
     
    ดูเอ็มวีแล้วยิ่งตอกย้ำอย่างรุนแรงว่า
    เราโคตรชอบเพลงนี้เลยอ่ะ..
     
    ไปนอนละ ถึงเวลากินยาแร้ว..
    (ฟังดูเหมือนคนไข้รพ.โรคจิตมะ ถึงเวลากินยา 555+)
     
     
    19/02/2007

    งาน เพลง หนังสือ เที่ยว

     
    ย่องมาอัพดึกๆ อย่างสบายอกสบายใจ
    เนื่องจากงานเสร็จเกือบหมดแร้วละ เย้
    มาอัพเดททีละหลายๆ อย่างในคราวเดียวเลยละกัน..
     
    งาน : ในที่สุดก็ ทเวอเงียสอมเร็จเฮย (ภาษาเขมรจากห้องหว้ากอ = ทำงานเสร็จแล้ว) เสร็จแย้วววว นั่งหลังขดหลังแข็งมาสามวันเลยเชียว ทีนี้ก็เหลือแต่เช็คข้อมูลบางตัวที่เหลือ กับเคลียร์แล็บ ล้างตู้สาหร่าย ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด มะรืนคงเหลือเวลาไปทำธุระเรื่องเบิกคืนภาษี กับอะไรอีกหลายๆ อย่างที่ไปรษณีย์ รวมทั้งต่อพาสปอร์ต.. ที่ยืดเยื้อมานานนนนนด้วย เบื่อเนอะ พาสปอร์ต official นี่อะ ต้องต่อทุกสองปีอ่ะ ประโยชน์ก็ไม่เห็นมีเลยนอกจากเร็วหน่อยเวลาผ่านตม. เข้าเมืองไทย (ซึ่งเอาเข้าจริง พาสปอร์ตไทยทั่วๆ ไป มันก็ไม่ได้ช้ากว่ากันเลยยยย) ยุ่งยากชะมัด นี่ป่านนี้ยังไม่มีอีพาสปอร์ตกะเค้าเลย เอาท์ซะไม่มี เฮ่อออ
     
     
    เพลง : เอาเพลงที่ชอบๆ มาลงไว้ในสเปซแล้วละ เพราะเปิดอยู่เพลงเดียว เบื่อเนอะ แล้วขี้เกียจเปลี่ยนบ่อยๆ ด้วย อีกอย่าง มีคุณเพื่อนหลายๆ คนชอบให้แนะนำเพลงยี่ปุ่น หรือให้ส่งให้ แนะนำหลายรอบเต็มทีแล้ว เลยเอามาลงไว้เลยละกัน ถ้าชอบก็ขอมาเลย มีลิงค์โหลดจากเวบได้ด้วย คือมันเป็นเพลงที่เราฝากไว้ในเวบโฮสต์อยู่แล้ว จะโหลดก็ได้ หรือคลิกฟังได้เลยก็ได้ (ถ้ามีวินโดว์มีเดียเพลเยอร์ และเวบมันไม่ล่มอยู่อะนะ) จะเข้าจากหน้าแรกก็ได้ หรือเข้าไป ที่นี่ ก็ได้
     
    ตอนนี้เอาลงไว้แต่เพลงยี่ปุ่นที่ชอบๆ เท่าที่นึกออกและมีอยู่ในโฮสต์ มีอีกเยอะอะที่ชอบ เด๋วจะทยอยลงเพิ่มละกัน ทั้งไทย ยี่ปุ่น ฝรั่งมังค่า เอาไว้มีเวลาก่อนนะจ๊ะ ส่วนใครฟังแล้วอยากได้คำแปล ความหมาย ก็มาขอได้อีก เพราะแปลเก็บไว้หลายเพลงเลยอ่ะ (จิตไปมะ) คือเวลาชอบแบบบ้าๆ คลั่งๆ สามารถทำได้ทุกอย่าง 555+
     
    แล้วมีใครรู้บ้างว่า.. นักร้องยี่ปุ่นที่เราชอบที่สุด (ไม่นับฟุกุยาม่านะ อันนั้นหลงรูป 55+) คือ GLAY ละ เอิ๊กๆๆๆ ใครชอบเหมือนกันมาเมาท์กันได้เรย เราชอบเกือบทุกเพลงจิงๆ (แต่ต้องเพลงก่อนปี 06 นะ) 
     
     
    หนังสือ : หนังสือล็อตล่าสุดที่สั่งไป มาถึงอย่างรวดเร็ว ว่าแต่จะเอาเวลาที่ไหนอ่านเนี่ย?? ได้ข่าวว่าของเก่ายังหมกไว้อีกสองเล่ม - -'' แต่คราวนี้ดูน่าอ่านทุกเล่มเลยอ่ะ ปกดูหวานๆ เท่ๆ สบายๆ (งงมะ) แนวเดียวกันยังไงไม่รู้ ใครอยากเห็นหน้าค่าตาหนังสือน่ารักๆ เหล่านี้ คลิกที่ชื่อหนังสือได้เลยจ้ะ (แล้วจะทึ่ง มันแนวเดียวกันจริงๆ นะเออ..)
     
    เล่มแรกเลย ความสุขของกะทิ ของ งามพรรณ เวชชาชีวะ หนังสือรางวัลซีไรท์ปีที่แล้ว (49) ยังไม่ได้อ่านซะที เอาท์เชียว ตอนกลับไทยปีที่แล้ว ร้านนายอินทร์กะซีเอ็ดที่ลพรี หมดทั้งสองร้านเลย ไม่รู้คนนิยมอ่านกันมากจนหมด หรือสั่งมาน้อยเพราะความบ้านนอกกันแน่
     
    ต่อด้วย เล่มต่อของเล่มข้างบน ชื่อ ความสุขของกะทิ ตอน ตามหาพระจันทร์ ดีเลย ได้อ่านสองภาคต่อกัน ไม่ต้องรอ อิอิ
     
    เล่มต่อมา สะพานแสงคำ ของปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องต่อจาก ในวารวัน เป็นเรื่องของลูกๆ หลานๆ แม่วันจากเรื่องนั้นแหละ ออกมาได้จังหวะพอเหมาะพอดี คนอ่านยังไม่ทันลืมเรื่องแม่วันเลย.. ดีๆ (แต่แอบอยากอ่านเรื่องคุณเกื้อมากกว่าอ้ะ ได้ข่าวว่ากว่าจะรวมเล่มคงปีหน้าแน่ะ แงๆๆๆ)
     
    แล้วก็ บ้านไม้ริมทางรถไฟ ของ ราชศักดิ์ หนังสือรางวัลพิเศษนายอินทร์อวอร์ดปี 46 อ่านคำโปรยแล้วชอบขึ้นมาซะงั้น แบบกำลังฮิตอ่านเรื่องชนบทๆ หรือวัยเด็กแบบที่มีธรรมชาติๆ อ่ะ คงเพราะโหยหาธรรมชาติมากเกินไป (เคยติดใจ ขนำน้อยปลายนา มาแล้ว 555+)
     
    ต่อมา นอนใต้ละอองหนาว ของปราบดา หยุ่น ปกติไม่ค่อยชอบหนังสือปราบดาเท่าไหร่ (ถ้าเทียบกับคนอื่นนะ แต่ก็ยังถือว่าอ่านได้) แต่เรื่องนี้ชอบชื่อมากมาย กับเคยอ่านรีวิวในบล็อกใครไม่รู้ในพันทิพ เลยอยากอ่านขึ้นมา
     
    แล้วก็ จนกว่าเราจะพบกันใหม่ ของพิมพิดา กาญจนเพทางค์ เป็นบันทึกการเดินทาง เล่าประสบการณ์เที่ยวยุโรปคนเดียว (น่านนนน แสดงความบ้ายุโรปของดิชั้นได้เปนอย่างดี) เห็นมี 3 เล่มต่อกัน ขอลองอ่านเล่มแรกก่อน ถ้าถูกใจจะไปหามาอ่านต่อค่า.. แต่เท่าที่พลิกๆ ดู ทั้งเรื่องและรูป น่าสนใจมากๆ เลย..
     
    เล่มสุดท้าย สองเงาในเกาหลี ของทรงกลด บางยี่ขัน เป็นบันทึกการเดินทาง(อีกละ)ของคนสองคน ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ในเกาหลี บัวบัวแนะนำมา บอกว่าอ่านแล้วกรี๊ดมาก เราก็เชื่อ 555+ ความจริงไม่ค่อยถูกชะตากับทุกอย่างที่มีคำว่า "เกาหลี" (พูดตรงๆ ก็..เกลียดเลย) แต่เล่มนี้ เชื่อเพื่อนค่ะ 555+ ถือว่าเอามาอ่านเรื่องคนเขียน(ไทย) ไม่ใช่เรื่องประเทศ(เกาหลี) เนอะ อิอิ (ขอสารภาพว่าครั้งแรกที่บัวบัวบอกแล้วแนนสนใจ เพราะไปอ่านเป็น บาหลี อ่ะ เพิ่งมารู้ตอนสั่งซื้อเนี่ยแหละ..)
     
    หมดแว้ววว เด๋วอาจมีแบกไปอ่านที่โตเกียวบางเล่ม เพราะเล่มเล็กๆ บางๆ เบาๆ ดูน่าพกพาดีจริง
     
    สุดท้าย..
     
    เที่ยว : เด๋วคืนวันที่ 21 นี้จะเข้ากรุงละ จำใจต้องขึ้นบัสกลางคืนนะเนี่ย เพราะตั๋วเซชุน 18 ยังใช้ไม่ได้ เซ็งเรย (เริ่มใช้ได้วันที่ 1มีนาโน่น) ไม่ชอบนั่งเพราะมันทรมานอ่ะ แล้วเรานอนยังไงก็ไม่หลับ กินยานอนหลับยังไม่หลับเลย - -* คือถ้านั่งเซชุน(ก็คือนั่งรถไฟต่อไปเรื่อยๆ น่ะแหละ) มันยังได้ขยับตัว ได้ดูวิว หนุกหนานดีออก ไม่ต้องทรมานอยู่ในที่มืดๆ แคบๆ อ่ะ เวลาที่ใช้ก็พอๆ กันนะ คือ 9 ชม. เซชุน 2300 เอง ดีกว่าเห็นๆ (แต่ยังดีคราวนี้ซื้อตั๋วบัสได้ 3900 ลงโยโกด้วย สะดวกดี) อีกอย่างคืนวันพุธที่ 21 นี่.. อดดูบอล UCL หงส์กะบาร์ซ่าเลยอ่ะ รอบ 16 ทีมแล้วอ่าาา แล้วเราไม่ดูทีไร แพ้ทุกทีสิน่า.. (จริงๆ สาบานได้)
     
    แล้วก็.. จะไปเที่ยวกันด้วยละ.. ตั้งใจจะไปลองกล้องใหม่นั่นเอง (แต่ยังไม่รู้จะสั่งทันมั้ยเนี่ย..มัวแต่ลังเล เฮ้อ) ไปที่นี่ละ Kusatsu Onsen อวดๆ (เพื่อ???) เอาที่พักที่จะไปพักมาอวดด้วย อวดๆๆ ที่นี่ ค่ะ เป็นเพนชั่นละ ไม่เคยไปนอนเพนชั่นมาก่อน ตื่นเต้นๆ ราคาก็โอเคเลย 1คืน อาหารสองมื้อ (ดูความบึ้มของอาหารในรูปสิ) 7500 เยนเองอ่ะ มีโระเทมปุโระ(outdoor onsen) แบบคาชิกิริ(เช่าส่วนตัว) ฟรีด้วย สามบ่อแน่ะ กรี๊ดๆๆๆ (กระดี๊กระด๊าจริงๆ เลย..)
     
    แล้วก็ตั้งใจจะไป Atami / Izusan / Ito ก็ไปให้หมดแหละ onsen แถวๆ นั้น มันไปเช้าเย็นกลับจากโตเกียวสบายๆ อะนะ จากโยโกฮาม่า ชม.กว่าๆ เอง น่าจะเที่ยวได้ทั่วทั้งสามที่ภายในวันเดียวด้วย (จะแช่มันให้เปื่อยกันไปข้างนึงเลย 55+) ทำไมตอนอยู่โน่นเราไม่เคยไปน้า.. (ก็มันยังไม่เป็นโรค onsen mania แบบตอนนี้น่ะสิ..)
     
    แบบว่ากำลังบ้า 日本三大-Japan's Top 3 ต่างๆ นานา (คือการจัดอันดับว่าอะไรเป็นที่สุด 3 อย่างจากทั่วประเทศ) แล้วอนเซ็นพวกนี้ ติดทั้งนั้นเลยละ (วันหลังเด๋วมารีวิวพวก Top 3 ต่างๆ นี่อีกทีละกัน ตอนนี้เรากำลัง mania มาก บ้าสถิติอ่ะ 555+) อย่าง Atami นี่ติด 1 ใน 3 อนเซ็นที่มีจำนวนที่พักมากที่สุด  Izusan ติด 1 ใน 3 บ่ออนเซ็นที่เก่าแก่ที่สุด (และแน่นอน Arima Onsen หลังบ้านเราเนี่ยก็ติดด้วยแหละๆ อวดๆๆๆ) Ito ติด 1 ใน 3 อนเซ็นที่มีจำนวนตาน้ำร้อนธรรมชาติมากที่สุด แล้วก็ Kusatsu ติด 1 ใน 3 อนเซ็นที่มีสรรพคุณทางการรักษาโรคละ..
    (นี่เรา mania เกินไปรึป่าวอะ..)
     
    แล้วก็กะว่าจะไปเดินเล่นแถว Shimokita, Gakugeidai, Sancha, Jiyugaoka แนวๆ นั้น มันเป็นที่ๆ เคยใช้ชีวิตอยู่ตอนอยู่โตเกียวอะนะ ตอนย้ายมาคันไซ ไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่ แต่นี่รู้สึกจะกลับไทยแล้ว เลยชักอาลัยอาวรณ์ขึ้นมา.. 
     
    พอแระๆ กระดี๊กระด๊ามากเด๋วนอนไม่หลับ ไปนอนก่องๆ